Fossil

พบฟอสซิลญาติตัวกระเปี๊ยกของหมีแพนด้าในสเปน

ทีมนักวิจัยจาก National Museum of Natural Sciences (MNCN-CSIC) ของสเปน และ University of Valencia ได้รายงานการค้นพบซากฟอสซิลส่วนฟันของสัตว์ในตระกูลหมี (Ursidae) ในเมืองซาราโกซา ประเทศสเปน

หมีตัวนี้ได้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Agriarctos beatrix แม้จะมีหลักฐานให้เพียงแค่ฟอสซิลของส่วนฟัน แต่นักวิจัยก็ทราบได้ว่ามันเป็นหมีสปีชีส์ใหม่ที่ไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน เพราะว่าฟอสซิลฟันที่ค้นพบมีลักษณะและขนาดต่างจากหมีโบราณสกุล Agriarctos, Ursavus, และ Indarctos ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

Agriarctos beatrix เจ้าของฟันมีชีวิตอยู่ในยุค Myocene เมื่อประมาณ 11 ล้านปีที่แล้ว นักวิจัยประเมินว่ามันคงมีน้ำหนักตัวไม่เกิน 60 กิโลกรัม ตัวเล็กกว่าหมีคน (หรือหมีหมา) ซึ่งเป็นหมีที่ตัวเล็กที่สุดในปัจจุบันเสียอีก สีขนบนลำตัวก็คงมีทั้งสีดำและขาวพาดเป็นลายคล้ายๆ หมีคนหรือหมีแพนด้า เนื่องจากสีขนขาว-ดำนี้เป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปในหมียุคแรกๆ อยู่แล้ว และจากการวิเคราะห์เทียบกับแผนภูมิวิวัฒนาการ หมี Agriarctos beatrix ก็เป็นญาติที่ใกล้ชิดกับหมีแพนด้าพอสมควร

นักวิทยาศาสตร์ยังสันนิษฐานต่อไปอีกว่า Agriarctos beatrix คงเป็นหมีที่ไม่ค่อยวิ่งล่าหาเหยื่อเท่าไรนัก คงจะชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ประจำที่มากกว่า เมื่อเจอสัตว์ผู้ล่า มันคงปีนขึ้นต้นไม้เพื่อหลบภัย (นี่เขาพบแค่ฟันไม่กี่ซี่เองนะ ทำไมสันนิษฐานได้เยอะจัง?)

ที่มา - Science Daily

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Estudios Geológicos DOI: 10.3989/egeol.40714.182

เจอญาติ T. rex ขนปุกปุยที่จีน

เท่าที่เคยค้นพบมา ไดโนเสาร์ที่มีขนแบบขนนก (feather) ล้วนแต่เป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักตัวไม่เกิน 1,000 กิโลกรัม ดังนั้นการค้นพบของทีมวิจัยที่นำโดย Xing Xu แห่ง Institute of Vertebrate Paleontology and Paleoanthropology ในกรุงปักกิ่ง จึงสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิทยาศาสตร์มาก เพราะไดโนเสาร์ญาติ T. rex ที่เพิ่งค้นพบนี้มีน้ำหนักถึง 1,400 กิโลกรัมและ(อาจจะ)มีขนนกคลุมทั่วทั้งตัว

ซากฟอสซิลของไดโนเสาร์นี้ถูกค้นพบในชั้นหินอายุ 125 ล้านปีที่จังหวัด Liaoning ของประเทศจีน นักวิจัยพบฟอสซิลของตัวเต็มวัย 2 ตัว และตัวอ่อนอีก 1 ตัว ตรงฟอสซิลกระดูกส่วนคอ, หลัง, และขามีร่องรอยของขนนกติดอยู่ ขนนกแต่ละเส้นยาว 10-15 เซนติเมตร การค้นพบขนนกในตำแหน่งที่ต่างๆ กันออกไปตรงฟอสซิลของแต่ละตัวทำให้นักวิจัยสันนิษฐานว่าไดโนเสาร์ชนิดนี้อาจจะมีขนนกคลุมทั้งตัว

นักวิจัยตั้งชื่อไดโนเสาร์ตัวนี้ว่า Yutyrannus huali (คำว่า hauli แปลว่า "สวย" ในภาษาจีนกลาง) เป็นไดโนเสาร์ในวงศ์เดียวกับ Tyrannosaurus rex (วงศ์ Tyrannosauridae) จากการประเมินฟอสซิลตัวเต็มวัย Y. huali มีความยาวจากปลายจมูกถึงหาง 9 เมตร ความสูงขณะยืน 2.5 เมตร หนัก 1,400 กิโลกรัม นอกจากขนนกแล้ว Y. huali ยังมีลักษณะเด่นอีกอย่าง คือ สันนูนที่เป็นเส้นตรงจากจมูกถึงขอบตาล่าง

พบซากฟอสซิลมนุษย์พันธุ์ใหม่ในจีน... อาจเป็นอีกสายวิวัฒนาการที่ขนานกับเรา

มนุษย์สปีชีส์ Homo sapiens เริ่มมีวิวัฒนาการขึ้นมาเมื่อประมาณ 200,000 ปีก่อนสักที่ในทวีปแอฟริกา จากนั้นก็ค่อยๆ เดินทางอพยพแพร่พันธุ์ไปยังทวีปอื่นทั่วโลก แตนักวิทยาศาสตร์มีหลักฐานสนับสนุนว่าบรรพบุรุษของมนุษย์ก่อนหน้า H. sapiens ได้กระจายตัวอยู่ในทวีปต่างๆ ก่อนหน้านั้นแล้ว และสายวิวัฒนาการของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ในแต่ละที่ก็มีการแตกแขนงแยกสปีชีส์ใหม่อย่างเป็นอิสระ บางสายก็มีวิวัฒนาการเป็นคู่ขนานกับสายของเรา

ล่าสุดทีมวิจัยนักวิทยาศาสตร์จีนและออสเตรเลียได้วิเคราะห์ฟอสซิลกะโหลกที่ขุดพบจากถ้ำ Longlin ในมณฑล Guangxi ประเทศจีนเมื่อปี 1979 อย่างละเอียดอีกรอบ และก็ได้ขุดพบฟอสซิลของมนุษย์สายพันธุ์เดียวกันอีกในถ้ำ Malu ในมณฑล Yunnan

ฟอสซิลมนุษย์โบราณนี้ได้ชื่อว่า "มนุษยถ้ำเรดเดียร์" (Red Deer Cave) เนื่องจากพบซากกวางในถ้ำ Malu ด้วยซึ่งคงจะเป็นเศษจากอาหารสักมื้อของพวกเขา ลักษณะโครงกะโหลกโดยคร่าวๆ ได้แก่ สันคิ้วยื่น หน้าสั้นแบน คางสั้นไม่ยื่นออกมาข้างหน้า กะโหลกหนา ซึ่งรวมๆ แล้วมีความคล้ายคลึงกับกะโหลกของมนุษย์ H. sapiens ยุคปัจจุบันบางส่วน ในขณะเดียวกันก็มีลักษณะอื่นๆ ที่ไปคล้ายกับมนุษย์สายพันธุ์โบราณ แสดงให้เห็นว่ามนุษยถ้ำเรดเดียร์อาจจะอยู่มีบรรพบุรุษในสายเดียวกับมนุษย์ H. sapiens เมื่อนานมาแล้ว

ฟอสซิลบรรพบุรุษของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เก่าแก่ที่สุด

สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ล้วนอยู่ในไฟลัมเดียวกันที่ชื่อว่า Phylum Chordata สัญลักษณ์ของไฟลัมนี้คือการมีแท่งของแข็งยืดหยุ่นได้ที่เรียกว่า notochord เป็นแกนกลางลำตัวอย่างน้อยที่สุดก็สักชั่วระยะหนึ่งของชีวิต (notochord ในสัตว์มีกระดูกสันหลังที่แท้จริงจะถูกแทนที่ด้วยกระดูกสันหลัง ตัวอ่อนระยะแรกๆ เท่านั้นที่มี notochord)

เมื่อปี 1911 นักบรรพชีวินวิทยา Charles Doolittle Walcott พบซากฟอสซิลของสัตว์หน้าตาแปลกๆ ในชั้นหินที่ขุดมาจากบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา มันมีหน้าตาคล้ายๆ กับปลิงทะเลยาว 5 ซม. ที่ถูกบีบให้แบนทางข้าง และมีแกนกลางดูคล้าย notochord แต่ด้วยความไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นเป็น notochord จริงๆ นักวิทยาศาสตร์เลยโยนๆ มันไว้ใน Phylum Annelida (พวกหนอนที่มีร่างกายเป็นปล้อง เช่น ไส้เดือน ปลิงทะเล แม่เพรียง) ชั่วคราว และตั้งชื่อมันว่า Pikaia gracilens

แต่ล่าสุดทีมนักวิจัยจาก University of Cambridge, University of Toronto และ Royal Ontario Museum (ROM) ได้วิเคราะห์ซากฟอสซิล Pikaia gracilens จำนวน 114 ชิ้นอย่างละเอียดด้วยหลากหลายวิธีการ เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ฯลฯ

ผลปรากฏว่า แท่งกลางลำตัวของ Pikaia gracilens จริงๆ โดยจุดชี้ชัดก็คือ กล้ามเนื้อตามยาวที่ยึด notochord มีการแบ่งเป็นปล้องๆ รูปตัว S ซึ่งเป็นลักษณะของ myomere ที่พบได้ทั่วไปใน Phylum Chordata

หมัดไดโนเสาร์ตัวเบ้อเริ่ม

หมัดคือแมลงปรสิตที่อาศัยดูดเลือดกินจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนก จุดเริ่มต้นสายวิวัฒนาการของหมัดเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ยังกังขา ฟอสซิลหมัดโบราณที่ค้นพบส่วนใหญ่ก็มีหน้าตาคล้ายหมัดในยุคปัจจุบัน นักกีฏวิทยา (นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาแมลง) คาดกันว่าหมัดน่าจะเริ่มสายวิวัฒนาการตั้งแต่ยุคครีเตเซียสเมื่อประมาณ 145 ล้านปีก่อนถึง 65 ล้านปีก่อน

แต่ทีมวิจัยที่นำโดย Michael Engel แห่ง University of Kansas in Lawrence ได้ค้นพบซากฟอสซิลของหมัดยักษ์ที่มีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึง 165 ล้านปีก่อน และ 125 ล้านปีก่อน นับเป็นฟอสซิลของหมัดที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

ซากฟอสซิลหมัดโบราณในครั้งนี้ถูกค้นพบในชั้นหินยุคจูราสสิกอายุ 165 ล้านปีใน Daohugou และชั้นหินยุคครีเตเซียสอายุ 125 ล้านปีใน Huangbanjigou ของประเทศจีน นอกจากจะเก่าแก่ที่สุดแล้ว มันยังมีขนาดใหญ่โตยาว 8-12 มิลลิเมตร ใหญ่กว่าหมัดปัจจุบัน 2-10 เท่า (หมัดปัจจุบันมีขนาดตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรจนถึง 10 มิลลิเมตร)

นักวิทยาศาสตร์อังกฤษเจอฟอสซิลที่หายไปของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ในตู้เก็บของ

วันหนึ่งในเดือนเมษายนของปีที่แล้ว (ปี 2011) ขณะที่ ดร. Howard Falcon-Lang แห่ง University of London กำลังสำรวจหาตัวอย่างฟอสซิลในห้องเก็บตัวอย่างของสำนักงานใหญ่ของ British Geological Survey (BGS) สายตาของเขาได้เหลือบไปเห็นตู้ลิ้นชักเก่าแก่อันหนึ่ง บนตู้มีป้ายเขียนไว้ว่าเป็น "ฟอสซิลพืชที่ไม่ได้ลงทะเบียน" (unregistered fossil plants)

ด้วยความสนใจ Howard Falcon-Lang จึงลองเปิดตู้ดู สิ่งที่เขาพบคือสไลด์ของฟอสซิลพืชจำนวน 314 แผ่น สไลด์บางอันยาวถึง 15 ซม. (สไลด์ในที่นี้คือสไลด์กระจกใสที่ไว้ใช้วางชิ้นตัวอย่างที่ตัดเป็นแผ่นบางๆ เพื่อส่องดูใต้กล้องจุลทรรศน์) เมื่อสังเกตดูที่ป้ายฉลากของสไลด์แต่ละอันอย่างละเอียด ชื่อเจ้าของฟอสซิลเกือบจะทำให้ขากรรไกรของ Howard Falcon-Lang ค้างด้วยความตกใจ

"C. Darwin Esq." คือชื่อผู้เก็บตัวอย่างที่ปรากฏอยู่บนสไลด์หลายอันในสไลด์กองนั้น ชื่อนี้เป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) บิดาแห่งวิชาวิวัฒนาการนั่นเอง

อาร์คีออพเทอริกซ์มีขนปีกสีดำ

จากการศึกษาเม็ดสีในขนนกด้วยเทคนิคใหม่ๆ นักวิทยาศาสตร์คาดว่านกดึกดำบรรพ์ Archaeopteryx (ที่ถูกถอดออกถอดเข้าจากการเป็นนกอยู่ตลอดเวลา) น่าจะมีขนสีดำคลุมร่างกาย

ทีมวิจัยที่นำโดย Ryan Carney แห่ง Brown University ได้วิเคราะห์การเรียงตัวของโครงสร้างรงควัตถุที่เรียกว่า melanosome ในฟอสซิลขนนกที่คาดกันว่าเป็นขนคลุมปีก (covert) ของ Archaeopteryx ด้วยวิธีที่พัฒนาขึ้นมาในปี 2008 โดยนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเยลล์ซึ่งใช้กล้องจุลกรรศน์แบบส่องกราด (scanning electron microscopy) และการหักเหของรังสีเอ๊กซ์ แล้วเอาโครงสร้างไปเปรียบเทียบกับสีของนกที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

ผลที่ได้ออกมาค่อนข้างเป็นที่แน่ใจว่าขนนั้นเป็นสีดำ แม้ว่านี่จะเป็นแค่ผลจากการวิเคราะห์ขนคลุมปีกแค่ชิ้นเดียว แต่ Ryan Carney ก็เชื่อว่า melanosome ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ให้สีดำน่าจะเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการการบินของนกในยุคแรกๆ ไม่มากก็น้อย

ผลงานวิจัยนี้นำเสนอในงานประชุมประจำปีของ the Society of Vertebrate Paleontology ครั้งที่ 71 ณ ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา

ที่มา - New Scientist

หลักฐานฟันฟันธง "ไดโนเสาร์อพยพตามฤดูกาล"

นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานมานานแล้วว่าเมื่อเกิดภาวะแห้งแล้งขาดแคลนอาหาร ไดโนเสาร์จะอพยพไปหาแหล่งอาหารใหม่ งานวิจัยฟอสซิลล่าสุดก็ยืนยันความเชื่อนี้ และยังแนะอีกด้วยว่าไดโนเสาร์น่าจะมีการอพยพตามฤดูกาลประจำทุกปี

ทีมวิจัยที่นำโดย Henry Fricke แห่ง Colorado College ได้วิเคราะห์ชั้นเคลือบฟัน (enamel) ของ Camarasaurus ซึ่งเป็นซอโรพอดที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือในยุคจูราสสิกตอนปลาย ฟันเหล่านี้มีอายุ 145-160 ล้านปี ขุดค้นพบในที่ราบแอ่งกระทะ Morrison ในรัฐไวโอมิงและยูทาห์

ผลจากการวิเคราะห์ฟัน 32 ซี่ นักวิจัยสังเกตว่าฟันแต่ละซี่มีอัตราส่วนของไอโซโทป Oxygen-18 ต่อ Oxygen-16 ไม่เท่ากัน บางซึ่ก็มีอัตราส่วนไอโซโทปตรงกับชั้นหินโดยรอบ บางซี่ก็มีอัตราส่วน O-18 ต่อ O-16 ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าพื้นที่ราบสูงที่อยู่ถัดไปทางทิศตะวันตกของแอ่ง Morrison มีไอโซโทป O-18 น้อยกว่าพื้นที่ราบลุ่มแอ่งกระทะ เนื่องจาก O-18 มีน้ำหนักมากกว่า โมเลกุลของน้ำที่มี O-18 เลยตกลงมาเป็นฝนมากกว่าในตอนที่เมฆค่อยๆ ลอยขึ้นตามความลาดเอียงของภูมิประเทศ

นักวิจัยจึงสรุปว่า ในเวลาที่ราบแอ่งกระทะเกิดความแห้งแล้ง Camarasaurus จะเดินทางอพยพเป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตรไปหาอาหารและแหล่งน้ำกินทางทิศตะวันตก พอความแห้งแล้งผ่านพ้นไป Camarasaurus ก็อพยพกลับบ้าน ฟันที่พบว่ามี O-18 ต่ำกว่าชั้นหินรอบๆ ก็น่าจะเป็นฟันของไดโนเสาร์ตัวที่ตายหลังจากที่กลับมาจากการอพยพไม่นาน เพราะแร่ธาตุในเคลือบฟันไดโนเสาร์จะแปรผันตามอาหารและน้ำที่มันกินเข้าไป

นอกจากนี้เมื่อนักวิจัยเจาะดูแต่ละชั้นของเคลือบฟันของ Camarasaurus ตัวหนึ่ง ก็พบว่าชั้นเคลือบฟันที่เก่ากว่ามีไอโซโทป O-18 สูงกว่าชั้นเคลือบฟันที่เพิ่งสร้างใหม่ และเนื่องจากเคลือบฟันของไดโนเสาร์พวกนี้จะเจริญขึ้นมาครอบอันเก่าเรื่อยๆ ในระยะเวลาประมาณ 5-6 เดือน ทำให้นักวิจัยสันนิษฐานได้ว่าไดโนเสาร์พวกนี้คงจะอพยพกันเป็นประจำตามฤดูกาลทุกปี

นี่เป็นหลักฐานแรกๆ เลยที่สามารถยืนยันได้ว่าไดโนเสาร์มีการอพยพตามฤดูกาล แถมยังเป็นการอพยพตามแนวตะวันออก-ตะวันตกด้วย ไม่ใช่แค่อพยพขึ้นเหนือ-ล่องใต้

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าไดโนเสาร์กินพืชอย่าง Camarasaurus คงอพยพพร้อมกันเป็นฝูงใหญ่คล้ายกับฝูง wildebeest มิฉะนั้นมันคงถูกผู้ล่าจับกินเรียงตัวจนหมด อย่างไรก็ตาม Henry Fricke คิดว่าควรจะวิเคราะห์ฟอสซิลฟันของไดโนเสาร์กินเนื้อในยุคเดียวกัน เช่น Allosaurus ด้วยเพื่อความมั่นใจ

ที่มา - Nature News, New Scientist

ตำแหน่ง "นกตัวแรก" อาจต้องเปลี่ยนมือ?

นับตั้งแต่การค้นพบฟอสซิลชิ้นประวัติศาสตร์ในปี 1861 ชื่อของ Archaeopteryx ก็ได้รับการกล่าวถึงในตำแหน่งของ "บรรพบุรุษนกตัวแรก" มาตลอด (ขนาดชื่อวิทยาศาสตร์ของมันเองก็ยังแปลว่า "ปีกอันเก่าแก่" เลย) เพราะมันมีลักษณะที่กึ่งๆ กลางๆ ระหว่างนกกับสัตว์เลื้อยคลาน เช่น มีขนแบบนก, ขาหน้ามีสามนิ้ว, กระดูกอกแบบของนก แต่กลับมีฟันและมีกงเล็บที่ขาหน้าแบบพวกสัตว์เลื้อยคลาน เป็นต้น แต่หลังๆ มานี้ พอนักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิลของไดโนเสาร์อีกหลายตัวที่มีลักษณะดังกล่าวและมีอายุมากกว่า Archaeopteryx (อายุ Archaeopteryx อยู่ที่ประมาณ 150 ล้านปี) หลายคนก็เริ่มกระอักกระอ่วนใจที่จะเรียก Archaeopteryx ว่าเป็นนกตัวแรก

ทีมวิจัยที่นำโดย Xing Xu แห่ง Institute of Vertebrate Palaeontology and Palaeoanthropology ในปักกิ่ง คิดว่าพวกเขาเจอหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า Archaeopteryx ไม่ใช่นกตัวแรกแน่ๆ เพราะ Archaeopteryx ไม่ใช่นก แต่เป็นไดโนเสาร์

สถิติไดโนเสาร์ที่ตัวเล็กที่สุดอาจได้เจ้าของใหม่

เท่าที่เจอหลักฐานฟอสซิลในปัจจุบัน ไดโนเสาร์ที่ตัวเล็กที่สุด คือ Anchiornis ซึ่งมีความยาวลำตัวประมาณ 34 เซนติเมตร แต่ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมวิจัยที่นำโดย Darren Naish แห่ง University of Portsmouth ได้ขุดพบฟอสซิลกระดูกคอไดโนเสาร์ชิ้นหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ แม้ว่าจะยังไม่มีการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าของกระดูกคอชิ้นนี้มีขนาดตัวเล็กกว่า Anchiornis เสียอีก

กระดูกคอดังกล่าวมีอายุประมาณ 100-145 ล้านปี เป็นกระดูกของไดโนเสาร์ตัวเต็มวัยพวก maniraptoran ซึ่งเป็นกลุ่มไดโนเสาร์ที่มีขนและรูปร่างแบบนก จากการประเมินด้วยแบบจำลองและอัตราความยาวลำคอกับลำตัว นักวิจัยคาดว่าไดโนเสาร์ตัวเจ้าของกระดูกคอจะต้องมีความยาวลำตัวอยู่ในช่วง 33-50 เซนติเมตร

ข้อมูลจากกระดูกคอเพียงชิ้นเดียวคงจะเชื่อถืออะไรไม่ได้มาก คงต้องรอต่อไปว่านักวิทยาศาสตร์จะเจอซากฟอสซิลส่วนอื่นๆ ของไดโนเสาร์ชนิดนี้เพิ่มเติมหรือไม่

ที่มา - Live Science

Syndicate content