Medicine

นักวิทยาศาสตร์แนะให้แม่ชีกินยาคุมกำเนิด

นักวิจัยออสเตรเลียสองคน คือ Kara Britt แห่ง Monash University และ Roger Short แห่ง University of Melbourne เสนอให้โบสถ์คาธอลิกมีหน้าที่แจกยาคุมกำเนิดให้แม่ชีทาน

พวกเขาไม่ได้กลัวว่าแม่ชีจะเผลอใจไปท้องกับบาทหลวง แต่เป็นข้อเสนอที่มาจากเหตุผลด้านสุขภาพล้วนๆ เนื่องจากมีงานวิจัยระบุว่าหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์เลยมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งรังไข่, มะเร็งมดลูก, และมะเร็งเต้านม สูงกว่าหญิงที่เคยตั้งครรภ์ และการรับประทานยาคุมกำเนิดสามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ (ยกเว้นมะเร็งเต้านม)

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรที่แม่ชี (ซึ่งก็ไม่ควรจะตั้งครรภ์ได้) จะได้รับประทานยาคุมกำเนิด เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพ ไม่ได้ขัดกับหลักการของศาสนาคริสต์แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามพวกเขาทั้งสองเตือนว่ายาคุมกำเนิดอาจมีผลข้างเคียงสำหรับแม่ชีบางคน โดยเฉพาะยาคุมกำเนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน

ที่มา - MyHealthNewsDaily

การล้างลำไส้ไม่ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น (อาจกลับแย่ลงด้วย)

การล้างลำไส้ (Colon cleansing, Colonic irrigation, หรือ Colonic hydrotherapy) เป็นการทำความสะอาดและชำระล้างของเสียออกจากทางเดินอาหารโดยเฉพาะในส่วนของลำไส้ใหญ่ มีทั้งแบบที่ให้ยาทานและแบบที่ต้องสอดยาหรือสารเคมีเข้าทางทวารหนัก หลายคนเชื่อคำโฆษณาว่าการล้างลำไส้จะทำให้มีสุขภาพดีขึ้น

แต่ Ranit Mishori แห่ง Georgetown University ในกรุงวอชิงตันดีซี พบว่าผู้ป่วยที่เธอเคยตรวจรักษามีภาวะดีซ่านและภาวะขาดน้ำหลังจากการล้างลำไส้ เธอจึงตั้งทีมวิจัยค้นคว้าอ่านสรุปงานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้กว่า 20 ชิ้นตีพิมพ์ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

ผลปรากฏว่า แทบไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ชี้เลยว่าการล้างลำไส้ส่งผลดีต่อสุขภาพ ซ้ำร้าย งานวิจัยหลายชิ้นยังแสดงให้เห็นด้วยว่าการล้างลำไส้มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น การอาเจียน ภาวะเสียสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย ภาวะไตล้มเหลว เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารอีกคน คือ David Greenwald แห่ง Albert Einstein College of Medicine ก็ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ รับรองผลดีจากการล้างลำไส้อย่างที่โฆษณาชวนเชื่อ

Ranit Mishori ยังแนะนำอีกด้วยว่า "ความเชื่อที่ว่าเราต้องพึ่งกระบวนการภายนอกมากำจัดสารพิษนั้นเป็นเรื่องที่ผิด ร่างกายมีกลไกสลายสารพิษด้วยตัวเองอยู่แล้ว"

"The premise that you need to do something external to detoxify is wrong. The body has its own mechanism to detoxify."

และประโยคสำคัญที่เด็ดที่สุด คือ "หนทางสู่สุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องมาผ่านทางทวารหนัก"

"The road to wellness does not necessarily go through your rectum."

ที่มา - New Scientist

นักวิทยาศาสตร์สร้าง "วัคซีนแก้หวัดทุกชนิด" ได้แล้ว

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Oxford สามารถสร้างวัคซีนที่แก้หวัดได้ทุกชนิดทุกแบบ (universal flu vaccine)

เดิมทีวัคซีนแก้หวัดจะมีปัญหาว่าไวรัสหวัดกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ทำให้ตัววัคซีนต้องปรับตามไปตลอด และการปรับวัคซีนก็มีค่าใช้จ่ายสูงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าวัคซีนตามมา แต่วัคซีนตัวใหม่สร้างขึ้นโดยใช้หลักว่า จะจัดการกับโปรตีนที่พบในไวรัสหวัดทุกชนิด แทนการจัดการกับชิ้นส่วนภายนอกของไวรัสหวัดแบบวัคซีนตัวก่อนๆ

ถ้าวัคซีนตัวนี้ประสบความสำเร็จในการใช้งานจริง ก็จะช่วยหยุดโรคหวัดระบาดในอนาคตได้

ที่มา - Guardian

จับตา 10 นวัตกรรมทางการแพทย์ในปี 2011

Cleveland Clinic ได้ทำการสำรวจบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาต่างๆ และรวบรวม 10 อันดับนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะมีผลต่อชีวิตของเราในปีหน้าครับ 10 อันดับดังกล่าวมีดังนี้

  1. การตรวจค้นหาโรคอัลไซเมอร์ การฉีดสาร AV-45 ซึ่งเป็นสารรังสีที่จะสามารถจับกับ Beta-myeloid Plaque ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคอัลไซเมอร์ และสามารถทำ PET-Scan ได้ว่าสมองนั้นมีโอกาสเกิดอัลไซเมอร์ได้ (ซึ่งในปัจจุบันการบอกว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ชัวร์ๆ นั้นยังต้องรอการยืนยันด้วยการตัดเนื้อสมองไปดูหลังตายเท่านั้นครับ)
  2. ยา Anti-CTLA-4 (ipilimumab) ในการรักษามะเร็งผิวหนัง melanoma โดยยาดังกล่าวนั้นจะไปจับกับ CTLA-4 (cytotoxic T-Lymphocyte associated antigen 4) ซึ่งทำให้ T Cell ทำงานได้ดีขึ้นในผู้ป่วยโรคดังกล่าว
  3. การใช้วัคซีนรักษามะเร็ง วัคซีน sipuleucel-T นั้นสามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านตัวโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่กำลังเป็นอยู่ได้ (ซึ่งแตกต่างจากการให้วัคซีนปกติที่ให้ในคนที่ไม่เป็นโรค) และอัตราตายในสี่เดือนไปกว่า 24%

ผู้เชี่ยวชาญ ใช้อัลตราซาวด์ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์

อัลตราซาวด์ คือคลื่นเสียงความถี่สูงเกินกว่าที่หูมนุษย์จะได้ยิน มีการนำมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นช่วยคลายกล้ามเนื้อให้นักกีฬาที่มีอาการปวดเมื่อย, ช่วยละลายไขมันในผู้ป่วยที่ทำศัลยกรรมดูดไขมัน และช่วยขจัดคราบสกปรกออกจากเครื่องครัว โดยการใช้งานอัลตราซาวด์ที่เรารู้จักกันดีที่สุดคือ การสร้างภาพของทารกในครรภ์

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา มีการใช้อัลตราซาวด์ในการต่อสู้กับโรคต่างๆ มากมาย

ตอนนี้ได้มีการค้นพบประโยชน์ของอัลตราซาวด์อีกข้อหนึ่ง คือความสามารถในการยับยั้งเกราะป้องกันตามธรรมชาติ (natural barrier) ที่ทำหน้าที่ แยกหลอดเลือดออกจากเนื้อเยื่อสมองของหนูทดลองได้ชั่วคราว ซึ่งถ้าสามารถใช้เทคนิคนี้ในมนุษย์ได้ แพทย์ก็จะสามารถใช้อัลตราซาวด์ในการให้ยาทางหลอดเลือดดำ (intravenous drugs) เข้าสู่เซลล์สมองของผู้ป่วยได้โดยตรง

ในปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังคงไม่มีทางรักษา ถึงแม้จะมีการพัฒนายาที่มีการพิสูจน์แล้วว่า สามารถรักษาเซลล์ประสาท (neuron) ที่ถูกทำลายจากตัวโรคเอาไว้ได้ นักวิจัยบางคนพยายามจะชะลอการดำเนินโรค โดยการฉีดยาเข้าไปในบริเวณสมองที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่การทำแบบนั้นมีความเสี่ยง, ค่าใช้จ่ายสูง และล้มเหลวถึง 9 ใน 10 ครั้ง

งานวิจัยชิ้นนี้ ได้สร้างความหวังใหม่ในการรักษาอัลไซเมอร์ด้วยกระบวนการเพียง 2 ขั้นตอน คือการฉีดฟองอากาศขนาดจิ๋ว (microscopic bubble) เข้าไปในหลอดเลือดผ่านสายน้ำเกลือ (IV line) และปล่อยให้มันเคลื่อนที่เข้าไปในหลอดเลือดฝอยของสมอง (brain capillary) จากนั้นปล่อยคลื่นอัลตราวาวด์ (ultrasonic beam) เข้าไปเหนือสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งจะทำให้ฟองอากาศเกิดการสั่นสะเทือน ไปรบกวนการทำงานของผนังหลอดเลือด ที่ทำหน้าที่กั้นไม่ให้สารบางอย่างผ่านเข้าไปยังสมองได้ (blood-brain barrier) ทำให้สามารถให้ยาเข้าไปยังสมองได้ในระยะเวลาสั้นๆ

ที่มา : physorg

เทคโนโลยีการผลิตยาแบบใหม่ด้วยการพิมพ์

อ่านข่าวโซลาร์เซลล์ที่ผลิตด้วยพรินเตอร์มามากแล้ว วันนี้ก็ถึงตาของยาเม็ดที่จะถูกผลิตด้วยพรินเตอร์บ้างแล้ว เมื่อทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเมือง Leeds ได้แถลงว่าสำเร็จในการพิมพ์ตัวยาลงบนเม็ดยา

งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Leeds และบริษัทยาที่ชื่อว่า GlaxoSmithKline (GSK) โดย GSK ได้พัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ยาสำเร็จไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยาที่จะใช้เทคนิคนี้ได้จะต้องมีขนาดหยดเล็กพอ ทำให้สามารถใช้งานกับยาได้เพียง 0.5% ของยาที่มีอยู่ตอนนี้เท่านั้น แต่ผลของความร่วมมือจะทำให้เราสามารถผลิตยาด้วยเทคนิคนี้ได้ถึง 40%

การพิมพ์ยาลงบนเม็ดยาแต่ละเม็ดทำให้เรามั่นใจได้ว่าเนื้อยาที่ลงไปนั้นแต่ละเม็ดมีความเท่ากันอย่างแน่นอน ทำให้เราสามารถลดขั้นตอนการตรวจสอบลงไปได้ แต่ความยากของเทคนิคนี้คือน้ำผสมตัวยานั้นมีหยดขนาดเป็น 20 เท่าของหมึกพรินเตอร์อิงค์เจ็ต ทำให้ต้องพัฒนาการพิมพ์ให้ทนทานต่อหยดขนาดใหญ่เช่นนี้โดยยังได้ความแม่นยำซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตยาอยู่

อีกหน่อยจะมีใครผลิตอะไรด้วยพรินเตอร์กันอีกล่ะนี่?

ที่มา - Leeds

Syndicate content