Pregnancy

การตั้งท้องทำให้สมองแม่เปลี่ยน

เวลาตั้งครรภ์ คุณแม่ๆ ก็มักจะมีอาการขี้หลงขี้ลืมและหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ นักวิทยาศาสตร์เคยศึกษาเกี่ยวกับผลของการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศในขณะตั้งครรภ์ต่อการทำงานของสมอง ก็พบว่าในระหว่างตั้งครรภ์ สมาธิอะไรต่างๆ ก็จะสั้นลง

Laura Glynn นักจิตวิทยาแห่ง Chapman University อธิบายว่ามีงานทดลองระบุว่าการตั้งครรภ์ทำให้สมองของหนูทดลองมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายวิภาค เช่น มีการก่อตัวเส้นประสาทใหม่ที่เกี่ยวกับการดมกลิ่น และการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงถาวร แม้จะไม่มีการทดลองในมนุษย์ (เพราะคงไม่มีใครยอมให้ผ่าสมองคนมาทดลองแน่!) แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อกันว่าสมองของหญิงตั้งครรภ์น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

แม้เราจะผ่าสมองคนมาตรวจไม่ได้ แต่งานวิจัยของ Laura Glynn ในปี 2004 ก็แสดงให้เห็นว่าการดิ้นของทารกในครรภ์ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจคุณแม่เพิ่มขึ้น ความนำไฟฟ้าของผิวหนังก็เพิ่มขึ้น (ตัวชี้วัดว่าอารมณ์ถูกกระตุ้นได้ง่ายขึ้น)

ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นอีก คือ การศึกษากับหนูทดลองในปี 2005 ที่พบว่ามีเซลล์ของตัวอ่อนทารกในครรภ์เข้าไปปนอยู่ในสมองส่วนการดมกลิ่นของหนูทดลองด้วย ลักษณะที่มีเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอีกตัวปนอยู่ในสิ่งมีชีวิตอีกตัวเป็นปริมาณเล็กน้อยเช่นนี้ เรียกว่า "microchimerism" นักวิทยาศาสตร์สงสัยกันว่ามันจะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าแม่หนูจดจำด้วยลูกหนูด้วยกลิ่นหรือไม่ และมันจะมี microchimerism ในมนุษย์ด้วยหรือไม่

สรุปก็คือตอนนี้เรารู้ว่าการตั้งครรภ์มีผลต่อสมองของคุณแม่ๆ แน่ บางส่วนก็อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงถาวรเสียด้วย แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงต้องหาคำตอบต่อไปว่ารายละเอียดการเปลี่ยนแปลงเป็นเช่นไร

...และมันจะเกี่ยวข้องกับการแปลงร่างจากสาวน้อยน่ารักก่อนแต่งงานมาเป็นนางยักษ์อำมหิตหลังแต่งงานมีลูกหรือไม่?

ที่มา - Live Science

ทำเด็กหลอดแก้วแบบวางไข่ทีละหลายฟอง มีความเสี่ยงต่อทารกกว่าการวางไขทีละฟองหลายเท่าตัว

วิทยาการช่วยการมีบุตรกำลังก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ สมัยนี้เราอาจจะเห็นว่าความพยายามในการมีบุตรโดยกระบวนการเด็กหลอดแก้ว ที่ใช้อสุจิผสมกับไข่ภายนอกร่างกาย (In vitro fertilisation - IVF) โดยหลายครั้งก็มีการวางไข่ผสมแล้วไปพร้อมกันสองฟอง (Double Embryo Transfer - DET) เพื่อเพิ่มโอกาสการมีบุตรให้สูงขึ้นแทนการวางไข่ทีละฟอง (Elective Single Embryo Transfer - eSET) การศึกษาจากมหาวิทยาลัย Aberdeen ก็แสดงให้เห็นว่ามีแง่มุมความปลอดภัยของทารกที่ควรพิจารณาก่อนเลือกวางไข่ นอกเหนือจากโอกาสการมีบุตร

ทีมงานวิจัยอาศัยกลุ่มตัวอย่างผู้หญิง 1367 คนที่ต้องการทำเด็กหลอดแก้วแล้วสุ่มเลือกกระบวนการ eSET และ DET อย่างละเท่าๆ กัน 683 และ 684 คนตามลำดับแล้วติดตามผล ผลทดลองที่ได้

  • แบบ eSET สำเร็จในครั้งแรก 27% ขณะที่ DET สำเร็จ 42% แต่เมื่อทำซ้ำ eSET รอบที่สองผลสำเร็จจะเพิ่มขึ้นเป็น 38%
  • กลุ่ม eSET เด็กน้ำหนักตัวเบากว่า 2,500 กรัม เพียง 1 ใน 4 (0.26 เท่า)
  • กลุ่ม eSET มีโอกาสตั้งครรภ์ตามกำหนด 37 สัปดาห์ถึง 4.93 เท่า

note: ตัวเลขเท่าเป็นการคำนวณด้วยอัตราส่วนออด (Odd Ratio) ที่ใช้ในการแพทย์เป็นปรกติ

เป็นที่คาดการณ์กันมาก่อนหน้านี้แล้วว่ากระบวนการ DET อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อทารกมากขึ้น แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนจนมีงานวิจัยนี้

ตัวรายงานอนุญาตให้ใช้งานแบบ Creative Commons ดังนั้นเข้าไปโหลดมาอ่านได้ครับ

ที่มา - PhysOrg, BMJ.com

การออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ์มีความเกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวทารกที่ลดลง

6 เมษายน ที่ผ่านมามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism กล่าวว่าการออกกำลังกายในขณะตั้งครรภ์มีความเกี่ยวข้องกับการลดลงของน้ำหนักตัวทารกแรกคลอด

จุดมุ่งหมายของงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาดูผลของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกใน 2 ไตรมาสหลังของการตั้งครรภ์ โดยการศึกษานี้ศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินของมารดา และผลลัพธ์ของเด็กทารกใน 84 คน

เมื่อนำผลการศึกษามาเปรียบเทียบกับเด็กทารกซึ่งเกิดจากมารดาที่ไม่ได้ออกกำลังกาย พบว่าเด็กทารกที่เกิดจากมารดาซึ่งออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์มีน้ำหนักตัวแรกคลอด และดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า

ที่มา : Medscape

Syndicate content