แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เราใช้กันอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกวันนี้เสื่อมเร็วแค่ไหน ทุกคนคงรู้กันดี ระหว่างรอเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเซลล์เชื้อเพลิง เบต้าเซลล์ ฯลฯ นักวิจัยก็พยายามคิดหาวิธีต่างๆ มาเพิ่มอายุขัยของแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นานที่สุด
ในการประชุมของ American Association for the Advancement of Science (AAAS) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2011 ที่ผ่านมา (แปลกจัง...คิดยังไงประชุมกันวันอาทิตย์) Scott White แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ได้รายงานเทคโนโลยีใหม่ในการสร้างแบตเตอรี่ที่ "ซ่อมตัวเองได้"
จะอธิบายว่าแบตเตอรี่ซ่อมตัวเองได้อย่างไร ต้องทราบกันก่อนว่าความเสื่อมที่ทำให้แบตเตอรี่ของเราหมดอายุอยู่ที่ตรงส่วนไหนบ้าง จุดหลักๆ เลยก็ได้แก่
-
ขั้วแอโนด (anode) หรือขั้วลบของแบตเตอรี่ ในแต่ละรอบของการชาร์จและใช้งาน ขั้วแอโนดของแบตเตอรี่จะมีการบวมและหดๆ วนไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เกิดรอยแตกบนขั้วแบตเตอรี่ เมื่อรอยแตกร้าวรานเกินกว่าที่กระแสไฟฟ้าจะปรองดองก้าวข้ามความแตกแยกไปได้ วงจรก็จะขาดในที่สุด
-
การลัดวงจร การเสื่อมที่ทำให้เกิดการลัดวงจรไม่ใช่เรื่องที่พบได้ทั่วไปเหมือนการเสื่อมสภาพของขั้วแอโนด แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาก็อาจจะเป็นอันตรายจนถึงขั้นระเบิดได้ (เหมือนกับ "กรณีเรียกแบตเตอรี่คืนทั่วโลก" ที่เป็นข่าวใหญ่โตเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว อ่านความยิ่งใหญ่ของมหากาพย์เรื่องนี้ได้จากข่าวที่ Blognone)
วิธีที่ Scott White รายงาน คือ การใส่เม็ดพลาสติกขนาดเล็ก (microsphere) ที่ทำมาเป็นพิเศษเข้าไปในขั้นตอนการผลิต เม็ดพลาสติกแบบแรกจะฝังอยู่ในชั้นแกรไฟต์ของขั้วแอโนด เมื่อเกิดรอยแยกขึ้น ชั้นเคลือบพลาสติกจะแตกออก โลหะอัลลอยเหลว indium gallium arsenide ก็จะไหลออกมาเติมเต็มช่องว่างให้ปิดสนิทเหมือนเดิม นี่คือการบรรเทาปัญหาการเสื่อมสภาพของขั้วแอโนด
ส่วนทางปัญหาเรื่องการลัดวงจร ก็ใช้วิธีคล้ายๆ กันกับแบบแรก แต่ว่าใช้เม็ดพลาสติกที่ทำจากโพลีเอธีลีน (polyethylene) ฝังไว้ในขั้วและวงจรภายในตัวแบตเตอรี่ เมื่ออุณหภูมิสูงเกินกว่า 105 องศาเซลเซียส โพลีเอธีลีนจะละลายเคลือบวงจรเอาไว้ ไม่ให้กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านได้อีกเพื่อป้องกันไม่ได้เกิดความร้อนสะสมจนระเบิด เปรียบได้เหมือนเซฟทีคัทตัดไฟขณะเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในบ้านนั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอเน้นตรงนี้ว่าเทคโนโลยีพวกนี้เป็นเพียงของแก้ขัดให้เราใช้ไปอีกสักสิบกว่าปีข้างหน้าเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมหยุดอยู่แค่ตรงนี้แน่ๆ สักวันหนึ่งเราจะต้องมีเทคโนโลยีแหล่งกักเก็บพลังงานแบบใหม่ที่เก็บพลังงานได้มากกว่า คงทนกว่า สะดวกกว่ามาแทนที่... ไม่ช้าก็เร็ว
ที่มา - Science News