Forest

ถ้าป่าหาย เขตหนาวจะเย็นลง

ป่าไม้เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญของภูมิประเทศบนพื้นดิน นักวิทยาศาสตร์เขื่อว่าหากป่าไม้ถูกทำลาย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลอยขึ้นไปสร้างภาวะเรือนกระจกได้มากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นตามไปด้วย

แต่จากการศึกษาของทีมวิจัยที่นำโดย Xuhui Lee ศาสตราจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยาของมหาวิทยาลัยเยลล์ พบว่าหากป่าไม้ในเขต Boreal (เขตหนาวที่อยู่เหนือเส้นละติจูด 45 องศาเหนือขึ้นไป) ถูกทำลายลง ภูมิอากาศโดยรวมของภูมิภาคจะลดต่ำลง ตัวอย่างเช่น หากป่าไม้หายไปทั้งหมด รัฐ Minnesota ซึ่งอยู่บนเส้นละติจูดที่ 45 องศาเหนือ จะมีอุณหภูมิลดลง 1.5 องศาฟาเรนไฮต์ (ประมาณ 0.8 องศาเซลเซียส) แต่หากป่าที่รัฐ North Carolina ซึ่งอยู่บนเส้นละติจูดที่ 35 องศาเหนือหายไป อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น

เหตุผลไม่ได้มาจากเวทมนตร์ผีป่านางไม้ที่ไหน แต่เป็นเพราะว่าหากต้นไม้ในป่ามีสีเข้มกว่าพื้นโดยรอบที่ปกคลุมโดยหิมะหรือน้ำแข็ง สีเข้มๆ ช่วยดูดซับความร้อนได้ดีกว่า อากาศโดยรอบจึงอบอุ่นขึ้น เมื่อป่าไม้หายไป แสงแดดที่ตกกระทบพื้นก็จะถูกน้ำแข็งหรือหิมะสะท้อนกลับไปหมด อากาศจึงเย็นลง

ที่มา - PhysOrg

การปลูกป่าอาจหยุดภาวะโลกร้อนไม่ได้

แม้ว่า UN จะประกาศให้ปี 2011 นี้เป็น "ปีแห่งป่าสากล" แถมยังตั้งเป้าผลักดันต่อยอดโครงการ REDD (Reducing Emissions from Deforestation and forest Degradation) เต็มที่ เพื่อให้ป่าไม้เป็นตัวช่วยดักจับก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญ (อย่างเช่น คาร์บอนไดออกไซด์) ไม่ให้ลอยขึ้นไปเพิ่มพูนภาวะเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ

แต่จากแบบจำลองคอมพิวเตอร์ของ Vivek Arora แห่ง University of Victoria, British Columbia และ Alvaro Montenegro แห่ง St Francis Xavier University ในประเทศแคนาดา ให้ผลออกมาว่า แม้ชาวโลกจะร่วมมือกันเปลี่ยนพื้นที่เกษตรครึ่งหนึ่งในปัจจุบันกลับไปเป็นป่าภายในปี 2060 ป่าที่ปลูกๆ กันสามารถช่วยลดการเพิ่มของอุณหภูมิที่เกิดจากภาวะโลกร้อนในปี 2100 ได้เพียง 0.25 °C เท่านั้น หรือถ้าจะเอาแบบสะใจ เปลี่ยนพื้นที่เกษตรทั้งหมดกลับไปเป็นป่าเลย ก็ยังช่วยได้แค่ 0.45 °C

แบบจำลองอาจจะฟังดูแย่แล้ว สถานการณ์ในความเป็นจริงแย่กว่าเสียอีก เพราะ Vivek Arora ประเมินว่ามีพื้นที่เกษตรอย่างมาก 10-15% เท่านั้นที่จะเปลี่ยนกลับไปเป็นป่าได้

ตัวแปรอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบในแบบจำลอง คือ การสะสมความร้อนของป่า โดยเฉพาะป่าในเขตอบอุ่นซึ่งป่าจะกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าบริเวณที่โล่งซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์มากกว่า อากาศรอบๆ จึงมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ในกรณีป่าเขตร้อน การระเหยของน้ำจะช่วยตรงนี้ได้เยอะกว่าทำให้อากาศรอบๆ เย็นลง

ที่มา - New Scientist

อธิบายเสริมเล็กน้อย:
ในโปรแกรม REDD ของ UN ประเทศที่เข้าร่วมโปรแกรมจะออกเงินทดแทนให้กับประเทศยากจนที่มีทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์เพื่อให้หยุดการตัดไม้ทำลายป่า

UN ประกาศให้ปี 2011 เป็น "ปีแห่งป่าสากล"

องค์การสหประชาชาติ หรือ UN (United Nations) กำลังเตรียมประกาศให้ปี 2011 เป็น "ปีแห่งป่าสากล" (International Year of Forests) เพื่อกระตุ้นให้คนทั้งโลกให้ความสนใจกับการอนุรักษ์, จัดการ, และร่วมกันพัฒนาความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าไม้อย่างยั่งยืน การประกาศอย่างเป็นทางการจะตามมาอีกครั้งในวันที่ 24 มกราคม 2011 ในการประชุม UN ณ กรุงนิวยอร์ค

สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติที่รู้จักกันในชื่อ International Union for Conservation of Nature หรือ IUCN ตั้งเป้าไว้ว่าปื 2011 นี้จะสนับสนุนให้มีการวิจัยและการฟื้นคืนสภาพป่าทั่วโลก ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการ REDD (Reducing Emissions from Deforestation and forest Degradation) ที่ได้ดำเนินงานมาตลอดปี 2010

การรณรงค์ของ UN ในปีนี้เป็นความพยายามต่อเนื่องที่จะให้ผู้คนทั้งที่อยู่ในแวดวงและบุคคลภายนอกทั่วไปตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปีที่แล้ว (ค.ศ. 2010) คือ ปีแห่งความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Year of Biodiversity) ส่วนทศวรรษ 2011-2020 ทั้งทศวรรษนี้ UN ประกาศให้เป็น "ทศวรรษแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ" (Decade of Biodiversity)

ที่มา - Live Science

รู้จักกับ 'ต้นไม้ที่อายุยืนที่สุดในโลก'

ต้นไม้ที่อายุยืนมากๆ มีอยู่หลายต้น เว็บไซต์ Wired คัดเลือกมาให้ดูจำนวนหนึ่ง

"Pando" ต้นไม้ที่อายุยืนที่สุด ไม่ใช่ต้นไม้เดี่ยวๆ แต่เป็น "รากไม้" ที่มีต้นไม้หน้าตาเหมือนกันเป็นจำนวนมาก ครอบคลุมเนื้อที่ราว 105 เอเคอร์ในรัฐยูทาห์ เฉพาะรากชุดนี้มีอายุ 80,000 ปี แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนประเมินว่าถ้าคิดรวมพืชในพื้นที่แถบนี้ อาจมีตัวตนต่อเนื่อง (ตายแล้วเกิดใหม่) มานานถึง 1 ล้านปี เก่าแก่กว่าอายุขัยของมนุษยชาติเสียอีก

Syndicate content