Wildlife

พบหนูยักษ์พันธุ์หายากในฟิลิปปินส์ หลังไม่พบมา 37 ปี

Dinagat bushy-tailed Cloud Rat (Crateromys australis) เป็นหนูขนาดความยาวลำตัว 26.5 เซนติเมตร และหางยาว 28.1 เซนติเมตร อาศัยอยู่ในป่าที่ลุ่มต่ำ โดยพบที่เดียวคือที่เกาะ Dingrat ของฟิลิปปินส์ โดยพบครั้งสุดท้ายในปี 1975 จากนั้นมาก็ไม่มีรายงานการพบเจอหนูสายพันธุ์นี้อีกเลย จนกระทั่งทีมนักสัตววิทยาได้เข้าสำรวจป่าบนเกาะเพื่อค้นหา Philippine tarsier (Tarsius syrichta) และไปพบกับหนูสายพันธุ์นี้โดยบังเอิญ

สถานะใน Redlist ของสปีชีส์นี้ คือ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ระดับวิกฤติ (Critically Endangered - CR) พร้อมกับมีความเป็นไปได้ว่าจะสูญพันธุ์ไปแล้วก่อนหน้าการค้นพบครั้งนี้

จนตอนนี้ประชากรที่เหลืออยู่ของ Cloud Rat ที่ยืนยันได้มีเพียงตัวเดียว และดูเหมือนมันจะไม่ตื่นกลัวผู้ค้นพบมันนัก อาจจะเพราะศัตรูตามธรรมชาติของมันมีน้อยมาก ป่าไม้ในเกาะ Dingrat เองก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ จากการทำเหมืองแร่ ทำให้เป็นไปได้ว่าหนูพันธุ์นี้จะสูญพันธุ์ไปจริงๆ ในอนาคต

ที่มา - Wired

ประโยชน์ใหม่ของทากดูดเลือด...ในงานอนุรักษ์สัตว์ป่า!

คนเดินป่าคงรู้จักคุ้นเคยกับทากดูดเลือดเป็นอย่างดี แต่หลังจากที่เห็นเพื่อนร่วมคณะเดินป่าโดนทากกัด Mads Bertelsen แห่ง Copenhagen Zoo ก็เกิดไอเดียใหม่ในการใช้ประโยชน์จากเจ้าทากดูดเลือดตัวน้อย เขาได้ร่วมมือกับ Thomas Gilbert แห่ง Centre for GeoGenetics ของ University of Copenhagen ทำการทดลองเพื่อดูว่าเราสามารถที่จะตรวจสอบหา DNA ของสัตว์เจ้าของเลือดที่โดนทากดูดเลือดกินได้หรือไม่

พวกเขาทดลองโดยใช้ปลิง Hirudo sp. ที่ใช้ในวงการแพทย์ ปลิงจะถูกล่อให้กินเลือดแพะที่บรรจุอยู่ในถุงยางอุ่นๆ หลังจากนั้นปลิงก็จะถูกฆ่าและสกัดเอาเลือดมาวิเคราะห์ DNA เป็นช่วงๆ

ผลปรากฏว่า พวกเขาสามารถตรวจสอบพบร่องรอย DNA ของแพะ แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสี่เดือน!

ช้างสุมาตราถูกยกระดับความเสี่ยงสูญพันธุ์ถึงระดับวิกฤติ

ช้างสุมาตรา (Elephas maximus sumatranus) ถูกยกระดับความน่ากังวลจากระดับอันตรายขึ้นเป็นระดับวิกฤติ (Critically Endangered - CR) แล้วหลังจากจำนวนช้างในสายพันธุ์นี้ลดลงถึงครึ่งหนึ่งภายในชั่วอายุเดียว และพื้นที่อยู่อาศัยของมันลดลงถึง 69% ภายในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา

การลดลงของพื้นที่ป่าบนเกาะสุมาตราอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมากำลังทำให้สายพันธุ์สัตว์สงวนจำนวนมากอยู่ในระดับอันตราย เช่น แรดชวาที่เพิ่งสูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินใหญ่, อุรังอุตังสุมาตรา, หรือเสือสุมาตรา การลดลงของพื้นที่ป่าทำให้ผืนป่าที่เคยเป็นผืนเดียวกันขนาดใหญ่ตลอดแนวเกาะ กลายเป็นพื้นที่ป่าเล็กๆ หลายสิบส่วนกระจายทั่วเกาะ และจำนวนช้างที่อยู่ในแต่ละส่วนของป่าเหล่านี้ส่วนมากมีจำนวนไม่มากพอที่ช้างจะขยายพันธุ์เพื่อดำรงค์สายพันธุ์ของมันไปได้ในระยะยาว

นอกจากจำนวนที่กำลังลดลงแล้ว ช้างจำนวนหนึ่งมีแหล่งที่อยู่ทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยของมนุษย์ทำให้น่าวิตกว่าจำนวนช้างสุมาตราน่าจะลดลงไปอีกในเร็วๆ นี้

ที่มา - The Guardian

รายงาน IUCN ล่าสุดเผย 25% ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเสี่ยงสูญพันธุ์, แรดดำ 1 ชนิดสูญพันธุ์แล้ว

IUCN (International Union for Conservation of Nature) Red List เป็นรายชื่อของสัตว์และพืชจัดแบ่งตามความเสี่ยงของการสูญพันธุ์ รายงานล่าสุดของ IUCN ได้ทบทวนสถานการณ์ล่าสุดของสัตว์และพืชกว่า 61,900 สปีชีส์

รายงานฉบับนี้มีข่าวร้ายอยู่เยอะแยะ แต่ที่น่าสนใจมีอยู่ดังนี้

  • หนี่งในสามของ 61,900 สปีชีส์ที่ทำการประเมินถูกจัดอยู่ในสถานะ "vulnerable", "endangered", "critically endangered" (ซึ่งสามสถานะคือสถานะถูกคุกคาม เรียงตามลำดับจากรุนแรงน้อยไปมาก), หรือแม้แต่สูญพันธุ์ไปแล้ว

  • สัตว์กลุ่มที่มีแนวโน้มสูญพันธุ์มากที่สุด คือ กลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ประมาณ 40% ของสัตว์เลื้อยคลานบนเกาะมาดากัสการ์อยู่ในสถานะถูกคุกคาม

แรดชวาสูญพันธุ์จากเวียดนามแล้วหลังตัวสุดท้ายถูกฆ่าเพื่อเอานอ

แรดชวา (Javan rhino) เป็นแรดที่เคยอาศัยอยู่ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอของมันเป็นที่ต้องการจากชาวจีนมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน และปริมาณลดต่ำลงจนหาแทบไม่พบในเขตอื่นๆ นอกจากทางตะวันออกของเกาะชวาที่เหลืออยู่ไม่ถึง 50 ตัว และวันนี้ WWF ในเวียดนามก็ได้รายงานว่าแรดชวาตัวสุดท้ายในเวียดนามได้ถูกฆ่าไปแล้ว

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าแรดชวาได้สูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินใหญ่ไปนานแล้ว แต่หลังจากพบร่องรอยของแรดฝูงหนึ่งในเวียดนาม นักสำรวจพบว่าแรดฝูงนี้มีจำนวน 8 ตัว (นับได้เมื่อปี 2007) ทางการเวียดนามได้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติเพื่อกำหนดเป็นเขตรักษาพันธุ์

ช่วงปี 2009 ถึง 2010 ทีมสำรวจได้พยายามตามรอยมูลแรด และเมื่อพิสูจน์ DNA พบว่ามูลทั้งหมดที่พบเป็นของแรดตัวเดียวกันทั้งหมด ทำให้เชื่อว่าเหลือแรดรอดชีวิตเพียงตัวเดียว และในเดือนเมษายน 2010 ก็มีรายงานพบซากของแรดตัวสุดท้ายนี้

ซากแรดตัวนี้ถูกยิงที่ขา และนอถูกนำออกไป โดยมูลค่านอแรดชวานั้นสูงถึง 30,000 ดอลลาร์หรือเก้าแสนบาทต่อกิโลกรัม

ที่มา - Google News, The Guardian

ญี่ปุ่นหยุดล่าวาฬในปีนี้ก่อนหมดฤดูกาล

แม้สนธิสัญญาห้ามล่าวาฬจะมีการลงนามไปตั้งแต่ปี 1986 แต่ญี่ปุ่นก็อาศัยช่องว่างของข้อตกลงที่ระบุให้มีการล่าเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนสามารถขายเนื้อที่เป็นผลจากการล่านั้นได้ เป็นช่องทางในการล่าวาฬทุกช่วงฤดูหนาวตลอดมา แต่เมื่อวันที่ 10 ที่ผ่านมา ทางการญี่ปุ่นก็ได้ประกาศหยุดการล่าวาฬลงแล้ว และเรือล่าวาฬของญี่ปุ่นก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางการเดินเรือโดยคาดว่าจะกลับท่าเรือ

ไม่มีความชัดเจนว่าการหยุดล่านี้เป็นการหยุดแบบถาวรหรือเป็นเพียงการหยุดในปีนี้เท่านั้น

ความต้องการเนื้อวาฬของตลาดโลกกำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยสต๊อกของญี่ปุ่นเองก็มีเนื้อวาฬอยู่ถึง 5,093 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 1,453 ตันในปี 1999

การอนุรักษ์วาฬโดยอาศัยความร่วมมือของทุกประเทศทั่วโลกได้ผลค่อนข้างชัดเจน โดยจำนวนวาฬหลายสายพันธุ์มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การที่ญี่ปุ่นอาศัยข้ออ้างการล่าเพื่อการวิจัยเป็นช่องโหว่ที่ญี่ปุ่นถูกโจมตีในแง่ภาพลักษณ์มาโดยตลอด

ปัจจุบันวาฬบางสายพันธุ์เช่น วาฬสีน้ำเงินถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์สงวนระดับอันตราย (Endangered) ระดับเดียวกับเสือ และเสือดาวหิมะ (Snow Leopard)

ที่มา - Ecocentric Blog

ซูชิกำลังหมดโลก, ญี่ปุ่นเตรียมเพาะพันธุ์ "ซุปเปอร์ทูน่า"

จำนวนปลาทูน่าทั่วโลกกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้เนื่องจากการล่าของมนุษย์ ญี่ปุ่นซึ่งดูจะเป็นชาติที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็มีการประกาศถึงความคืบหน้าในงานวิจัยการจัดลำดับพันธุกรรมของปลาทูน่าว่าได้ก้าวหน้าไปถึงร้อยละ 60 แล้ว และคาดว่าจะเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

หลังจากการจัดลำดับพันธุกรรมแล้ว ก้าวต่อไปของงานวิจัยนี้คือการสร้างพันธุ์ปลาที่ทนทานต่อโรค และที่สำคัญคือเหมาะต่อการเลี้ยงในฟาร์ม เพื่อทดแทนการล่าจากมหาสมุทร

หนึ่งในปลาที่กำลังอยู่ในภาวะอันตรายนั้นคือ ปลาทูน่าครีบน้ำเงินที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร์แอตแลนติก โดยบางแหล่งนั้นปริมาณได้ลดลงไปแล้วกว่าร้อยละ 90 และคาดว่าอาจจะหมดไปจากธรรมชาติได้ในสามปีหากยังไม่มีการอนุรักษณ์อย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา - Telegraph

เพนกวินจักรพรรดิอาจจะสูญพันธุ์เพราะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้น้ำแข็งขั้วโลกลดลงอยู่ทุกปีอย่างที่เป็นข่าวมาเสมอแต่รายงานล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงใน Proceedings of the National Academy of Sciences ได้รายงานถึงความเกี่ยวเนื่องของพื้นที่น้ำแข็งและความอันตรายต่อสายพันธุ์เพนกวินจักรพรรดิ

งานวิจัยนี้เป็นการนำเอาพื้นที่น้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกามาจำลองการผสมพันธุ์ของเพนกวิน ผลที่ได้คือเมื่อถึงปี 2100 นั้น การผสมพันธุ์จะเหลือเพียง 400 คู่เทียบกับ 6,000 คู่ในปัจจุบัน ทำให้สถานะของมันในตอนนั้นกลายเป็นกึ่งสูญพันธุ์ไป

ที่มา - USA Today

Syndicate content