Heart

คำตอบใหม่ในขวดเก่า...ทำไมแอลกอฮอลล์ถึงดีกับหัวใจเรา

จากบทความที่แล้ว "แอลกอฮอลล์ทำอะไรกับร่างกายเราบ้าง" เราได้ทราบไปแล้วว่าการดื่มแอลกอฮอลล์ในปริมาณที่พอเหมาะอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอนนี้จากงานวิจัยล่าสุด นักวิทยาศาสตร์พอจะรู้แล้วว่าทำไมแอลกอฮอลล์จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพเรา โดยเฉพาะหัวใจ

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของทีมจาก University of Rochester Medical Center นักวิจัยทำการทดลองเพาะเลี้ยงเซลล์เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ (coronary arteries) ของมนุษย์ แล้วให้แอลกอฮอลล์ลงไปในในกลุ่มทดลอง พบว่าแอลกอฮอลล์สามารถทำให้ผนังเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจในกลุ่มทดลองบางกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่มีแอลกอฮอลล์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแอลกอฮอลล์ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Notch proteins ตามปกติ Notch proteins จะกระตุ้นการแบ่งตัวของกล้ามเนื้อเรียบรอบเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันตามมา การทำงานของ Notch proteins นี้สามารถถูกกระตุ้นได้จากปริมาณคอเลสเตอรอล การสูบบุหรี่ หรือ การเปลี่ยนแปลงในกระแสเลือด

แม้ว่าแอลกอฮอลล์ปริมาณพอเหมาะจะมีผลดีต่อหัวใจ แต่หากบริโภคมากเกินไป แอลกอฮอลล์อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเส้นโลหิตในสมองแตกได้ ตามคำแนะนำของ Mayo Clinic ปริมาณแอลกอฮอลล์ที่พอเหมาะสำหรับผู้หญิงคือ ไม่เกิน 3 หน่วยต่อครั้ง หรือไม่เกิน 7 หน่วยต่อสัปดาห์, สำหรับผู้ชายอายุไม่เกิน 65 ปี คือ ไม่เกิน 4 หน่วยต่อครั้ง หรือไม่เกิน 14 หน่วยต่อสัปดาห์, สำหรับผู้ชายอายุเกิน 65 ปี คือ ไม่เกิน 3 หน่วยต่อครั้ง หรือไม่เกิน 7 หน่วยต่อสัปดาห์

1 หน่วยการดื่ม = เบียร์ 12 ออนซ์ หรือ ไวน์ 5 ออนซ์ หรือ 1.5 ออนซ์สำหรับสุรากลั่น (เช่น วิสกี้ วอดก้า บรั่นดี ฯลฯ)

ที่มา Live Science

บทความนี้เป็นไปเพื่อการแบ่งปันทางวิชาการ ไม่มีจุดประสงค์ให้คำแนะนำในการดื่มสุราและเครื่องดื่มมึนเมาใดๆ

ทำไมช็อกโกแลตถึงดีกับหัวใจของเรา

นอกจากช็อกโกแลตจะทำให้หัวใจหนุ่มๆ หลายคนกระชุ่มกระชวยในวันวาเลนไทน์แล้ว (แต่กับบางคนจะเกิดอาการหัวใจห่อเหี่ยว) ในทางการแพทย์ช็อกโกแลตก็มีประโยชน์กับสุขภาพหัวใจของเราด้วย โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ เรื่องนี้แม้จะรู้กันมานาน แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร (หมายถึงเรื่องในทางการแพทย์นะ ไม่ใช่เรื่องวันวาเลนไทน์)

ทีมวิจัยของศาสตราจารย์ Ingrid Persson แห่งมหาวิทยาลัย Linköping University ในประเทศสวีเดนได้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าสารเคมีในช็อกโกแลตช่วยหัวใจของเราได้อย่างไร

ทีมของศาสตราจารย์ Ingrid Persson ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างชาย 10 คน หญิง 6 คนที่มีอายุระหว่าง 20-45 ปี กลุ่มตัวอย่างทุกคนจะได้รับประทานช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้นของโกโก้ 72% เป็นปริมาณ 75 กรัม นักวิจัยจะเจาะตัวอย่างเลือดของกลุ่มตัวอย่างทั้งก่อนทานช็อกโกแลต และหลังทาน 30 นาที, 1 ชั่วโมง, และ 3 ชั่วโมงเพื่อไปทำการตรวจวิเคราะห์

ผลการทดลองพบว่าหลังทานช็อคโกแลต ความดันเลือดและระดับการทำงานของเอนไซม์ ACE (Angiotensin-converting enzyme) ในเลือดของกลุ่มตัวอย่างลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะตัวอย่างเลือดที่เจาะหลังจากทานไปแล้ว 3 ชั่วโมง ระดับการทำงานของเอนไซม์ ACE ลดลงจากก่อนทานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉลี่ยลดลงถึง 18% เมื่อเทียบกับเลือดที่เจาะก่อนทานช็อกโกแลต

ศาสตราจารย์ Ingrid Persson อธิบายผลการทดลองนี้ว่าความดันเลือดของกลุ่มตัวอย่างที่ลดลงหลังจากรับประทานช็อกโกแลตเป็นผลมาจากที่สารในช็อกโกแลตไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ACE ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้นี่แหละที่เป็นตัวควบคุมความดันเลือดและสมดุลของของเหลวในร่างกาย เมื่อเอนไซม์ ACE ทำงานได้น้อยลง ความดันเลือดจึงน้อยลงตามไปด้วย

สารออกฤทธิ์ที่คาดว่าจะเป็นตัวการในเรื่องนี้มีสองตัว คือ catechins และ procyanidines เนื่องสารทั้งสองนี้พบได้ในอาหารอีกหลายชนิดที่มีผลต่อการลดความดันเลือดในร่างกาย นอกจากช็อกโกแลตแล้ว หนึ่งในอาหารยอดนิยมที่มี catechins และ procyanidines อยู่ก็คือ ชาเขียว นั่นเอง

รู้เช่นนี้แล้ว วันวาเลนไทน์ปีหน้า ใครที่ไม่ได้ช็อกโกแลต ก็ให้ไปซื้อชาเขียวมากินรักษาหัวใจกันเองนะครับ

ที่มา Science Daily

อยู่ที่เสียงดังมาก ๆ เป็นเวลานานอาจตายได้

คุณแมททิแอส เอกเกอร์ (Matthias Egger) แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์น (University of Bern) ได้ทำการศึกษาพบว่า การอยู่ในที่ที่มีเสียงดังมาก ๆ อย่างใกล้สนามบิน ใต้เส้นทางบิน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack)

โดยเขารวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางราชการ สภาพแวดล้อม ระยะห่างระหว่างที่อยู่อาศัยกับสนามบิน และระดับความรุนแรงของเสียงที่มีต่อพื้นที่ดังกล่าว

จากการศึกษาพบว่า ถ้าหากได้ยินเสียงดังเฉลี่ยมากกว่า 60 dB จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ถึง 30% ซึ่งมากกว่าคนที่ได้รับเสียงดังน้อยกว่า 45 dB ส่วนคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังมากกว่า 15 ปีนั้นจะเพิ่มอัตราเสี่ยงถึง 50%

การอยู่ใกล้กับถนนที่มีการจราจรคับคั่ง 100 เมตรก็เพิ่มอัตราเสี่ยงเช่นกัน แต่ไม่ได้มาก และชัดเจนเท่ากับการอยู่ใกล้สนามบิน

ถ้ารู้ตัวว่ามีปัจจัยเสี่ยง ต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ก็อย่าอยู่ในที่เสียงดังมาก ๆ เป็นเวลานาน ๆ นะครับ

ที่มา: PhysOrg

นินเทนโดจับมือสมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ สนับสนุนการเล่น Wii

สมาคมโรคหัวใจสหรัฐ (American Heart Association) ได้จับมือร่วมกับนินเทนโด เพื่อโปรโมตการเล่นเกมแบบที่ต้องการการเคลื่อนไหวร่างกาย (Active Gaming) โดยได้ให้เหตุผลว่าการเล่นเกมแบบนี้นั้นสามารถเป็นแนวทางที่ดีต่อสุขภาพได้

หลังจากความร่วมมือนี้ เกมของนินเทนโดบางเกมเช่น Wii Fit Plus และ Wii Sports Resort จะได้รับโลโก้ที่แสดงว่าได้รับการสนับสนุนจากสมาคมโรคหัวใจ โดยนินเทนโดนั้นได้บริจาคเงินจำนวน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับสมาคมฯ เพื่อสนับสนุนงานนี้ และงานวิจัยต่อๆ ไปด้วย นอกจากนี้ยังได้เปิดเว็บไซต์ชักชวนให้ประชาชนนั้นเล่นเกมในรูปแบบนี้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี มีคำถามที่เกิดขึ้นมากมายกับความร่วมมือนี้ เช่นทำไมสมาคมโรคหัวใจ ถึงไม่แปะโลโก้ลงไปบนอุปกรณ์กีฬาจริงๆ บ้าง และทำไมบริษัทต่างๆ จะต้องจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ด้วย

การเล่นเกม Wii นั้นมีงานวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนการเล่น ทั้งในแง่ของการฟื้นฟูสมรรถภาพในการยืน และการใช้พลังงานที่มากขึ้นในเด็ก ในขณะเดียวกันก็มีรายงานหลายรายงานที่บอกถึงข้อเสียของการเล่นตั้งแต่เบาอย่างโดนรีโมตกระแทกหัว จนถึงรุนแรง เช่นกระดูกหัก เส้นเอ็นฉีกขาด หรือแม้กระทั่งเส้นเลือดที่เลี้ยงสมองแตก

ที่มา: American Heart Association, วิดีโอสัมภาษณ์จาก ABC News

การจราจรอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

นักวิจัยจาก Helmholtz Center ประเทศเยอรมนี นำโดย Annette Peters กำลังศึกษาว่าความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจนั้นอาจเพิ่มขึ้นจากการเกี่ยวข้องกับการจราจร

โดยทีมนักวิจัยได้สัมภาษณ์ผู้ป่วย 1,454 รายที่เป็นโรคหัวใจ เกี่ยวกับประวัติก่อนหน้าที่จะเกิดโรคว่าไปอยู่ในการจราจรที่ติดขัดหรือเปล่า ทำให้พบว่าผู้ที่มีประวัติรถติดในหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจมากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติถึง 3.2 เท่าเลยทีเดียว

นักวิจัยคิดว่าสาเหตุที่สามารถอธิบายได้นั้นอาจมาจากความเครียด รวมถึงสภาพมลภาวะที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ แต่ไม่น่าจะเป็นจากความเครียดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากวิเคราะห์ย่อยลงไปแล้วพบว่าอัตราเสี่ยงนี้ไม่แตกต่างกันระหว่างผู้ที่ขับรถเอง หรือใช้รถเมล์สาธารณะ

อย่างไรก็ดี นักวิจัยกำลังค้นหาต้นตอของสาเหตุ ด้วยให้อาสาสมัครที่ยังไม่เป็นโรคนั้นสวมอุปกรณ์ที่สามารถติดตามคลื่นหัวใจ รวมทั้งมลพิษจากอากาศและเสียงในบริเวณรอบๆ เพื่อศึกษา ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในการดำเนินการอยู่

สำหรับอาการของโรคหัวใจนั้นมักจะมีอาการแน่นหน้าอกด้านซ้าย บางครั้งอาการปวดอาจร้าวไปที่คอหรือต้นแขนซ้าย ร่วมกับการมีเหงื่อออกปริมาณมาก โดยมักสัมพันธ์กับการออกแรง ส่วนอาการเจ็บจี๊ดๆ เหมือนโดนแทง หรือหายใจลึกๆ แล้วเจ็บนั้นมักจะเป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหรือปอดมากกว่า

ที่มา: WebMD

มาช่วยกันสร้างเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบโอเพนซอร์ส

ฮาร์ดแวร์ที่เป็นโอเพนซอร์สกำลังเริ่มเป็นที่รู้จัก แต่ส่วนมากจะจำกัดอยู่ในวงการวิศวกรรม (ข่าวเก่าโดยคุณ mk ที่ Blognone: มารู้จัก "ฮาร์ดแวร์โอเพนซอร์ส" กันเถอะ) วันนี้ทางฝั่งการแพทย์ก็มีฮาร์ดแวร์โอเพนซอร์สเหมือนกันครับ

ดร. Ivor Kovic ซึ่งเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินที่โครเอเชีย ได้เปิดเผยเว็บไซต์สำหรับร่วมมือกันพัฒนาเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG - Electrocardiogram) แบบโอเพนซอร์ส โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะสร้างทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์สำหรับอ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และทำให้ประเทศที่ยากจนสามารถผลิตเครื่องดังกล่าวได้โดยไม่ต้องอาศัยเงินมากนัก

ตอนนี้ที่เว็บไซต์ของโครงการยังมีอะไรไม่มากนัก มีแนวทางการสร้าง EKG แบบคร่าวๆ และความรู้พื้นฐานทั้งด้านการแพทย์และอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง

ใครสนใจก็มาช่วยกันนะครับ

เครื่องกระตุ้นหัวใจอาจใช้พลังงานจากหัวใจเอง

จากข่าวเก่าที่มีหลายคนสงสัยเรื่องแหล่งพลังงานสำหรับหัวใจเทียม วันนี้มีการเปิดตัวแหล่งพลังงานที่เกิดจากการทำงานของหัวใจเองแล้วครับ

บริษัท Zarlink Semiconductor จากสหราชอาณาจักร เปิดเผยในงานประชุมประจำปีของ American Heart Association เกี่ยวกับเครื่องกระตุ้นหัวใจที่ใช้พลังงานจากหัวใจเอง (Self-Energizing Implantable Medical Microsystem - SIMM) โดยเครื่องดังกล่าวจะทำงานโดยอาศัยบอลลูนที่อยู่ภายในห้องหัวใจในการรับแรงที่เกิดขึ้นจากการบีบตัวของหัวใจเพื่อกำเนิดไฟฟ้า และใช้ในการกระตุ้นหัวใจต่อไป

จากการวิจัยทางคลินิก พบว่าในสถานการณ์ที่หัวใจเต้นในอัตราปกติ (80 ครั้งต่อนาที) เครื่องสามารถกำเนิดพลังงานได้ 4.3 ไมโครจูล ต่อการบีบตัวของหัวใจในแต่ละครั้ง และหากหัวใจเต้นเร็วขึ้นในช่วง 100-130 ครั้งต่อนาทีก็จะทำให้เกิดพลังงานมากขึ้นอีก 40% และไม่พบผลกระทบร้ายแรงต่อหัวใจ (แต่ผมคิดเองว่า้ถ้าเร็วกว่านี้คงไม่ไหวแล้ว -- ผู้ป่วยคงรู้สีกใจสั่น เป็นลมซะก่อน)

นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสเปิดตัวหัวใจเทียมแบบสมบูรณ์

โรคหัวใจนั้นก็เป็นสาเหตุให้มีคนตายหนึ่งคนทุกๆ 34 วินาที เฉพาะในสหรัฐ แต่นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสก็ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาหัวใจเทียมที่ทำงานได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ

แต่เดิมนั้นหัวใจเทียมต้องการการเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ภายนอกเพื่อตรวจสอบความดันเลือด แต่หัวใจรุ่นใหม่นี้มีเซ็นเซอร์ในตัวทำให้มันทำงานได้ด้วยตัวเองจริงๆ แต่ไม่มีการระบุถึงแหล่งพลังงานว่าจะมาจากไหน?

ทีมวิจัยนี้ได้รับทุนจากกลุ่มกิจการอวกาศยานและการป้องกันแห่งสหภาพยุโรป

ที่มา - CNN

Syndicate content