UK

หินยุคแรกของสโตนเฮนจ์ เดินทางมาไกลถึง 170 ไมล์

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) กองหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีชื่อเสียงมาก มาจนถึงวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถยืนยันจุดมุ่งหมายของผู้สร้างมันขึ้นมาได้

ก้อนหินที่ประกอบกันเป็นสโตนเฮนจ์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งหมด หินก้อนใหญ่ที่วางในแนวตั้งทำเป็นรูปหอคอย (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสโตนเฮนจ์) ถูกนำมาวางทีหลังสุดช่วงปี 2600-2400 ก่อนคริสตกาล ส่วนหินก้อนเล็กกว่าที่วางเป็นวงกลมโดยรอบ ถูกวางขึ้นก่อนหน้านั้นมากคือ 3100 ปีก่อนคริสตกาล

ล่าสุดนักโบราณคดีจาก University of Leicester และ National Museum of Wales สามารถหาแหล่งกำเนิดของหินในยุคแรกที่เรียกว่า "Craig Rhos-y-Felin" ขนาด 70 เมตรได้แล้ว โดยแหล่งที่มาของมันอยู่ห่างออกไปจากสโตนเฮนจ์ถึง 170 ไมล์ (270 กม.) คือเมือง Pembrokeshire ในแคว้นเวลส์

การค้นพบครั้งนี้ถือว่าสำคัญมากสำหรับการสืบหาประวัติศาสตร์ของสโตนเฮนจ์ เพราะเป็นครั้งแรกที่สามารถหาแหล่งที่มาของหินยุคแรกได้แบบเป๊ะๆ และช่วยยืนยันทฤษฎีว่ามนุษย์เมื่อ 5000 ปีก่อนเป็นคนเคลื่อนย้ายหินมาสร้างมันขึ้นมา หินไม่ได้เดินทางมาจากการเลื่อนตัวของธารน้ำแข็งแต่อย่างใด

ที่มา - The Independent via Gizmodo

[COP17/CMP7] ชัดเจน! แคนาดายืนยันไม่ต่อ Kyoto Protocol

วันแรกยังไม่จบ การประชุมโลกร้อนครั้งที่ 17 ณ Durban ประเทศแอฟริกาใต้ ก็เริ่มจะมีปัญหาแล้ว เมื่อ Peter Kent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของแคนาดาประกาศที่กรุงออตตาวา ว่าตัวแทนของแคนาดาจะไม่ยอมลงนามต่อระยะเวลาผูกพันใน Kyoto Protocol แน่

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่แปลกใจกับท่าทีของแคนาดาเท่าไร เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันของแคนาดาที่นำโดย Stephen Harper แห่งพรรคคอนเซอร์เวทีฟเน้นนโยบายเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐอเมริกามากกว่าที่จะหันมาใส่ในข้อบังคับ Kyoto Protocol

ตามตัวหนังสือที่แคนาดาลงนามไว้ ภายในปี 2012 แคนาดาจะต้องลดการปล่อยก๊าซ CO2 ให้ได้ 6% จากระดับของปี 1990 แต่ความจริงที่ปรากฎในปี 2011 ปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 เพิ่มขึ้นจากระดับของปี 1990 เกือบหนึ่งในสาม

พิพิธภัณฑ์อังกฤษแสดงบัตรผ่านเข้าเมืองของไอน์สไตน์สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คือหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์เชื้อสายยิวที่อพยพลี้ภัยออกจากประเทศเยอรมนีในช่วงที่นาซีเรืองอำนาจ และสหราชอาณาจักรก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การคุ้มครองไอน์สไตน์เป็นอย่างดี

ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2011 นี้ พิพิธภัณฑ์ Merseyside Maritime ในลิเวอร์พูล ได้จัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งเป็นการชั่วคราว สิ่งนั้นคือ "บัตรผ่านเข้าเมือง" (immigration card) ของไอน์สไตน์ในวันที่เขามาถึงท่าเรือโดเวอร์

สาเหตุที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งจะเอาออกมาแสดง ไม่ใช่เพราะกั๊กอะไรหรอก แต่เป็นเพราะทางพิพิธภัณฑ์เองก็เพิ่งจะเจอบัตรผ่านนี้โดยบังเอิญที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินฮีธโทรว์เมื่อไม่นานมานี้

ในบัตรผ่านเข้าเมืองดังกล่าวระบุว่าเมืองที่ไอน์สไตน์จากมาคือเมือง Ostende ของประเทศเบลเยียม และจุดมุ่งหมายที่จะไปคือออกซ์ฟอร์ด เขากรอกในช่องอาชีพว่าเป็น "ศาสตราจารย์" และสัญชาติ "สวิส" (ไอน์สไตน์เกิดที่เยอรมนีและมีเชื้อชาติยิว แสดงว่าเขาทิ้งสัญชาติเยอรมันก่อนที่นาซีจะไล่ล่าเขาเสียอีก) ด้านท้ายมีลายเซ็นของไอน์สไตน์กำกับ ตราประทับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 1933

ไอน์สไตน์อาศัยพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรระยะหนึ่ง ก็ย้ายต่อไปยังสหรัฐอเมริกาและลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่นจนสิ้นอายุขัย

ที่มา - BBC News

วิศวกรอังกฤษสร้างปืนเลเซอร์ต่อต้านโจรสลัด

วิศวกรจาก BAE Systems Advanced Technology Centre ในสหราชอาณาจักร ได้พัฒนาอาวุธเลเซอร์ชนิดใหม่เพื่อไว้ให้เรือพาณิชย์ป้องกันตัวจากโจรสลัด

ปืนเลเซอร์ของ BAE ไม่ใช่ปืนที่ยิงแล้วจะได้เห็นฉากเรือระเบิดตูมตาม, ลูกเรือร่างกายละลายแหลกเหลวนะครับ ปืนเลเซอร์ที่ได้รับการพัฒนาล่าสุดนี้เป็นอาวุธที่ไม่ทำอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ เป้าหมายของมันคือการทำให้ลูกเรือโจรสลัดที่โดนแสงเลเซอร์สาดเข้าตาเกิดอาการตาพร่ามัวมึนงงไปชั่วขณะจนไม่สามารถเข้าโจมตีเรือ เปิดโอกาสให้เรือพาณิชย์ชิ่งหนีได้

แสงเลเซอร์จากปืนนี้มีรัศมีทำการเป็นไมล์ๆ ที่ระยะไกลมากๆ เลเซอร์อาจจะยังไม่ทำให้โจรสลัดมึนงงได้มากนัก แต่อย่างน้อยแสงของมันก็จะไปรบกวนการเล็งเป้าของปืนเรือโจรสลัด ถ้าเตือนกันแล้วยังไม่ฟัง เมื่อโจรสลัดเข้ามาอยู่ในรัศมี 400-500 เมตร ลำแสงเลเซอร์สีเขียวจ้าความกว้าง 3 เมตรที่สาดเข้าลูกตาก็ให้ผลไม่ต่างจากการมองดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงตรง โดนไปนานๆ อาจจะถึงหน้ามืดได้เลย วิศวกรของ BAE ยังวางแผนจะพัฒนาให้แสงเลเซอร์กระพริบได้ด้วยเพื่อเพิ่มความมึนงงเข้าไปอีก

ระดับความรุนแรงของแสงเลเซอร์นี้ไม่ทำอันตรายถาวรกับดวงตาของผู้ที่โดน จุดประสงค์ของมันมีไว้ใช้ป้องกันตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่การโจมตีทางทหาร ดังนั้นหากเกิดการเข้าใจผิดไปส่องเรือผิดลำเข้าก็วางใจได้ว่าจะไม่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ตาบอด ตอนนี้ปืนเลเซอร์ของ BAE ได้รับการทดลองขั้นต้นเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่รอให้ UN รับรองเท่านั้น มันก็จะเข้าประจำการในเรือพาณิชย์ได้ทันที

ที่มา - The Telegraph

อังกฤษโชว์ Taranis เครื่องบินไร้คนขับรุ่นใหม่

กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร โชว์เครื่องบินจู่โจมแบบไร้คนขับ (unmanned combat air vehicle หรือ UCAV) ชื่อ Taranis

Taranis เป็นชื่อเทพเจ้าแห่งสายฟ้าตามตำนานของชนเผ่าเคลท์ (Celt) บนเกาะอังกฤษ เครื่อง Taranis จะผลิตโดยบริษัท BAE Systems ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของอังกฤษ และจะเริ่มบินทดสอบในปีหน้า ถ้าสำเร็จด้วยดี BAE จะผลิตเครื่องรุ่นถัดไปเพื่อใช้ในกองทัพอากาศของสหราชอาณาจักร ส่วน Taranis จะถูกจำกัดเป็นแค่เครื่องทดสอบเท่านั้น

อากาศยานแบบไร้คนขับ เป็นทางออกของวงการการบินโดยเฉพาะการบินทหาร เพราะนักบินสามารถทนทานแรง G ได้มากที่สุดเพียง 8-9G เท่านั้น

ที่มา - BBC

Syndicate content