ทีมวิจัยที่นำโดย Daniel Haun แห่ง Max Plank Institute for Evolutionary Anthropology ในเยอรมนี มีความสนใจว่า อิทธิพลของเพื่อนรอบข้างมีผลต่อการตัดสินใจของมนุษย์, ชิมแปนซี, และอุรังอุตังอย่างไร ทั้งสามชนิดเป็นลิงเอพ (ape) เหมือนกัน แต่มนุษย์และชิมแปนซีจับกลุ่มอยู่กันเป็นสังคม ขณะที่อุรังอุตังมักแยกชีวิตออกไปอยู่ตัวเองเดี่ยวๆ มากกว่า
การทดลองแบ่งออกเป็นสองส่วน ในการทดลองแรกนักวิจัยให้กลุ่มทดลองซึ่งประกอบด้วยเด็กอายุสองขวบ 16 คน ลิงชิมแปนซี 15 ตัว และอุรังอุตัง 12 ตัว มาเล่นเกมหยอดลูกบอลลงช่องสี เมื่อลูกบอลตกลงไปในช่อง ก็จะมีของรางวัลออกมา แต่ก่อนที่จะเริ่มเกม นักวิจัยจะเอา "กลุ่มสาธิต" มาเล่นเกมเป็นตัวอย่างให้ดูก่อน ซึ่งกลุ่มสาธิตนี้ก็คือเด็ก, ชิมแปนซี, หรืออุรังอุตัง (ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเล่นเกมในรอบนั้นๆ)
ในกลุ่มสาธิตมีลิง (หรือเด็ก) กลุ่มละ 4 ตัว ทั้งหมดได้รับการฝึกสอนมาให้หย่อนลูกบอลลงในช่องสีใดสีหนึ่ง โดยมีสามตัวถูกสอนให้หยอดในสีเดียวกัน ส่วนอีกหนึ่งตัวที่เหลือถูกสอนให้หยอดในช่องที่มีสีแตกต่างออกไปจากสามตัวแรก
ผลการทดลองพบว่า เด็กมนุษย์และลิงชิมแปนซีเลือกหยอดลูกบอลลงในช่องสีเดียวกับสีที่ลิงส่วนใหญ่ในกลุ่มสาธิตเลือก ขณะที่อุรังอุตังนั้นหยอดแบบสุ่มๆ ไม่สนใจว่าเสียงส่วนใหญ่ของกลุ่มสาธิตเลือกสีอะไร
การทดลองที่สองนั้นคล้ายกับการทดลองแรก คือเป็นการเล่นเกมหยอดลูกบอลเหมือนกัน แต่คราวนี้มีกลุ่มสาธิตเพียงแค่ 2 ตัวเท่านั้น และต่างก็ถูกฝึกมาให้หยอดลงในช่องสีคนละสี ในช่วงที่สาธิตให้กลุ่มทดลองดู (เป็นกลุ่มทดลองคนละกลุ่มกับการทดลองส่วนแรก ประกอบด้วยเด็กอายุสองขวบ 14 คน ลิงชิมแปนซี 14 ตัว และอุรังอุตัง 14 ตัว) ลิงสาธิตตัวหนึ่งจะมีสิทธิ์ได้หยอดลูกบอลถึงสามครั้งและก็ได้อาหาร (หรือของเล่น) เป็นรางวัล 3 เท่า ลิงสาธิตอีกตัวหยอดได้ครั้งเดียวและก็ได้รางวัลอันเดียว
ผลการทดลองในส่วนที่สองออกมาว่า มีเพียงแต่เด็กมนุษย์เท่านั้นที่เลือกตามตัวสาธิตที่ได้สิทธิ์หยอดสามครั้ง ขณะที่ลิงชิมแปนซีและอุรังอุตังหยอดสุ่มมั่วๆ ไปทุกช่องสี
การทดลองนี้สรุปได้ว่า เสียงส่วนใหญ่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์และชิมแปนซีซึ่งเป็นลิงสังคม แต่ก็มีความแตกต่างกันระหว่างมนุษย์และชิมแปนซี เด็กมนุษย์เอาข้อมูลทั้งจำนวนครั้งและจำนวนคนที่สาธิตมาประกอบการตัดสินใจ ขณะที่ชิมแปนซีสนใจแค่จำนวนคนที่สาธิต ส่วนอุรังอุตังนั้นเลือกตามใจตัวเอง ไม่สนการตัดสินใจของเพื่อนมันเลย
งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Current Biolofy DOI: 10.1016/j.cub.2012.03.006
ที่มา - Science Daily, Live Science
หวังว่าคงจะไม่มีใครมาโยงงานวิจัยนี้ไปใช้ตัดพ้อน้อยใจระบอบประชาธิปไตยนะ ถ้ามีการพาดพิงป้ายสีพรรคการเมือง ผมไม่รับผิดชอบนะ ใครทำก็รับไปเอง
Comments
แอบมีดักคอท้ายข่าวด้วย 555+
ดราม่าจากการตามน้ำเกิดขึ้นเพราะแบบนี้นี่เอง
นี่ก็คงจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นเป็นสังคมใหญ่ขึ้น ๆ จนพัฒนามามีความเจริญก้าวหน้าในปัจจุบัน
การทดลองนี้ก็คงเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าคนเราพัฒนาตัวเองไปตามสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งแวดล้อมดีคนก็จะดีตาม
ถ้าคนรอบข้างเป็นอย่างไรเค้าก็เป็นอย่างนั้นแหล่ะ
เวลามีเรื่องอะไรที่กระทบต่อพฤติกรรมของคนในสังคม เรามักจะได้ยินคนอ้างว่า โตๆ กันแล้วเค้าคิดกันได้แล้วว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่การทดลองนี้ก็น่าจะยืนยันว่า คนเรามีตามกระแสกันเยอะ อะไรที่เป็นกระแสไม่ว่าดีหรือไม่ดี เค้าก็ตามๆ กันไปแหล่ะ
ถ้าข่าวนี้เขียน คน/ตัว สลับตำแหน่งบ้าง คงมีฮา 55