ตามหัวข้อเลยครับ มันคืออะไร เกิดขึ้นจากอะไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง มีของชนิดใดที่ความร้อนขึ้นสูงแค่ไหนก็ไม่มีทางเกิดเปลวไฟหรือเปล่า
ไหน ๆ ก็เริ่มเรื่องไฟแล้ว ต่อด้วยเรื่องไหม้ด้วยนะครับ ไหม้ในที่นี้ของผมคือไม่ใช่ติดไฟได้นะ เอาเป็นกลายเป็นเถ้าสีดำ ๆ แล้วกันครับ
- อะไรคือเงื่อนไขว่ามันไหม้ได้
- อะไรคือเงื่อนไขว่ามันละลายได้
- บางครั้งจุดไฟใส่พลาสติก มันติดไฟแล้วเริ่มละลายแต่ไม่มีร่องรอยการไหม้ หดตัวบ้าง ถ้ารีบดับจะไม่มีการไหม้เกิดขึ้น เพราะอะไร?
Forums:
ก่อนเข้าเรื่องนะครับ ผมขอตามกระแสหนัง Les Miserables หน่อย เรื่องไฟๆ อะไรนี่(ว่ากันว่า)มีส่วนที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของฝรั่งเศสต้องขึ้นกิโยตินด้วย
ก่อนการปฏิวัติใหญ่ ค.ศ. 1789 ไม่กี่ปี นักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรงที่ผงาดขึ้นมาจากชนชั้นกลางชื่อ Jean-Paul Marat ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องความร้อนและการเผาไหม้ของวัตถุ และได้พยายามส่งผลงานของเขาเข้าไปที่ Académie des Sciences หลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้งจน Marat เจ็บใจฝังแค้นมานับแต่นั้น และ(ว่ากันว่า)คนที่เขาแค้นที่สุดก็คือ Antoine Lavoisier นักวิทยาศาสตร์ที่(ว่ากันว่า)มองข้ามไม่สนใจงานของ Marat เลยทั้งที่ Marat อุตส่าห์พยายามติดต่อส่งงานไปให้ดู (ความจริงส่วนหนึ่งเป็นเพราะทฤษฎีของ Marat นั้นผิด, Lavoisier มองว่าการทดลองของ Jean-Paul Marat ผิดพลาด ไม่มีการควบคุมและการวัดที่ละเอียดพอ)
หลังจากการปฏิวัติใหญ่ ช่วงที่ฝรั่งเศสกำลังจะถลำเข้าสู่ยุค Reign of Terror ในตอนนี้ Jean-Paul Marat กลายเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพล เขาก็เขียนป้ายสีโจมตีว่า Lavoisier (ซึ่งเป็นชนชั้นสูง เคยมีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมเก็บภาษีอะไรด้วยสักอย่างนี่แหละ) คิดทำการทรยศ ล้มล้างสาธารณรัฐ สุดท้าย Antoine Lavoisier ก็ถูกตัดสินว่ามีความผิด มีโทษประหารบั่นคอด้วยกิโยตินในปี 1794
Joseph Louis Lagrange นักคณิตศาสตร์ชื่อดังร่วมยุคแสดงความเสียใจและเสียดายต่อการตายของ Lavoisier ไว้ว่า
> "Cela leur a pris seulement un instant pour lui couper la tête, mais la France pourrait ne pas en produire une autre pareille en un siècle."
"หัวของ[ลาวัวซิเอร์]หนะใช้เวลาแค่พริบตาก็ตัดได้แล้ว แต่มันสมองระดับนี้อาจจะไม่เกิดโผล่ขึ้นมาในฝรั่งเศสอีกเลยตลอดชั่วศตวรรษ"
แต่ Jean-Paul Marat นี่ตายก่อนเหยื่อปากกาของเขาอีกนะ เขาโดนแทงตายในปี 1793 ด้วยฝีมือของ Charlotte Corday หญิงสาวบ้านนอกใจซื่อที่มองว่าหนังสือพิมพ์ของ Marat เป็นสื่อที่ปลุกปั่นให้ฝรั่งเศสกลายเป็นดินแดนแห่งความกลัว ผู้คนบริสุทธิ์ถูกกิโยตินตัดหัวคนแล้วคนเล่า
ป.ล. เรื่องอาจจะไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในหนัง Les Miserables เท่าไรนะ เพราะเหตุการณ์ปฏิวัติในหนังเป็นสมัยการลุกฮือของนักศึกษาใน ค.ศ. 1832 ห่างไกลจากปฏิวัติใหญ่ 1789 ตั้งหลายสิบปี
โอเค เรื่องปฏิวัติฝรั่งเศสผ่านไป ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครต้องขึ้นกิโยติน เข้าเรื่องวิทยาศาสตร์กันดีกว่าเพื่อความปลอดภัย
ไฟ ในที่นี้คงหมายถึง เปลวไฟที่เห็นเป็นสีเหลืองๆ ส้มๆ สั่นระริกๆ เวลาเราจุดเทียน จุดไม้ขีด หรือจุดกระดาษ ฯลฯ สินะ เปลวไฟ คือ ก๊าซในอากาศที่ร้อนจัดด้วยพลังงานความร้อนจนแตกตัวเป็นไอออนและแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วง visible light ออกมา ซึ่งสภาวะของไอออนของก๊าซแบบนี้ ก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่า "พลาสมา" นั่นเอง
และที่เปลวไฟมีรูปร่างแบบเปลวไฟ ก็เกิดจากการที่อากาศร้อนไหลเวียนขึ้นข้างบนและถูกดึงกลับลงมาด้วยแรงโน้มถ่วง ไหลวนๆ เหมือน convection ของน้ำร้อนในถ้วยนั่นแหละ
คำถามต่อไป ทำไมของบางอย่างถึงติดไฟ ทำไมบางอย่างก็ไม่ติด
อันนี้ผมเดาเอานะ ไม่รู้ว่าจะผิดหรือถูก แต่ผมคิดว่ามันน่าจะประมาณนี้แหละ ถ้าใครเห็นว่าผมผิดพลาดตรงไหนก็ช่วยแก้ไขเพิ่มเติมได้นะครับ
โดยทั่วไป การไหม้ไฟ เป็นปฏิกิริยาเคมีที่เราเรียกอีกชื่อ (ให้ดูวิชาการหน่อยๆ) ว่า "การสันดาป" ซึ่งมันก็คือการทำปฏิริยาอย่างรุนแรงและต่อเนื่องกับก๊าซออกซิเจนแล้วปล่อยพลังงานออกมาในรูปความร้อนนั่นเอง (ความร้อนก็จะไปทำให้อากาศแตกตัวเป็นพลาสมาและเกิดเป็นเปลวไฟอย่างที่อธิบายไปข้างต้น)
แล้วก็จะเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนเท่านั้นที่จะเกิดเปลวไฟ ขอให้มีปฏิกิริยาที่คายพลังงานในรูปความร้อนต่อเนื่องมากพอจนทำให้ก๊าซในอากาศแตกตัวเกิดเป็นพลาสมา เท่านี้ก็จะเกิดเปลวไฟแล้ว แต่ที่ผมอธิบายว่า "โดยทั่วไปมันคือปฏิกิริยากับออกซิเจน" เพราะอากาศรอบตัวเรามีออกซิเจนนี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญที่เข้าทำปฏิกิริยากับสารอื่นและให้พลังงานออกมา (ก๊าซตัวอื่นที่เป็นองค์ประกอบหลักของอากาศว่องไวสู้ออกซิเจนไม่ได้)
ของที่ติดไฟ ผมยกตัวอย่างเป็นพวก ไม้ หรือ กระดาษ แล้วกัน เพราะเป็นของที่คุ้นเคยกันดี พวกนี้ส่วนประกอบหลักก็คือ สารอินทรีย์ที่มีคาร์บอนกับไฮโดรเจน พอทำปฏิกิริยากับออกซิเจน จะเป็นปฏิกิริยาคายพลังงานที่รวดเร็วและให้ความร้อนสูง และก็ให้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ (รวมถึงเขม่าและคาร์บอนมอนอกไซด์ กรณีที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์) ซึ่งก็อยู่ในรูปของก๊าซที่จะลอยไป เปิดให้"เนื้อ"ไม้ที่เหลือเจอกับออกซิเจนและพลังงานความร้อนไปเรื่อยๆ ปฏิกิริยาการเผาไหม้จึงได้เกิดต่อเนื่อง ตราบเท่าที่มีเชื้อเพลิง, ออกซิเจน, และความร้อนที่มากพอ ไฟก็จะไม่ดับ (ความร้อนที่ต้องใช้ในการจุดไฟ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อเพลิงของเราว่องไวในการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนมากแค่ไหน)
คราวนี้มาถึงพวกที่ไม่ไหม้ไฟ หรือ ไหม้นิดเดียวแล้วก็ดับ พวกที่ไม่ไหม้ไฟเลยก็คือพวกที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนแบบช้าๆ และจุดเดือดสูงมากๆ ความร้อนที่ออกมาจึงไม่มากพอที่ถึงระดับทำให้เกิดก๊าซที่จะมาเป็นเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงให้จุดติดไฟ เช่น เหล็ก พอทำปฏิกิริยากับออกซิเจนก็เกิดเป็นเหล็กออกไซด์หรือสนิม ไม่ได้ลุกขึ้นมาเป็นเปลวไฟ
ส่วนพวกไหม้นิดเดียวแล้วดับ เช่น พลาสติก อันนี้ผมเดาว่า ขณะที่เกิดปฏิกิริยาในตอนแรก(ที่เราให้พลังงานตั้งต้นด้วยการจุดไม้ขีดไฟหรือไฟแช็ก) โมเลกุลเนื้อพลาสติกส่วนหนึ่งจะได้รับความร้อนมากพอที่จะหลอมเป็นของเหลวและระเหยเป็นก๊าซ เข้าสันดาปกับออกซิเจน เกิดเป็นเปลวไฟ แต่บางส่วนได้ความร้อนไปได้แค่ใช้ในการหลอมเหลวเป็นของเหลวแล้วก็ไหลออกจากเปลวไฟทำให้มันไม่ได้รับความร้อนต่อเนื่องที่จะระเหยเป็นก๊าซ ไฟจึงขาดเชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซมาเลี้ยงต่อเนื่อง มันก็ดับ พวกนี้คงน่าจะเป็นของที่มีจุดหลอมเหลวต่ำแต่มีจุดเดือดสูงพอสมควร มันจึงหลอมเหลวง่ายแต่ระเหยเป็นก๊าซได้ยาก ถ้าจะจุดให้ติดไฟลุกไหม้ได้ตลอดรอดฝั่งก็ต้องใช้พลังงานความร้อนเพิ่มเข้าไปเยอะๆ และต่อเนื่อง
คราวนี้ต้องมีคนสงสัยถามแน่เลยว่าแล้วทำไมเทียนถึงได้ติดไฟหละ? เทียนโดนไฟก็ละลายเหมือนกันนี่หน่า? คำตอบของคำถามนี้อยู่ในนิตยสาร Science Illustrated ฉบับอีกประมาณสองเดือนถัดไปนะครับ (โฆษณาขายของๆ)
เวลาเราจุดเทียน เราจุดตรงไส้เทียน ซึ่งเป็นเส้นใยที่ติดไฟได้ ความร้อนจากไฟในตอนแรกจะไปหลอมละลายเนื้อเทียนข้างล่างให้กลายเป็นของเหลว จากนั้นไส้เทียนก็จะดึงเนื้อเทียนเหลว (ที่เราเรียกว่า "น้ำตาเทียน" นั่นแหละ) ขึ้นมาด้วยปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Wick effect น้ำตาเทียนที่โดนความร้อนจังๆ ก็จะระเหยเป็นไอ ไอเทียนนี่แหละที่จะทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงเลี้ยงไฟให้เกิดการเผาไหม้ ความร้อนที่ได้ก็จะไปหลอมเนื้อเทียนข้างล่าง และน้ำตาเทียนก็จะถูกดึงขึ้นมาอีกอย่างต่อเนื่องจนกว่าเทียนจะหมด ลองสังเกตดูว่าไส้เทียนตรงใจกลางเปลวไฟจะไม่ไหม้ นั่นก็เพราะไอเทียนรับพลังงานไปใช้ไหม้ตัวเอง ส่วนไส้เทียนส่วนบนๆ ที่น้ำตาเทียนซับขึ้นไปไม่ถึงก็จะไหม้เป็นเส้นขึ้เถ้าดำๆ ในที่สุดก็จะไหม้จนเป็นเขม่าหรือควันเทียนนั่นเอง
และถ้ามีคำถามต่ออีกว่า เราจะทำให้เกิดไฟก็ไม่ต้องให้พลังงานเริ่มต้น เช่น จุดด้วยไม้ขีดหรือไฟแช็ก ฯลฯ ได้มั้ย? คำตอบคือ ได้ครับ เราเรียกปฏิกิริยาเคมีที่สารสองชนิดเจอกันแล้วคายพลังงานมากพอจนเกิดการลุกไหม้ต่อเนื่องได้เองว่า hypergolic reaction
ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ
ผมคิดคร่าว ๆ ได้ว่าเปลวไฟคือพลังงานจากการแตกตัวเป็นไอออนของออกซิเจนกับก๊าซเชื้อเพลิงได้ไหมครับ? เพราะกรณีที่ความร้อนพุ่งสูงปรี๊ดแล้วไม่มีเปลวไฟก็มีให้เห็นอยู่ (โดยเฉพาะพวกเตาไฟฟ้า)
แล้วอีกอย่างคือทำไมเวลาเราจุดถ่าน (ถ่านดำ ผมว่าเห็นภาพง่ายกว่าฟืน) เวลามันแดง ๆ มันก็ร้อนดี แต่พออัดออกซิเจนเข้าไปมาก ๆ โดยการพัดหรือเป่าลมมันถึงมีเปลวไฟติดขึ้นมา ขณะที่ปล่อยไว้เฉย ๆ แล้วมันไม่ติดไฟล่ะครับ?
หรือเหตุผลเดียวกับเทียน ที่ความร้อนต่ำ เชื้อเพลิงในเนื้อเทียนยังไม่ออกมาเป็นก๊าซ แล้วมันก็เลยไม่เกิดเปลวไฟ แล้วเปลวไฟจำเป็นต้องเกิดกับก๊าซเท่านั้นหรือเปล่าครับ?
ไฟ คือ การแผ่รังสีของอากาศที่ร้อนจัดๆ เหมือนการแผ่รังสีของวัตถุทั่วไปแหละครับ เหล็กที่ร้อนจัดจนเป็นสีแดงก็คือการแผ่รังสีเหมือนกัน แต่อากาศเป็นของไหล พออยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงที่ผิวโลก มันจึงมี convection ขึ้นลงตลอดเวลา เราจึงเห็นเป็นรูปเปลวไฟ อันนี้คงตอบคำถามไปในตัวด้วยว่าเปลวไฟต้องเกิดกับก๊าซเท่านั้นหรือเปล่า? ใช่ครับ เพราะเปลวไฟก็คือสถานะพลาสมาของก๊าซในอากาศ
ไฟไม่ใช่ออกซิเจนหรือเชื้อเพลิงครับ เพราะมันเข้าทำปฏิกิริยากันกลายเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นไปแล้ว และได้ออกมาเป็นพลังงานความร้อน
ผมไม่รู้หลักการทำงานของเตาไฟฟ้านะ (ของหรูเกินไป ที่บ้านผมไม่มี) แต่ผมเดาว่ามันอาศัยกระแสไฟฟ้าหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอะไรสักอย่างเหนี่ยวนำให้เกิดของเหลวในอาหารสั่นตัวและเกิดความร้อน ซึ่งมันอาจจะไม่ร้อนพอให้เกิดการแผ่รังสีในช่วง visible light ก็ได้ ถ้าคุณมองเห็นรังสีอินฟราเรดได้ คุณอาจจะเห็น "เปลวไฟ" ของเตาไฟฟ้าก็ได้ (และอาจจะเห็นเปลวไฟรอบตัวคุณด้วย เพราะตัวเราก็ร้อนแผ่รังสีอินฟราเรดตลอดเวลา)
เรื่องถ่าน ก็อธิบายได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน พอเราอัดก๊าซออกซิเจนเข้าไป ปฏิกิริยาระหว่างคาร์บอน(ถ่าน)กับก๊าซออกซิเจน ก็เกิดเร็วขึ้นมากพอที่จะปล่อยความร้อนจนทำให้อากาศรอบๆ มันแตกเป็นพลาสมามากพอและเกิดเป็นเปลวไฟขึ้นมา
เหตุที่ของทั่วไปอยู่เฉยๆ ไม่ติดไฟก็เพราะพลังงานเริ่มต้นมันไม่พอจะเกิดปฏิกิริยา ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดได้ มันจะต้องมีพลังงานเริ่มต้นมากถึงค่าหนึ่งก่อน (ขึ้นอยู่กับตัวตั้งต้นที่ทำปฏิกิริยากัน) พอปฏิกิริยามันเริ่มแล้ว ความร้อนจากปฏิกิริยาก็จะไปเป็นพลังงานที่ผลักให้โมเลกุลอื่นๆ ทำปฏิกิริยาต่อไป เหมือนเราเข็นรถนั่นแหละ ตอนอยู่นิ่งๆ เราต้องออกแรงผลักมากหน่อย พอรถเคลื่อนแล้ว แรงที่ใช้ผลักก็น้อยลง
ลองดูกราฟพลังงานได้จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Activation_energy ครับ (ดูแค่ตรงที่ระดับพลังงานมันกระโดดขึ้นตอนเริ่มเท่านั้นนะครับ อย่าไปสนใจระดับพลังงานของสารตั้งต้นกับผลิตภัณฑ์ รูปกราฟเป็นปฏิกิริยาดูดพลังงาน ระดับพลังงานของสารตั้งต้นจึงอยู่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ แต่ปฏิกิริยาที่เผาไหม้ที่ให้เปลวไฟเป็นปฏิกิริยาคายพลังงาน)
ถ่านกับก๊าซออกซิเจนในอุณหภูมิปกติไม่มีพลังงานมากพอ ออกซิเจนมันชอบแย่งอิเล็กตรอนจากตัวอื่นก็จริง แต่มันยังไม่แรงพอที่จะทำสำเร็จกับถ่านในอุณหภูมิปกติ ถ้าเป็นตัวแรงอย่างฟลูออรีน F2 รับรองว่าติดไฟได้ทันที
เข้าใจเพิ่มขึ้นเยอะแล้วครับแต่ขออีกนิดนึง เปลวไฟจำเป็นต้องเกิดกับการเผาไหม้หรือเปล่า ถ้าเปลวไฟคือการแผ่รังสีของอากาศที่ร้อนจัด ๆ แล้วถ้าเราสร้างลูกแก้วมาลูกนึงให้ข้างในกลวง อัดพลังงานเข้าไปให้อากาศร้อนจัด ๆ แล้วมันจะเกิดเปลวไฟขึ้นภายในได้หรือไม่ครับ? หรือมันจะกลายเป็นพลาสมาแบบอื่นแทน
จะว่าไปพวกลูกแก้วพลาสมา เส้นสีน้ำเงินมันก็เหมือนเปลวไฟสีน้ำเงินอยู่นะครับ ผมพึ่งเคยสังเกต (O_o)
ถ้าเป็นฟลูออรีนจะติดไฟได้จริงๆเหรอครับ