Electric Car

โตโยต้าเปิดตัวรถไฟฟ้า Coms รุ่นใหม่

นอกจากรถไฮบริดที่บ้านเราเริ่มได้รับความนิยมแล้ว ในต่างประเทศนั้นความฝันอย่างหนึ่งคือการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าทั้งหมด (Electric Vehicle - EV) เพื่อลดปริมาณมลภาวะในตัวเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ ทางญี่ปุ่นนั้นรถแบบ EV เริ่มมีการใช้งานจริงจนโตโยต้าเปิดตัวรถตระกูล Coms รุ่นที่สองแล้ว

รถ Coms เป็นรถแบบที่นั่งเดียว ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด สามารถเดินทางเมื่อชาร์จไฟเต็มได้ 50 กิโลเมตร น้ำหนักรถนั้นอยู่ที่ 405 กิโลกรัม ภายในแบตเตอรี่ขนาด 55Ah (ไม่บอกโวลต์) และมอเตอร์ขนาด 600 วัตต์

เริ่มต้นขายต้นปีหน้า คาดว่าทั้งปีจะขายได้ถึง 1,000 คัน ในราคาคันละประมาณสามแสนบาท

แม้จะใช้รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ไม่ใช่ว่ามลภาวะจะหายไปเฉยๆ เราต้องถกเถียงกันต่อไปว่าจะเอาไฟฟ้ามาจากไหนเพื่อเลี้ยงรถทั้งเมืองกันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน, ก๊าซ, น้ำมัน, พลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องการโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ปล่อยน้ำเสียปริมาณมาก, หรือกระทั่งพลังงานลมที่สร้างมลภาวะทางเสียงจนเกิดพื้นที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นวงกว้าง

ที่มา - Tech-On

ชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบไร้สาย

ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคือเรื่องของระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และก็คงอีกนานกว่าที่สถานีเติมไฟฟ้าสำหรับรถยนต์จะกลายเป็นของที่หากันได้ง่ายๆ ทีมวิจัยที่นำโดย Shanhui Fan แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเสนอวิธีการชาร์จพลังงานให้รถที่อาจจะช่วยแก้ขัดปัญหานี้ลงไปได้

Shanhui Fan เสนอว่า หากเราฝังขดลวดแม่เหล็กไว้ในถนนทางลาด เมื่อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าวิ่งผ่าน ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นจากการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็ก จากการทดลองเบื้องต้นกับแบตเตอรี่รถที่ปรับแต่งอย่างเหมาะสม ประสิทธิภาพของการชาร์จสูงสุดอยู่ที่ 97% สำหรับการชาร์จไฟฟ้า 10 กิโลวัตต์ในเวลา 7 ไมโครวินาที

ข้อจำกัดของวิธีการชาร์จไร้สายนี้ คือ ตัวแบตเตอรี่รถยนต์และขดลวดแม่เหล็กในถนนจะต้องปรับแต่งให้เข้ากันอย่างพอเหมาะพอเจาะจึงจะเกิด magnetic resonance ที่ส่งผ่านกระแสไฟฟ้าได้

ที่มา - New Scientist

Back to the Future กลับมาแล้ว: DeLorean รุ่นไฟฟ้าจะกลับมาทำตลาดปี 2013

รถ DMC DeLorean นั้นน่าจะเป็นที่จดจำได้ดีที่สุดจากการที่มันเป็นพาหนะหลักในภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future แต่เรื่องจริงของรถรุ่นนี้กลับค่อนข้างน่าเศร้า เพราะมันอยู่ในสายการผลิตเพียงปีเดียวเท่านั้น (1981-1982) และผลิตออกมาประมาณ 9,000 คันเท่านั้น

แต่ปีนี้บริษัท DeLorean Motor Company (DMC) ก็ประกาศว่าจะนำ DeLorean กลับมาอีกครั้งในปี 2013 และมันจะเป็นรถไฟฟ้าเต็มระบบ (Electic Vehicle - EV) โดยมีความเร็วสูงสุด 125 ไมล์ต่อชั่วโมง (201 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) กำลังเครื่อง 260 แรงม้า ราคาขาย 90,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์

ระหว่างนี้เราก็มีเวลาให้เก็บเงินกันอีกสองปีก่อนที่จะวางจำหน่าย ส่วนถ้าใครอยากเอาไปย้อนเวลาก็อาจจะสบายใจได้แม้รถจะใช้พลังงานไฟฟ้า เพราะมันวิ่งทะลุ 88 ไมล์ต่อชั่วโมงได้สบายๆ

รถ DeLorean รุ่นที่ทันสมัยที่สุดนั้นติดตั้งถังปฎิกรณ์ยี่ห้อ Mr. Fusion ไว้ด้วย ดังนั้นแฟนๆ อ่านแล้วก็อย่าลืม "เข้ามาดู"

ที่มา - Your Houston News

โรลส์-รอยซ์โชว์รถไฟฟ้า

ปรกติรถหรูหรามักจะขึ้นชื่อว่าสิ้นเปลืองพลังงาน แต่กระแสรถไฟฟ้าก็ทำให้ค่ายรถหรูหราเริ่มต้องหันมาจับตลาดรถไฟฟ้ากันบ้างแล้ว โดย Rolls-Royce Phantom 102EX จะเป็นรุ่นแรกของโรลส์-รอยซ์ที่ทำงานด้วยไฟฟ้าเต็มระบบ ข่าวร้ายคือมันผลิตขึ้นมาเพื่อโชว์เท่านั้น ไม่มีวางขายแต่อย่างใด

รถคันนี้ถูกผลิตมาเพื่อทดสอบเสียงตอบรับจากลูกค้าของโรลรอย ตลอดจนสื่อมวลชนทั้งหลายว่าจะมีเสียงตอบรับต่อการที่แบรนด์หรูหราอย่างโรลส์-รอยซ์จะหันมาทำรถไฟฟ้าอย่างไรบ้าง

ตัวรถจะแสดงตัวจริงพร้อมสเปคทั้งหมดในงานมอเตอร์โชว์ที่เจนีวาเดือนหน้า

ที่มา - AFP

MIT ระบุระบบชาร์จเร็วทำแบตเตอรี่เสื่อมเพียง 10% หลังการชาร์จ 1500 รอบ

ขณะที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน (Electric Vehicle - EV) กำลังมีแนวโน้มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ จากคุณสมบัติไม่ปล่อยมลพิษขณะขับขี่ แต่ปัญหาสำคัญของ EV คือเวลาที่ใช้ในการชาร์จนั้นจะนานมากจนอาจจะทำให้ภาพคิวต่อแถวเติม NGV ในบ้านเรากลายเป็นเรื่องเล็ก แม้จะมีระบบชาร์จเร็วเข้ามาช่วยลดเวลาแต่การชาร์จเร็วก็มักลดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่มีราคาแพงลง ล่าสุดทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ท (MIT) ก็ได้สาธิตทดสอบว่าการลดอายุการใช้งานนี้มีผลหนักแค่ไหน และพบว่าการชาร์จเร็วถึง 1500 รอบมีผลลดประสิทธิภาพแบตเตอรี่เพียง 10%

ทีมงานอาศัยมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่จากบริษัท A123 System เพื่อทดสอบระบบชาร์จเร็วที่สร้างขึ้น โดยในเวลาสิบนาทีสามารถชาร์จไฟได้ 80% ของความจุ โดยจุดสำคัญที่ทีมงานระบุคือความร้อนนะหว่างการชาร์จที่ต้องมีการระบายให้ดี

หากแบตเตอรี่มีขนาดใหญ่พอที่จะใช้งานได้ทั้งวันต่อการชาร์จหนึ่งรอบ นั่นหมายถึงแบตเตอรี่ชุดหนึ่งๆ น่าจะมีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี ถึงตรงนั้นเราอาจจะพบว่าต้นทุนในส่วนของแบตเตอรี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่นักเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบันที่มีส่วนสึกหรอจำนวนมากเช่นกัน

ไม่รู้ระบบชาร์จนี้มีขายขนาดเล็กไหม เพราะแบตเตอรี่โทรศัพท์ผมเสื่อมเร็วมาก

ที่มา - The Future of Things

Nissan Leaf รถยนต์ไฟฟ้าเพียวๆ เริ่มวางขายแล้ว

ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้ออื่นบุกตลาดรถพลังไฟฟ้าด้วยระบบไฮบริด (สามารถสลับไปใช้น้ำมันได้) แต่นิสสันกลับเลือกเส้นทาง "ไฟฟ้าอย่างเดียว" และมันออกมาเป็นตัวเป็นตนแล้วในชื่อ Nissan Leaf (Wikipedia)

Nissan Leaf จะเริ่มวางขายในสหรัฐ (เป็นบางรัฐ) และในญี่ปุ่นก่อน ส่วนประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรปจะเริ่มขายปีหน้า ของประเทศไทยนั้นนิสสัยเคยให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่มีแผนครับ

ที่มา - Engadget

แบตเตอรี่รถไฟฟ้าเก่าอาจเปิดอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต

ถ้าใครจะใช้รถไฟฟ้าหรือกระทั่งรถไฮบริดในทุกวันนี้จะพบว่าปัญหาสำคัญคือค่าแบตเตอรี่ที่เป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของตัวรถ แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่าแบตเตอรี่เหล่านี้ทนทานกว่าที่คาดกัน และแม้จะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังสามารถนำไปใช้งานอื่นๆ ได้ในอนาคต

นิสสันคาดว่าจะมีความต้องการแบตเตอรี่ใช้แล้วเหล่านี้กว่า 50,000 ชุดภายในปี 2020เพราะแม้แบตเตอรี่จะเสื่อมสภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันยังทำงานได้ถึงร้อยละ 70 แม้จะใช้งานไปแล้วสิบปี บริษัทรถฝั่งอเมริกาเองก็เห็นโอกาสแบบเดียวกัน โดย General Motors นั้นก็เริ่มศึกษาโอกาสทางธุรกิจนี้แล้ว

แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพไปบ้างเหล่านี้อาจนำไปใช้ในการใช้งานที่ไม่ได้ต้องการความจุต่อน้ำหนักสูงสุดเสมอไป เช่น การสำรองไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลและโรงพยาบาล, การเก็บไฟสำหรับการผลิตพลังงานหมุนเวียนเช่นพลังงานลมและแสงแดด, การจัดการพลังงานเช่นการเกลี่ยพลังงานไฟฟ้าจากช่วงเวลาที่พลังงานถูกไปเก็บใส่แบตเตอรี่เพื่อไปใช้งานในช่วงเวลาที่พลังงานแพงแทน

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันในรถไฟฟ้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ที่ใช้ในรถยนต์ทุกวันนี้พอสมควร โดยมันสามารถรีไซเคิลได้ในสัดส่วนที่สูง

ซื้อมาเสียบโน้ตบุ๊กกัน...

ที่มา - Wired

บริษัทจีนเริ่มบุกตลาดรถไฟฟ้า เตรียมขายรถแบบถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ปีหน้า

ปัญหาการชาร์จไฟของรถไฟฟ้าที่มักใช้เวลานานนั้นมีการเสนอถึงกระบวนการเปลี่ยนแบตเตอรี่กันมานานแล้ว โดยการทำช่องเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้เป็นมาตรฐาน รถไฟฟ้าเหล่านี้สามารถเข้าศูนย์เพื่อเปลี่ยนถ่ายแบตเตอรี่ก้อนใหม่ที่มีไฟเต็มแล้วขับต่อไปได้ในเวลาไม่กี่นาที แต่ที่น่าสนใจคือบริษัทจีนอย่าง Beijing Pride Power Systems Technology ก็ประกาศว่าบริษัทเตรียมจะขายรถ C71 EV ภายในปี 2011 นี้แล้ว ด้วยราคา 300,000 หยวนหรือประมาณ 1,300,000 บาท

แบตเตอรี่นั้นวางอยู่ใต้ท้องรถ มีขนาดความจุ 22kWh หนัก 340 กิโลกรัม ตัวเซลล์แบตเตอรี่เป็นแบบ lithium iron phosphate จ่ายไฟที่ความต่างศักย์ 3.2 โวลต์ต่อเซลล์ โดยแต่ละแพ็กจะรวมเอาเซลล์ 10 เซลล์ และชุดแบตเตอรี่จะรวม 10 แพ็ก หรือ 100 เซลล์เข้าด้วยกัน ไฟฟ้าทั้งหมดสามารถเดินทางได้ 150 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ไม่แน่ใจว่าระยะทางที่ว่านี้เปิดแอร์, วิทยุ, และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ แล้วหรือไม่

ที่มา - Tech-On

GM Volt รถยนต์ไฮเทคที่รันด้วยโค้ด 10 ล้านบรรทัดและมีเลขไอพีของตัวเอง

ในเชิงสัญลักษณ์ GM Volt (หรือ Chevrolet Volt) เป็นเหมือนตัวแทนของรถยนต์รุ่นใหม่หลังการล่มสลายและเกิดใหม่ของ GM (รวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐ) แต่ในเชิงเทคนิค มันคือความก้าวหน้าของวงการรถยนต์พลังไฟฟ้า ที่ใช้ซอฟต์แวร์เข้ามามีส่วนช่วยอย่างมาก

รถปกติในปี 1980 มีส่วนที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์แค่ 5% เท่านั้น แต่ปัจจุบัน Volt มีส่วนประกอบอิเล็กทรอนิสก์ถึง 40% มันมีคอนโทรลเลอร์มากกว่า 100 ตัว ซอฟต์แวร์มีขนาด 10 ล้านบรรทัด และมันมีหมายเลขไอพีของตัวเองด้วย

Micky Bly หัวหน้าฝ่ายรถยนต์อิเล็กทรอนิกส์ของ GM บอกว่าเทียบกับคู่แข่งในตลาดแล้ว Volt มีโค้ดเยอะกว่า 40-60% และ "จิตวิญญาณ" ในการออกแบบนั้นเปลี่ยนมาเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์แทนเครื่องกลแล้ว ส่วนการทดสอบนั้นใช้ IBM Rational เข้าช่วย

ที่มา - SmartPlanet

อาคารจอดรถในนิวยอร์ก เพิ่มบริการชาร์จไฟสำหรับรถยนต์พลังไฟฟ้า

นี่อาจเป็นก้าวสำคัญอีกขั้นของอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อย่างน้อยก็ในสหรัฐ) โดยบริษัท The Car Charging Group, Inc. (CCGI) ซึ่งให้บริการชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ (คิดซะว่ามันคือปั๊มน้ำมัน) ได้จับมือกับ LAZ เจ้าของอาคารเช่าสำหรับจอดรถยนต์ในนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ให้บริการชาร์จไฟถึงที่จอดรถโดยตรง

CCGI นั้นให้บริการติดตั้งและดูแลระบบชาร์จไฟรถยนต์สำหรับหน่วยงานราชการอยู่แล้ว การขยายมายังที่จอดรถของเอกชน ย่อมเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนให้คนพิจารณาซื้อรถยนต์พลังไฟฟ้ามากขึ้น อย่างน้อยๆ ก็คนในนิวยอร์กที่ใช้บริการที่จอดรถของ LAZ

ที่มา - TechCrunch

Syndicate content