Sex

สภาพแวดล้อมอนุรักษ์นิยมและเคร่งศาสนาทำให้อัตราแม่วัยเรียนสูงขึ้น

การตั้งครรภ์ขณะเรียนของเด็กวัยรุ่นเป็นปัญหาหนึ่งของสังคมยุคอุตสาหกรรม เนื่องจากพ่อแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมในการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตามมา หลักสูตรสมัยใหม่ทั่วไปจึงหาทางเพิ่มเติมเรื่องเพศศึกษาและการคุมกำเนิดเข้าไปในระบบการศึกษาด้วย

สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาการตั้งครรภ์ของเด็กวัยรุ่นหนักหนาที่สุดของโลก โดยเฉลี่ยในเด็กสาวอายุ 15-19 ปี 1,000 คน จะมี 39.1 คนได้เป็นแม่คนตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ

แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม แต่งานวิจัยหลายชิ้นก็ระบุยืนยันว่าการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่เด็กมีส่วนช่วยลดอัตราแม่วัยเรียนของนักเรียนในโรงเรียนได้

สมมาตรใบหน้าอาจใช้เป็น "เกย์ดาร์" ได้

Susan M. Hughes และ Robert Bremme แห่ง Albright College ศึกษาพบว่าใบหน้าของพวกรักร่วมเพศกับพวกรักต่างเพศมีความแตกต่างกันอยู่ และคนเรารู้สึกถึงความแตกต่างนี้ได้ราวกับว่ามี "เกย์ดาร์" แปะอยู่บนหน้าเลยทีเดียว

การทดลองใช้กลุ่มตัวอย่างชาย 15 คนและหญิง 25 คนให้มาจัดลำดับว่าคนในรูปถ่าย 60 รูปมีรสนิยมทางเพศอย่างไรบ้างโดยให้คะแนนดังนี้ "1" หมายถึงชอบผู้ชาย, "2" ชอบผู้ชายเป็นหลัก, "3" ชอบผู้หญิงและผู้ชายเท่ากัน, "4" ชอบผู้หญิงเป็นหลัก, "5" ชอบผู้หญิง ในรูปถ่ายทั้ง 60 รูปที่เอามาให้ดูนั้นประกอบด้วยรูปของชายรักต่างเพศ, ชายรักร่วมเพศ, หญิงรักต่างเพศ, และหญิงรักร่วมเพศอย่างละ 15 รูป

ผลปรากฏว่า รูปคนที่ใบหน้ามีสมมาตรมากกว่ามีแนวโน้มที่จะถูกมองว่าเป็นพวกรักต่างเพศ และจากการวัด นักวิจัยก็พบว่าพวกรักต่างเพศมีสมมาตรของใบหน้ามากกว่าพวกรักร่วมเพศอยู่เล็กน้อย ความแตกต่างทางสมมาตรใบหน้านี้เห็นได้ชัดในระหว่างชายรักร่วมเพศกับชายรักต่างเพศ แต่ในกรณีของผู้หญิงนั้น สมมาตรใบหน้ากับรสนิยมทางเพศไม่ปรากฏความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญ

นอกจากนี้เมื่อเอาลักษณะใบหน้าอย่างอื่นมารวมกัน นักวิจัยก็พบอีกว่าใบหน้าของชายรักต่างเพศจะมีความเป็นชายมากกว่าชายรักร่วมเพศ ขณะที่ใบหน้าของหญิงรักต่างเพศก็จะมีความเป็นหญิงมากกว่าเช่นกัน และลักษณะความเป็นหญิง-ชายที่ปรากฏบนใบหน้านี้ก็มีบทบาทกำหนดว่าคนในรูปจะถูกมองเป็นพวกรักร่วมเพศหรือรักต่างเพศด้วย เช่น ถ้าผู้ชายที่มีหน้าไม่ค่อยเหมือนผู้ชาย ก็จะถูกมองว่าเป็นชายรักร่วมเพศ

งานวิจัยนี้เผยแพร่ในวารสาร Journal of Social, Evolutionary, and Cultural Psychology ดาวน์โหลดได้จาก http://shell.newpaltz.edu/jsec/articles/volume5/issue4/Hughes_Vol5Iss4.pdf (ดูเหมือนมหาวิทยาลัย State University of New York at New Paltz เจ้าของวารสารเล่มนี้จะแจกตัวเต็มให้อ่านกันฟรีๆ นะครับ)

ที่มา - ScienceDaily

[18+] หนุ่มอิหร่านโด่ไม่รู้ล้มหลังจากสักอวัยวะเพศ

priapism คือสภาวะที่อวัยวะเพศแข็งตัวต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างต่ำ 4 ชั่วโมงทั้งที่ไม่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ สาเหตุของอาการนี้มีหลากหลายมาก เช่น บาดแผล, โรคลูคีเมีย, โรคธาลัสซีเมีย, โรคเลือดจาง sickle cell, การติดเชื้อในทางเดินปัสสารวะ ฯลฯ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดทรมาน ถือเป็นอาการฉุกเฉินที่ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับหนุ่มชาวอิหร่านวัย 21 ปีรายหนึ่งนับเป็นเรื่องแปลกใหม่ในวงการแพทย์ เพราะเขามีอาการ priapism หลังจากการสักที่อวัยวะเพศ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการรายงานกรณีอะไรแบบนี้มาก่อน

อย่าบอกเลยว่าไม่ได้ชอบคนที่หน้าตา ความจริงใครๆ ก็ชอบคนเซ็กซี่กันทั้งนั้น

ถ้าได้ยินผู้หญิงบอกว่า "เราไม่ได้ดูคนที่หน้าตาหรอก เราชอบคนเก่ง" ยังงั้นยังงี้ อย่าเพิ่งรีบเชื่อครับ แม้เธอจะไม่ได้โกหก แต่ความจริงในใจทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็อยากได้คนที่รูปร่างหน้าตาดีมาเป็นคู่ทั้งนั้น

ทีมวิจัยที่นำโดย Eli Finkel แห่ง Northwestern University ได้ทำการทดลองหลายชุดกับกลุ่มตัวอย่างเพื่อที่จะดูว่าจิตใต้สำนึกคนเราใช้ลักษณะอะไรเป็นการตัดสินใจเลือกคนที่ชอบบ้าง เช่น การทดลองหนึ่งให้กลุ่มตัวอย่างมานั่งเลือกคำที่คิดว่าสัมพันธ์กับโจทย์ที่ถามว่า "คุณชอบอะไร" เนื่องจากคำที่โผล่ขึ้นมาในใจก่อนก็จะถูกเลือกขึ้นมาก่อน นักวิจัยจึงสามารถวัดได้ว่ากลุ่มตัวอย่างนิยมชมชอบลักษณะอะไรในเพศตรงข้าม

ผลปรากฏว่า ไม่ว่ากลุ่มตัวอย่างจะเป็นชายหรือหญิง ตอบคำถามว่าดูคนที่หน้าตาหรือไม่ เวลาที่ใช้ในการเลือกคำที่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาขึ้นมาใส่ในช่อง "คุณชอบอะไร" แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย คำที่มีความหมายเกี่ยวกับความเซ็กซี่ถูกเลือกเร็วกว่าคำอื่นๆ เสมอ

การทดลองอื่นๆ ก็ให้ผลสอดคล้องกัน ผู้ชายหรือผู้หญิงใช้รูปร่างหน้าตาเป็นเกณฑ์เลือกคู่ใจในระดับที่พอๆ กัน นางเอก/พระเอกที่รักคนเพราะความดีไม่มีอยู่จริง (จะว่าไป พระเอก/นางเอกก็หน้าตาดีกันอยู่แล้วหนิ)

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology doi: 10.1037/a0024061

การศึกษานี้คงตรงใจ ศ. สตีเฟน ฮอว์คิง อย่างน้อยเราก็พอรู้แล้วว่าผู้หญิงก็ไม่เข้าใจตัวเองสักเท่าไรเหมือนกัน ขอให้พวกเธอจงเป็นสิ่งลึกลับต่อไป

ที่มา - Live Science

ผู้หญิงชอบกลิ่นผู้ชายที่โกนขนรักแร้มากกว่า

มนุษย์มีขนรักแร้ยาวมากเมื่อเทียบกับลิงชนิดอื่น นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าขนรักแร้ยาวๆ ของเราเป็นตัวช่วยกระจายกลิ่นตัวเพื่อดึงดูดใจเพศตรงข้าม แต่งานวิจัยจากสาธารณรัฐเช็คกลับแสดงผลที่ขัดกับความเชื่อนี้

ทีมวิจัยที่นำโดย Jan Havlicek แห่งมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ในกรุงปราก ได้ทดลองให้อาสาสมัครผู้ชายโกนขนรักแร้ข้างหนึ่ง อีกข้างปล่อยให้ขนงอกงามตามธรรมชาติ จากนั้นก็เก็บกลิ่นรักแร้ทั้งสองข้างไปให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงดมและให้คะแนนว่ากลิ่นไหนดึงดูดใจมากกว่ากัน

ผลปรากฏว่ากลิ่นจากรักแร้ที่เพิ่งโกนใหม่ๆ ได้คะแนนความดึงดูดใจจากสาวๆ มากที่สุด แม้คะแนนจะทิ้งห่างกันไม่มากก็ตาม (คะแนนนี่แทบจะหายใจรดรักแร้กันเลยทีเดียว) แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่าต้องเป็นเฉพาะรักแร้ที่เพิ่งโกนสดๆ ใหม่ๆ ด้วย เพราะคะแนนของกลิ่นจากรักแร้ที่โกนมาแล้ว 1 อาทิตย์ไม่แตกต่างจากรักแร้ที่ทิ้งไว้ให้รกรุงรังนาน 10 สัปดาห์เลย

นักวิจัยสงสัยว่าผลการทดลองที่ออกมาเช่นนี้คงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมที่เห็นว่ารักแร้ที่โกนขนดูเรียบร้อยสวยงาม หากเป็นการทดลองในสังคมที่นิยมการไว้ขนรักแร้ ผลอาจจะแตกต่างจากนี้ก็ได้

การทดลองคราวนี้มีแต่ให้ผู้หญิงดมกลิ่นผู้ชาย นักวิจัยเองก็อยากจะทำการทดลองสลับกันดูบ้าง เพียงแต่ว่าการจะหาอาสาสมัครผู้หญิงที่เต็มใจไว้ขนรักแร้ข้างเดียวเป็นเวลาถึงสองเดือนครึ่งคงเป็นเรื่องที่ยากพอควร

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Behavioral Ecology and Sociobiology DOI: 10.1007/s00265-011-1305-0

ที่มา - Life's Little Mysteries

งานวิจัยใหม่ยืนยันผู้ชายกับผู้หญิงแตกต่างกันจริงๆ

ผู้ชายก็ว่าผู้หญิงเข้าใจยาก ผู้หญิงก็ว่าผู้ชายเข้าใจยาก (อันนี้เจอมาเองกับตัว ผมคงไม่ต้องให้ที่มามั้ง) บางทีอาจเป็นเพราะความแตกต่างระหว่างทั้งสองเพศกว้างเกินกว่าที่เราจะข้ามสะพานมาทำความเข้าใจกันก็ได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดูรินในอิตาลีและมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักร ได้ทำการสำรวจลักษณะทางบุคลิกภาพ 15 ด้านจากกลุ่มตัวอย่างชายหญิงเป็นจำนวนกว่า 10,000 คน พวกเขาได้ข้อสรุปว่า ผู้ชายกับผู้หญิงมีความแตกต่างกันมากกว่าที่เคยคิด

พวกเขาพบว่า แนวโน้มบุคลิกภาพของผู้ชายมักจะประกอบด้วยความมั่นคงทางอารมณ์, ความมีอำนาจเหนือคนอื่น, การมีสติเคารพกฏระเบียบ, และความตื่นตัวระวังภัย ขณะที่ผู้หญิงจะมีแนวโน้มเป็นพวกที่มีบุคลิกภาพอ่อนไหว, อบอุ่น, และสามารถจับความรู้สึกทางอารมณ์ได้มากกว่าผู้ชาย

งานวิจัยก่อนหน้านี้เคยแสดงให้เห็นว่าความแตกต่างทางบุคลิกภาพระหว่างเพศมีเพียงเล็กน้อย แต่นักวิจัยเจ้าของผลงานชิ้นล่าสุดแย้งว่างานวิจัยชิ้นก่อนหน้าเป็นการเอาค่าคะแนนบุคลิกภาพหลายๆ อันมาเฉลี่ยเปรียบเทียบกัน ทำให้ความแตกต่างในแต่ละส่วนหักล้างกันเอง บางทีก็เป็นการแยกเปรียบเทียบเฉพาะลักษณะบุคลิกภาพทีละอันซึ่งก็ไม่เห็นความแตกต่างอีก งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้มีความแม่นยำน่าเชื่อถือมากกว่าเพราะเป็นการมองภาพรวมโดยที่เก็บรายละเอียดของแต่ละบุคลิกภาพทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกัน รวมทั้งยังมีการวิเคราะห์ผลของความผิดพลาดที่เกิดจากการวัดด้วย

ผลวิจัยนี้อาจเป็นคำตอบว่าทำไมงานบางชนิดถึงเหมาะกับผู้ชายมากกว่า แต่งานอีกหลายชนิดก็เหมาะกับผู้หญิงมากกว่า เช่น งานในสาขาวิศวกรรมที่มีผู้หญิงน้อยเหลือเกินแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ (และจากเพื่อนร่วมรุ่นผู้ชายในคณะ) มากเท่าไรก็ตาม เป็นต้น

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS ONE doi:10.1371/journal.pone.0029265 (เป็น Open Access)

ที่มา - Medical Xpress, The Telegraph

[18+] คนชอบอึ๊บสัตว์จงระวัง... เสี่ยงเป็นมะเร็งช้างน้อย

ในประชากรมนุษย์ พฤติกรรมร่วมเพศสัมพันธ์กับสัตว์ (Bestiality) นั้นพบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิดมาก โดยเฉพาะคนที่อาศัยในเขตชนบทที่การเดินทางติดต่อระหว่างมนุษย์คนอื่นเป็นเรื่องยากลำบาก (แต่ผู้คนในเมืองใหญ่ๆ ก็มีพฤติกรรมนี้ได้เช่นกัน บางคนมีการศึกษาดีและรายได้สูงด้วย)

ทีมวิจัยที่นำโดย Stênio de Cássio Zequi แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะในเซาเปาโล ประเทศบราซิล ได้รวบรวมข้อมูลสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างชายชาวบราซิลที่อาศัยในเขตชนบทจำนวน 492 คน อายุระหว่าง 18-80 ปี และสอบถามถึงประวัติว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วยกันหรือไม่

ผลปรากฏว่า 35% ของกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจรายงานว่าเคยร่วมเพศกับสัตว์อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ในจำนวนนี้ มี 21% ที่ร่วมเพศกับสัตว์อย่างเป็นประจำเกิน 5 ขึ้นไป ซึ่งแพทย์จัดให้อยู่ในกลุ่ม "Zoophilia" ความถี่ในการทำกิจกรรมก็แปรผันไปตามแต่ละคน บางคนก็นานๆ ครั้ง เช่น สองถึงสามครั้งต่อเดือน แต่บางคนก็จัดหนักทุกวัน

และเมื่อเทียบสัดส่วนของคนที่เป็นโรคมะเร็งองคชาติแล้ว ผู้ป่วย 45% รายงานว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ ขณะที่ผู้ป่วยอีก 32% เป็นคนปกติที่ไม่เคยร่วมเพศกับสัตว์

นักวิจัยสันนิษฐานว่าการร่วมเพศกับสัตว์คงทำให้เกิดบาดแผลบนองคชาติ เนื่องจากผนังช่องคลอดของสัตว์ไม่เหมือนกับของคน บาดแผลนี้บางครั้งก็เล็กมากจนไม่รู้สึก แต่มันก็เป็นช่องทางให้เชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่เนื้อเยื่อภายในได้ และก็เป็นที่รู้กันดีว่าเชื้อโรคหลายชนิดสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง เช่น ไวรัส human papilloma virus (HPV) กับมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งองคชาติ เป็นต้น

นอกจากนี้พฤติกรรมเสี่ยงของผู้นิยมร่วมเพศกับสัตว์ก็น่าจะมีผลด้วย เพราะคนที่รายงานว่าตัวเองเคยร่วมเพศกับสัตว์มีความถี่ในการเที่ยวผู้หญิงมากกว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรกับสัตว์ และหนึ่งในสามของพวก Zoophilia ยอมรับว่ามักร่วมเพศกับสัตว์พร้อมกันหลายคน

ปัจจัยอื่นๆ ที่พบว่าเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งองคชาติในงานวิจัยนี้ ได้แก่ การสูบบุหรี่ บาดแผลบนองคชาติ และอาการที่หนังหุ้มปลายถอกไม่พ้นหัวองคชาติ (phimosis)

เคยมีงานวิจัยก่อนหน้านี้ระบุด้วยว่าพฤติกรรมการร่วมเพศกับสัตว์เพิ่มความเสี่ยงและมีส่วนในการแพร่กระจายกามโรคบางประเภท

ทางป้องกันที่ดีสุดคงไม่มีอะไรนอกจากการเลิกพฤติกรรมร่วมเพศกับสัตว์ เอาเข้าจริงกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ในงานวิจัยนี้ก็รายงานว่าพวกเขาเลิกพฤติกรรมใช้สัตว์ระบายความใคร่หลังจากได้ร่วมเพศกับมนุษย์ แต่หากตัดใจเลิกไม่ได้จริง แพทย์ก็แนะนำว่าอย่างน้อยที่สุดให้ป้องกันตัวเองโดยการใส่ถุงยางทุกครั้ง

ที่มา - Live Science

[18+] ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบไข่สั่น

in

อุปกรณ์ที่เรียกกันว่า "ไวเบรเตอร์" (vibrator) หรือ "ไข่สั่น" คือของเล่น sex-toy ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้หญิงใช้มันทำกิจกรรมทางเพศ บางคนอาจจะมองว่ามันบัดสีวิตถาร แต่จากการสำรวจล่าสุดในสหรัฐอเมริกา พบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรกับของเล่นแบบนี้ กลับเห็นดีเห็นงามกับการใช้ไวเบรเตอร์ด้วยซ้ำ

การสำรวจนี้เป็นการสำรวจออนไลน์โดยทีมวิจัยของ Debra Herbenick แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนา มีชาวอเมริกันชาย 1,047 คน และหญิง 2,056 คนเข้าร่วมตอบแบบสอบถาม อายุของผู้เข้าร่วมการสำรวจอยู่ระหว่าง 18-60 ปี ส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคน ผิวขาวและมีการศึกษา

ผลปรากฏว่า ครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมสำรวจเลือกตอบ "เห็นด้วย" และ "เห็นด้วยที่สุด" กับทุกความเห็นที่สื่อว่าการใช้ไวเบรเตอร์เป็นเรื่องดี เช่น ไวเบรเตอร์ช่วยให้ผู้หญิงมีความสุขมากขึ้น, หรือการใช้ไวเบรเตอร์เป็นเรื่องดีต่อสุขภาพในชีวิตเพศ เป็นต้น มีเพียง 10% กว่าๆ เท่านั้นที่เห็นด้วยกับความเห็นทุกข้อที่เป็นลบต่อการใช้ไวเบรเตอร์ เช่น ผู้หญิงที่ใช้ไวเบรเตอร์มากเกินไปจะเสพย์ติดมัน, หรือ การใช้ไวเบรเตอร์เป็นการดูถูกคู่นอน เป็นต้น

ถ้านับเฉพาะความเห็น "การใช้ไวเบรเตอร์เป็นการดูถูกคู่นอนหรือไม่" ผู้หญิงประมาณ 60% และผู้ชายประมาณ 70% บอกว่าไม่เห็นด้วย

นอกจากนี้ผู้หญิงที่ใช้ไวเบรเตอร์ภายในระยะเวลา 30 วันก่อนทำแบบสอบถามยังรายงานอีกว่าตัวเองมีความสุขในการร่วมเพศมากขึ้น ช่องสังวาสหล่อลื่นมากขึ้น และถึงจุดสุดยอดง่ายขึ้น

ทีมวิจัยที่นำโดย Vanessa Schick แห่ง Center for Sexual Health Promotion รายงานผลการสำรวจที่คล้ายกัน แต่เป็นการสำรวจเฉพาะกลุ่มหญิงรักหญิงชาวอเมริกันและอังกฤษ พวกเธอพบว่าผู้หญิงที่ใช้ไวเบรเตอร์กับคู่ขาหญิงของตัวเองจะได้รับความสุขมากกว่าตอนที่ใช้ไวเบรเตอร์ช่วยตัวเองคนเดียวหรือตอนที่ไม่ได้ใช้ไวเบรเตอร์ และถ้าหากคู่ขาไม่นิยมใช้ไวเบรเตอร์ในการร่วมเพศ ผู้หญิงที่ใช้ไวเบรเตอร์ช่วยตัวเองเป็นประจำบางคนจะรู้สึกพึงพอใจในการร่วมเพศลดลง

งานวิจัยก่อนหน้านี้ก็ระบุว่าผู้หญิง 53% และผู้ชาย 45% ในสหรัฐอเมริกาเคยใช้ไวเบรเตอร์อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต (ผมสงสัยว่าผู้ชายใช้ทำอะไร? กับตัวเอง? หรือกับผู้หญิง?) แถมยังแพทย์และนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่ออีกว่าไวเบรเตอร์สามารถช่วยลดอาการเจ็บช่องคลอดได้ในบางกรณี

ในเมื่อมันมีข้อดีมหาศาลอย่างนี้ สงสัยเราต้องช่วยสนับสนุนให้มีการใช้ไวเบรเตอร์กันเยอะๆ ซะแล้ว

ที่มา - Live Science

[18+] ยิงคลื่นเสียงปลุกนกเขาให้ขัน

วิธีการใช้คลื่นเสียงในการรักษาอาการต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เช่น การใช้คลื่นเสียงสลายก้อนนิ่ว เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็สังเกตว่าการรักษาด้วยคลื่นเสียงความเข้มข้นต่ำๆ สามารถกระตุ้นให้กระแสเลือดในหลอดเลือดหัวใจไหลเวียนได้ดีขึ้น ดังนั้น Ilan Gruenwald แห่ง Rambam Medical Center ในอิสราเอล ตั้งข้อสงสัยว่าคลื่นเสียงจะสามารถปลุกให้องคชาติของคนที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (erectile dysfunction) กลับมาชูชันได้อีกครั้งหรือไม่

ทีมวิจัยของเขาได้ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเพศชายอายุเฉลี่ย 61 ปีจำนวน 29 คนซึ่งทั้งหมดล้วนมีปัญหาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ (อาจจะมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป) และรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันไม่ได้ผล กลุ่มตัวอย่างต้องถูกยิงคลื่นเสียงที่องคชาติด้วยวิธีที่เรียกว่า "extracorporeal shock wave therapy" ติดต่อกันเป็นจำนวน 12 ครั้งในระยะเวลา 9 สัปดาห์ซึ่งวิธีนี้เป็นการรักษาจากภายนอก กลุ่มตัวอย่างไม่ได้รับความเจ็บปวดแต่อย่างใด หลังจากจบกระบวนการ extracorporeal shock wave therapy กลุ่มตัวอย่างก็รับการรักษาด้วยยาตามปกติ

ผลปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างรายงานคะแนนสมรรถภาพทางเพศของตัวเองเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยจาก 8.8 ไปเป็น 18-19 (คะแนนนี้วัดจากการทำแบบสอบถาม หากได้ต่ำกว่า 10 จะถือว่ามีปัญหารุนแรง ถ้าเกิน 26 ขึ้นไปถือว่ายังไม่เป็นไร) สำหรับบางคน การเพิ่มขึ้นแค่สิบคะแนนนี้เท่ากับเป็นการยกระดับขึ้นไปหนึ่งเกรดเลย จากเดิมที่ป้อแป้ๆ ได้แค่วนเวียนอยู่รอบนอก ก็พัฒนาขึ้นพอจะยัดเข้าไปในรูที่อยากจะยัดได้

การรักษาอาการองคชาติไม่แข็งตัวด้วยคลื่นเสียงเคยมีงานวิจัยชี้ให้เห็นมาแล้วว่าช่วยผู้ป่วยที่มีอาการเสื่อมเล็กน้อยถึงปานกลางได้ แต่งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่ามันมีผลช่วยผู้ป่วยอาการหนักได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้มีจำนวนไม่เยอะนัก นักวิทยาศาสตร์หลายคนรวมถึงทีมที่ทำวิจัยเองก็ไม่กล้าตัดปัจจัยจาก "placebo effect" ออกไปจากการสรุปผล

เชื่อเถอะว่าต่อให้สุดท้ายเป็นแค่ placebo effect ผมก็มั่นใจว่ามีคนยินดียอมโดนหลอกนะ

ที่มา - My Health News Daily

[18+] ผู้หญิงก็มีปัญหาล่มปากอ่าวได้เหมือนผู้ชาย

ส่วนใหญ่เรามักจะคิดกันว่าผู้ชายเป็นเพศเดียวที่มีปัญหาถึงจุดสุดยอด (orgasm) เร็วเกินไปในการร่วมเพศ ส่วนผู้หญิงมักจะมีปัญหาไปไม่ถึงฝั่ง (ก็เพราะคนที่ควรจะพาเธอถึงฝั่ง มันดันล่มปากอ่าวหมดแรงไปก่อนหน้าแล้ว) แต่งานวิจัยของ Serafim Carvalho แห่งโรงพยาบาล Magalhães Lemos ในโปรตุเกส กลับพบว่าผู้หญิงจำนวนไม่น้อยก็มีอาการถึงจุดสุดยอดเร็วเกินไปเหมือนกัน

Serafim Carvalho ได้สุ่มตัวอย่างส่งแบบสำรวจไปยังผู้หญิงชาวโปรตุเกสอายุระหว่าง 18 ถึง 45 ปี ผลการวิเคราะห์จากกลุ่มตัวอย่าง 510 คน สรุปได้ว่า ผู้หญิง 40% เคยมีประสบการณ์ถึงจุดสุดยอดเร็วเกินไปอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต และ 14% รายงานว่ามีปัญหาถึงจุดสุดยอดเร็วเกินไปเป็นประจำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มี 3.3% รายงานอาการถึงจุดสุดยอดเร็วเกินไปในลักษณะที่เป็นความผิดปกติทางสุขภาพเช่นเดียวกับที่พบในเพศชาย

นักวิจัยแสดงความกังวลว่าปัญหาการควบคุมจุดสุดยอดไม่ได้อาจจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาในชีวิตคู่ได้ ผู้หญิงที่ถึงจุดสุดยอดเร็วเกินไปมักหมดอารมณ์และตัดจบกิจกรรมทางเพศโดยปล่อยทิ้งให้ผู้ชายอารมณ์ค้าง

ดังนั้นหากใครคิดว่าตัวเองมีปัญหา (ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) ก็ไม่ควรอายที่จะไปปรึกษาแพทย์นะครับ เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ

ที่มา - Live Science

Syndicate content