ประโยชน์ใหม่ของทากดูดเลือด...ในงานอนุรักษ์สัตว์ป่า!

By: terminus
Writer
on Tue, 24/04/2012 - 20:15

คนเดินป่าคงรู้จักคุ้นเคยกับทากดูดเลือดเป็นอย่างดี แต่หลังจากที่เห็นเพื่อนร่วมคณะเดินป่าโดนทากกัด Mads Bertelsen แห่ง Copenhagen Zoo ก็เกิดไอเดียใหม่ในการใช้ประโยชน์จากเจ้าทากดูดเลือดตัวน้อย เขาได้ร่วมมือกับ Thomas Gilbert แห่ง Centre for GeoGenetics ของ University of Copenhagen ทำการทดลองเพื่อดูว่าเราสามารถที่จะตรวจสอบหา DNA ของสัตว์เจ้าของเลือดที่โดนทากดูดเลือดกินได้หรือไม่

พวกเขาทดลองโดยใช้ปลิง Hirudo sp. ที่ใช้ในวงการแพทย์ ปลิงจะถูกล่อให้กินเลือดแพะที่บรรจุอยู่ในถุงยางอุ่นๆ หลังจากนั้นปลิงก็จะถูกฆ่าและสกัดเอาเลือดมาวิเคราะห์ DNA เป็นช่วงๆ

ผลปรากฏว่า พวกเขาสามารถตรวจสอบพบร่องรอย DNA ของแพะ แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสี่เดือน!

ด้วยความสำเร็จในการทดลองขั้นแรก Mads Bertelsen กับ Thomas Gilbert จึงส่งอีเมลไปหา Nicholas Wilkinson แห่ง University of Cambridge ที่ทำงานอยู่ในป่าเขตร้อนแถวเทือกเขาอันนัมของประเทศเวียดนาม ขอร้องให้เขาช่วยเก็บตัวอย่างทากดูดเลือด (Haemadipsa spp.) และส่งมาวิเคราะห์ที่แล็บของ Centre for GeoGenetics

Nicholas Wilkinson ก็จัดการให้ตามคำขอเพราะมันไม่ได้ยากเย็นอะไร ทากดูดเลือดเป็นสิ่งที่แทบจะไม่ต้องใช้แรงหาด้วยซ้ำ มันจ้องจะกระโดดหาคนเดินป่าอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

เมื่อได้ตัวอย่างมา ทีมของ Thomas Gilbert ก็ทำการวิเคราะห์ทันที ผลปรากฏว่าทาก 21 ตัวจากทั้งหมด 25 ตัวที่ส่งมา มีร่องรอยของ DNA ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่ และในบรรดา DNA ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เจอ ก็มีของสัตว์หายากอย่างเก้งอันนัม (Muntiacus truongsonensis) และกระต่ายลายอันนัม (Nesolagus timinsi) ด้วย สัตว์สองชนิดนี้ถูกจัดในหมวด "ข้อมูลไม่เพียงพอ" ของ IUCN เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกมันเลย โดยเฉพาะกระต่ายลายอันนัมซึ่งมีบันทึกการพบครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว

การใช้ทากดูดเลือดเป็นเครื่องมือในการหาสัตว์ป่าหายากนั้น แม้จะไม่สามารถระบุจำนวนประชากรของสัตว์ในพื้นที่ได้ แต่ก็มีประโยชน์อย่างมากในแง่ของการยืนยันอาณาเขตพื้นที่หากินของสัตว์ เนื่องจากการทดลองชี้แนะให้เห็นว่า DNA ที่พบในตัวทากมักจะมาจากอาหารมื้อสุดท้ายที่มันกิน เราจึงสามารถใช้ตำแหน่งที่เจอทากบ่งชี้ที่อยู่ของสัตว์ป่าได้

นอกจากนี้การใช้ทากยังมีราคาถูกและคุ้มค่ากว่าวิธีอื่นๆ ด้วย ค่าใช้จ่ายในการตรวจตกเพียงประมาณ 5-10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหนึ่งตัวอย่างเท่านั้น ถ้าเทียบกับเงินกว่า 400,000 เหรียญที่ทีมของ Nicholas Wilkinson ลงทุนไปในการหาตัว saola (Pseudoryx nghetinhensis) ก็ต้องถือว่าเล็กน้อยมากๆ และที่ลงทุนไปนี่คือยังไม่พบ saola สักตัวเลยด้วยนะ ทั้งหมดที่จ่ายไปกับค่ากับดักกล้อง (camera trap), ค่าฝึกสุนัข, ค่าจ้าง ฯลฯ แทบไม่ได้อะไรกลับมาเลย

ถึงในคราวนี้จะยังไม่พบ DNA ของ saola ในเลือดของทากที่เก็บได้ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นอีกความหวังหนึ่งของนักอนุรักษ์ ถ้าเจอ เราก็จะได้รู้ว่าสัตว์ที่หายากที่สุดในโลกชนิดนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ว่าตายไปหมดแล้ว (ชาวบ้านในประเทศลาวเคยจับเป็น saola ได้ตัวหนึ่งเมื่อปี 2010 แต่ว่าหลังจากถูกจับไม่นาน มันก็ตาย --- นับเป็นสัตว์ที่ลึกลับมาก หายากแล้วยังจะตายง่ายอีก)

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Current Biology DOI: 10.1016/j.cub.2012.02.058

ที่มา - Science Daily, Nature News, New Scientist

6 Comments

terminus's picture

ผมพิมพ์ dollar sign ติดกันสองตัว มันเลยขึ้นเป็นอย่างนั้นครับ

hisoft's picture
  • มันจ้องจะกระโดดใส่หาคนเดินป่า

โดดใส่หา แปลก ๆ นะครับ

จริง ๆ น่าจะลองด้วยว่าให้ parent ดูดเลือดแพะ ได้ลูกมาให้ดูดเลือดอย่างอื่นตลอดแล้วเช็คว่ามี DNA จากแพะหลงมาบ้างหรือเปล่า (ผมว่าเป็นไปได้ยากแต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้นะ) ไม่งั้นที่เจอมาอาจจะเป็นของรุ่นปู่ของปู่ของปู่ทากเลยก็ได้

The Phantom Thief