Cloud

เครื่องบินมีส่วนทำฝนเทียมโดยไม่ตั้งใจ

หากเราเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเวลาเครื่องบินบินผ่านก้อนเมฆ เราก็จะเห็นว่าก้อนเมฆโดนเจาะเป็นรูหรือเป็นอุโมงค์ยาว นักวิทยาศาสตร์สงสัยมานานแล้วว่าเครื่องบินน่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศบริเวณสนามบินไม่มากก็น้อย

ทีมวิจัยที่นำโดย Andrew Heymsfield แห่ง National Center for Atmospheric Research (NCAR) ได้ศึกษาปริมาณน้ำฝนและหิมะรอบสนามบิน 7 แห่งทั่วโลกตามตำแหน่งละติจูดต่างๆ ผลปรากฏว่าเครื่องบินมีส่วนทำให้รอบๆ สนามบินมีน้ำฝนและหิมะตกเพิ่มขึ้นจริงๆ

จากแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ ทีมนักวิจัยพบว่าเมื่อเครื่องบินบินผ่านก้อนเมฆ ปีกเครื่องบินที่กรีดผ่านจะทำให้อากาศใต้ปีกมีอุณหภูมิลดลง หากเมฆก้อนนั้นมีอุณหภูมิต่ำอยู่แล้ว หยดน้ำที่อยู่ในภาวะเย็นยิ่งยวด (super-cooled) ก็จะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นผลึกน้ำแข็งทันที ผลึกน้ำแข็งเล็กๆ จะทำหน้าที่เป็น "seed" ซึ่งดึงดูดให้หยดน้ำรอบๆ มาเกาะรวมกันมากขึ้น พอรวมกันจนใหญ่ได้ที่ ก็จะตกลงมาเกิดเป็นฝนหรือหิมะ

หลักการเหนี่ยวนำให้เกิดผลึกน้ำแข็งในก้อนเมฆเช่นนี้ก็คือหลักการเดียวกับการทำฝนเทียมแบบ cloud seeding นั่นเอง (ในกรณีฝนเทียมที่ใช้กันทั่วไป จะใช้สารเคมี เช่น ซิลเวอร์ไอโอไดด์ ในการทำให้เกิด seed)

นักวิจัยพบว่าอุณหภูมิขั้นต่ำของก้อนเมฆที่จะมีหยดน้ำในเย็นยิ่งยวดมากพอให้เกิดฝนหรือหิมะจากเครื่องบิน คือ -10 องศาเซลเซียสสำหรับเครื่องบินใบพัด และ -20 องศาเซลเซียสสำหรับเครื่องบินไอพ่น ส่วนอุณหภูมิวิกฤติที่หยดน้ำเย็นยิ่งยวดจะกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง คือ -40 องศาเซลเซียส

โดยเฉลี่ย เครื่องบินใบพัดมีโอกาส 6% ในการเหนี่ยวนำให้เกิดฝนหรือหิมะ และเครื่องบินไอพ่นอยู่ที่ 2-3% อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้แปรผันไปตามตำแหน่งละติจูดด้วย ยิ่งละติจูดสูง โอกาสจะยิ่งมากขึ้น เพราะว่ามีก้อนเมฆที่ลอยในระดับต่ำมากกว่า

ที่มา - Live Science, Scientific American

นักวิทยาศาสตร์เยอรมันใช้แสงเลเซอร์สร้างก้อนเมฆได้สำเร็จแล้ว

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันประกาศว่าสามารถก้อนเมฆโดยใช้แสงเลเซอร์ได้สำเร็จแล้ว

ในการสร้างก้อนเมฆ จะยิงแสงเลเซอร์ 220 มิลลิจูลไปยังบริเวณที่มีน้ำ ณ อุณหภูมิของอากาศที่ -24 องศาเซลเซียส (ดูวีดีโอได้ท้ายช่าว)

ผลลัพธ์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้ LIDAR ยิงแสงเลเซอร์ขึ้นไปเพื่อประเมินการกระเจิงของแสงในบรรยากาศ นอกจากนั้นการสร้างก้อนเมฆด้วยวิธีดังกล่าวยังถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นอีกด้วย

ที่มา: New Scientist ผ่าน Gizmodo

Syndicate content