เคยพาทุกท่านไปชมภาพ micrography สวยๆ กันมาแล้ว วันนี้จะชวนทุกท่านทำตัวให้เล็กลงไปอีกกับการลงไปทัวร์โลกแห่ง microscope กัน
การถ่ายภาพแบบ micrography จะต่างกับการถ่ายภาพด้วย microscope ตรงวิธีของแสงที่เข้าไปสู่ยังหน่วยบันทึกภาพ
ถ้าเป็น micrography แสงจะตกลงไปยังวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่เลนส์และหน่วยบันทึกภาพต่อไป
ถ้าเป็น microscope เราจะอาศัยหลัก trans-illumination คือแสงจะผ่านทะลุผ่านวัตถุเข้าสู่เลนส์ จนถึงหน่วยบันทึกภาพ
ก็ที่อาจารย์สั่งให้พวกเราดูเกสรดอกไม้ เซลล์คุม ท่อลำเลียงอาหาร เซลล์สืบพันธุ์ของผู้ชาย แล้วเราจะต้องปรับกระจกใต้กล้องจุลทรรศน์ให้แสงตรงกับสไลด์แล้วจึงจะส่องนั่นได้แหละ
เอาล่ะวันนี้สิ่งที่เราจะมาส่องกันก็คือ ดวงตาของโลกดิจิตอล หรือ sensor ในกล้องดิจิตอลที่เราใช้กันทุกวัน
sensor ตัวที่เราจะส่องนี้แกะมาจากกล้อง Nikon รุ่น D2H เป็นประเภท CMOS

การถ่าย sensor ตัวนี้ด้วย microscope จะยากมากเพราะตัว sensor เองมันไม่โปร่งใสเหมือนกับตัวอย่างชีวภาพ จะต้องมีเทคนิคเข้ามาช่วยเรียกว่า epi-illumination
หลักการก็คล้ายๆกับการถ่ายภาพทั่วๆไปนั่นเอง

โฉมหน้าเลนส์กำลังขยาย 40 เท่า ที่ใช้

นี่ล่ะครับ หน้าตาของ effective pixel array ถ้ามองจากในภาพก็ที่ลักษณะคล้ายถาดสี่เหลี่ยมเล็กๆแล้วมีไข่ดาววางอยู่ตรงกลางนั่นแหละ เดี๋ยวนี้ปาเข้าไป 36 ล้านพิกเซลกันแล้ว ต้องขอบคุณเทคโนโลยี fabrication ที่พัฒนาขึ้นซะจริงๆ
ส่วนมองดูคล้ายไข่ดาวคือเลนส์ขนาดจิ๋ว (micro lenses) ครับ ทำหน้าที่รวมแสงอีกทีนึงก่อนส่งต่อให้หน่วยความไวแสง (photo diode) ที่อยู่ลึกลงไปอีกทีนึง
กล้องที่ใช้ถ่ายภาพเป็นขาวดำ จึงมองไม่เห็น microsite สีต่างๆ แต่ก็สามารถบอกได้คร่าวๆ อันที่สว่างๆหน่อยคืออันที่เป็นสีเขียว ส่วนอันที่มืดกว่าจะเป็นสีแดงหรือสีน้ำเงิน

จากภาพถ่ายถ้าพิจารณาดีๆจะพบว่าช่องว่างระหว่างเลนส์จิ๋วนี้ค่อนข้างใหญ่ ดังนั้น optical fill factor ที่คำนวณได้จึงต่ำกว่า 60% ครับ
จึงคาดเดาได้ว่า sensor ตัวนี้น่าจะมีความละเอียดไม่สูงนัก ซึ่งก็คือ 4.1 megapixel นั่นเอง
(ความละเอียดกับความคมต่างกันนะครับ ถึงแม้ว่าความละเอียดจะต่ำแต่ D2H ตัวนี้ถือว่าเป็นกล้องเรือธงสมัยนั้นเลย ภาพที่ได้จึงคมมาก)
พอแสงหรือโฟตอนตกกระทบเลนส์จิ๋วแล้วก็จะส่งต่อไปยังหน่วยความไวแสง (โฟตอน - แสงที่เป็นกลุ่มก้อนพลังงาน)
เจ้าหน่วยนี้ก็จะทำการนับโฟตอนที่เข้ามา (photon count) แล้วส่งสัญญาณไปสู่หน่วยประมวลผล จุดไหนของภาพที่สว่างก็จะมีโฟตอนเยอะ จุดไหนของภาพที่มืดก็จะมีโฟตอนน้อยหน่อย
แต่บางครั้งมันก็ส่งสัญญาณหลอกๆ ถ้าไม่มีการแก้ไขจะทำให้ภาพที่ได้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ซึ่งเราก็เรียกติดปากกันไปแล้วนั่นก็คือเจ้า noise นั่นเอง
ถ้าสัญญาณหลอกเยอะภาพก็เละ ถ้าสัญญาณหลอกน้อยภาพก็ออกมาเนียน
นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเค้าก็มีการรายงานค่าพวกนี้ออกมาในรูปการเปรียบเทียบเรียกว่า S/N หรือ signal to noise ratio (สัดส่วนปริมาณค่าสัญญาณจริงต่อสัญญาณหลอก)
วิธีการเพิ่มค่า S/N ก็คืออาศัยการตรวจจับสัญญาณหลอกที่เกิดขึ้น

ผู้อ่านทุกท่านคงสังเกตเห็นกันนะครับว่าครึ่งซีกล่างนี่ดำมืดเลยทีเดียว เพราะว่ามีโลหะไปกั้นไม่ให้แสงตกกระทบหน่วยความไวแสงได้ เราเรียกพิกเซลเหล่านี้ว่า optical black pixels
เพราะฉะนั้นถ้ามีสัญญาณออกมาจากพิกเซลเหล่านี้ ก็จะเป็นสัญญาณหลอกๆ นั่นเอง ศัพท์เทคนิคเรียกว่า dark current (กระแสมืด) เพราะเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในที่มืดนั่นเอง
ชิพประมวลผลก็จะนำค่าเฉลี่ยของ dark current เหล่านี้ไปหักออกจากค่าที่ได้จากพิกเซลทั้งสามสี ภาพที่ได้จึงที noise น้อยลง
เล่ามาได้พอสมควรทีเดียว ผู้อ่านคงเข้าใจหลักการเบื้องต้นของ sensor ที่ใช้ในกล้องดิจิตอลกันไปพอสมควร
ถ้าอยากรู้เพิ่มขึ้น อดใจรอตอนต่อไปนะครับ
ที่มา - landingfield's weblog
Comments
>การถ่ายภาพ microscopy จะต่างกับการถ่ายภาพ microscope
เดาว่าน่าจะพิมพ์ผิด คงไม่ใช่ microscopy แต่เป็น micrography รึเปล่าครับ?
กล้องถ่ายภาพแบบนี้ที่ถ่ายภาพสีก็มีใช่ไหมครับ?
แก้เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณครับ
กล้องถ่ายภาพสีมีครับ และก็มีแบบถ่าย 3D ได้ก็มีครับ
ขอบคุณสำหรับบทความครับ อ่านเพลินเลย