Nutrition

สหพันธ์กาชาดเผย "จำนวนคนอ้วนบนโลกแซงหน้าคนขาดสารอาหารแล้ว"

สหพันธ์กาชาดสากล (the International Federation of the Red Cross) ได้เผยตัวเลขสถิติอันน่าเศร้าว่า ประชากรโลกทุกวันนี้มีจำนวนคนที่เป็นโรคอ้วนมากกว่าคนที่ตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหารแล้ว

ตัวเลขของคนที่เป็นโรคอ้วน (obesity) ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 พันล้านคน หรือประมาณ 20% ของประชากรโลก ส่วนคนขาดสารอาหารนั้นอยู่ที่ 925 ล้านคน หรือประมาณ 15% ของประชากรโลก

สถิตินี้ยืนยันข้อเท็จจริงอันโหดร้ายของความไม่เท่าเทียมทางด้านปัจจัยอาหาร ขณะที่คนส่วนหนึ่งบนโลกเป็นทุกข์เพราะภาวะโภชนาการเกิน (หรือมีให้กินมากเกินไป) คนอีกส่วนหนึ่งกลับไม่สามารถหาอาหารมาประทังความหิวได้

สาเหตุของปัญหาไม่ใช่ว่าโลกเราประสบภาวะขาดอาหาร แต่เป็นเพราะปัญหาเรื่องการกระจายทรัพยากร ยิ่งตัวเลขคนอ้วนแซงจำนวนคนขาดสารอาหารก็แปลได้ว่าปัญหายิ่งหนักขึ้นทุกวัน นี่ไม่ต้องพูดถึงราคาของอาหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัวในช่วงปีที่ผ่านมา (จะว่าไปการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการพุ่งขึ้นของราคาอาหารด้วย)

Bekele Geleta เลขาธิการของสหพันธ์กาชาดฯ ให้ความเห็นว่า "หากแรงของตลาดเสรีให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นโลกที่ประชากรมนุษย์ 15% ต้องอดอยาก ขณะที่คนอีก 20% อ้วนเกินไป แสดงว่ามันต้องมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นที่ไหนสักที่แล้ว"

"If the free interplay of market forces has produced an outcome where 15 percent of humanity are hungry while 20 percent are overweight, something has gone wrong somewhere."

ที่มา - Medical Xpress

การจินตนาการถึงอาหารช่วยลดการกินได้

เวลาเราจะลดน้ำหนัก เรามักพยายามไม่คิดถึงของกินเพื่อหลีกเลี่ยงความอยากกัน แต่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon แสดงผลที่ตรงกันข้ามว่าการจินตนาการถึงอาหารกลับช่วยลดการบริโภคอาหารลงไป

การทดลองอาศัยกลุ่มตัวอย่างโดยแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม แล้วให้จินตนาการถึงเรื่องที่ตามกัน โดยกลุ่มแรกให้จินตนาการการหยอดเหรียญใส่เครื่องซักผ้าจำนวน 33 เหรียญ ส่วนกลุ่มที่สองให้จินตนาการการหยอดเหรียญ 30 เหรียญแล้วกิน M&M อีก 3 เม็ด กลุ่มที่สามให้จินตนาการการหยอดเหรียญ 3 เหรียญแล้วกิน M&M อีก 30 เม็ด หลังจากนั้นจึงแจก M&M ให้ผู้ร่วมทดสอบทั้งหมด แล้วสำรวจว่าผู้ร่วมทดสอบกิน M&M ไปคนละกี่เม็ด ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมทดสอบที่จินตนาการถึง M&M 30 เม็ดนั้นกิน M&M ที่แจกให้น้อยกว่าสองกลุ่มแรกอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายข่าวมีของแถมเพื่อช่วยทุกท่านลดน้ำหนัก

ที่มา - PhysOrg

นาซ่ายืนยัน Omega-3 ช่วยลดการเสื่อมสภาพกระดูก

โฆษณาคุณค่าทางอาหารสารพัดในโทรทัศน์อาจจะทำให้เราสับสนว่าอันไหนน่าเชื่อถือ แตสำหรับ Omega-3 ก็มีงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากนาซ่าออกมายืนยันแล้วว่า Omega-3 ช่วยลดการเสื่อมสภาพของกระดูกได้จริง

นาซ่าให้การสนับสนุนงานวิจัยนี้เนื่องจากปัญหากระดูกเสื่อมสภาพ เป็นปัญหาสำคัญสำหรับนักบินอวกาศที่ต้องอยู่ในภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลานาน

งานวิจัยนี้จำลองการอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักด้วยการให้ผู้ร่วมทดลอง 16 คนนอนเป็นเวลา 60 วัน และให้ทานอาหารที่มี Omega-3 ในระดับต่างกัน ผลการทดลองแสดงระดับการเสื่อมสภาพว่าเกี่ยวข้องกับปริมาณของ Omega-3

ว่าแต่ต้องให้เงินเท่าใหร่ถึงจะมีคนอาสามานอนอยู่บนเตียง 60 วัน?

ที่มา - PhysOrg

ไขมันเสพติดได้?

เชื่อกันมานานว่าอาหารที่มีไขมันสูงๆ สร้างความอยากอาหารให้กับคน ด้วยคำอธิบายว่าคนเราต้องการสำรองพลังงาน การวิวัฒนาการจึงทำให้เราต้องการสะสมไขมันไว้มากๆ แต่แนวทางใหม่ก็ได้อธิบายว่าไขมันนั้นอาจจะกระตุ้นให้คนเราบริโภคไขมันเกินขนาดในแบบเดียวกับที่เราติดสารเสพติด

งานวิจัยนี้ดำเนินการโดยดร. Paul J. Kenny และทีมงาน พวกเขาแยกหนูทดลองออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกให้อาหารปรกติ กลุ่มที่สองให้อาหารไขมันสูงวันละหนึ่งชั่วโมง และกลุ่มที่สามให้อาหารไขมันสูงวันละ 23 ชั่วโมง

ขณะที่น้ำหนักของหนูที่ได้รับไขมันสูงๆ เพิ่มขึ้น ที่น่าสนใจคือสมองมีความเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน โดยหนูกลุ่มที่ได้รับไขมันสูงมากๆ เริ่มมีความ "ทนทาน" ต่อความพึงพอใจในอาหารไขมันสูงเหล่านั้น ทำให้มันต้องกินอาหารไขมันสูงมากขึ้นเรีื่อยๆ เพื่อที่จะได้รับความพึงพอใจต่ออาหารเท่าเดิม

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิทยาการที่สูงส่งขึ้นเรื่อยๆ ของเราเอง เนื่องจากแต่เดิมการหาไขมันมาบริโภคเป็นเรื่องทำได้ยากเนื่องจากต้องอาศัยธัญพืชปริมาณสูงๆ หรือการล่าสัตว์ (ซึ่งทำได้ยาก) แต่ทุกวันนี้เรากลับหาไขมันมาบริโภคได้โดยง่ายเช่นเดียวกับโคเคน ที่เราสามารถสังเคราะห์ได้ความบริสุทธิ์ที่สูงมาก ขณะที่ใบโคคามีจำกัด การการบริโภคก็ไม่มีประสิทธิภาพนัก

อีกหน่อยคงมีงานวิจัยการเสพติดข้อมูลข่าวสาร

ที่มา - CNN

เป็บซี่ประกาศลดเกลือ, น้ำตาล และไขมันในสินค้าทุกตัวใน 10 ปีข้างหน้า

บ้านเราเครื่องดื่มแบบไร้น้ำตาลเริ่มได้รับความนิยม แต่เมืองนอกนั้นสารอาหารที่มักได้รับมากเกินไปมีสามตัวหลักๆ คือไขมันอิ่มตัว, เกลือ, และน้ำตาล ในปีนี้บริษัทเป็บซี่ซึ่งขายสินค้าที่มีสารอาหารเหล่านี้อยู่สูงก็ได้ประกาศแผนการลดสารอาหารเหล่านี้ในสินค้าของตนลง

ตัวเลขที่แจ้งออกมานั้นคือ เป็บซี่จะลดน้ำตาลลง 25% และไขมันอิ่มตัวลง 15% ในสิบปีข้างหน้า พร้อมกับจะค่อยๆ เพิ่มส่วนประกอบของธัญพืช และผักต่างๆ ลงไปในสินค้าให้มากขึ้น

แรงกดดันในเรื่องของสารอาหารเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เด็กรุ่นใหม่เริ่มมีอาการน้ำหนักเกินในอัตราส่วนที่สูงขึ้น ในประเทศที่เจริญแล้วเช่นยุโรป, สหรัฐฯ นั้นเริ่มมีมาตรการต่อสู้กับอาหารพลังงานสูง ด้วยการปรับฉลากให้ชัดเจน (จนบางทีออกจะน่าตกใจ เช่นมาตรการป้ายแดงของอังกฤษ) เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่มีคุณค่ามากขึ้นและมีพลังงานต่ำลง

ที่มา - PhysOrg

Syndicate content