Stephen Hawking ฟันธง "พระเจ้าไม่ได้สร้างสรรพสิ่ง"

ผู้อ่าน Jusci น่าจะรู้จัก Stephen Hawking ศาสตราจารย์ชาวอังกฤษชื่อดัง เจ้าของหนังสือ "ประวัติย่อของกาลเวลา" (A Brief History of Time) กันหมดนะครับ

Hawking นั้นเป็นเหมือนนักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ คือไม่เชื่อในทฤษฎีพระเจ้าสร้างโลก (หรือจักรวาล) เขาเคยพูดไว้ว่า "พระเจ้าเข้ากันไม่ได้กับวิทยาศาสตร์" แต่ล่าสุด Hawking ออกหนังสือเล่มใหม่ชื่อ The Grand Design และในหนังสือเล่มนี้ เขาฟันธงตรงๆ ว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างจักรวาล การเกิดบิ๊กแบงนั้นเป็นผลมาจากกฎทางฟิสิกส์ล้วนๆ

Hawking ให้เหตุผลว่าการค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลอื่นๆ ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของโลกนั้นลดลงไป ซึ่งอาจมองได้ว่าโลกไม่ได้ "ถูกสร้าง" ขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์อาศัย ทุกอย่างเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และจักรวาลเกิดขึ้นมาจากกฎทางฟิสิกส์ เช่น แรงโน้มถ่วง

หนังสือเล่มนี้จะวางขายวันที่ 9 กันยายน โดย Hawking เขียนร่วมกับนักฟิสิกส์อีกคนชื่อ Leonard Mlodinow อีกสักพักคงมีเวอร์ชันแปลไทยออกมาให้เราอ่านกัน

ที่มา - BBC

"The Grand Design"

"The Grand Design" จะแปลชื่อไทยยังไงดีครับ

มหกรรมสรรสร้าง

มหกรรมสรรสร้าง

ไม่กระทบกับความเชื่อชาวพุทธอย

ไม่กระทบกับความเชื่อชาวพุทธอยู่แล้วครับ ไม่ว่าโลกจะเกิดจากอะไรถ้าเราดับทุกข์ได้ก็สบายใจไป (ย้ำ ถ้าดับได้ ใครช่วยผมดับหน่อยเถอะ อ่าน blognone แล้วกิเลสหนาได้เกือบทุกวัน)

ถ้าเป็นพุทธ

ถ้าเป็นพุทธ ผมนึกถึงประโยคนี้มากกว่าแฮะ "วัฏสงสารที่ไม่มีเบื้องต้นเบื้องปลาย"

เวลาเกิดข่าวทำนองนี้ประโยคที่ผลุดออกมาจากหัวผมทุกที่ ก็คือ
"คนเราเฝ้าศึกษาไปไกลถึงขอบจักรวาล หรือไม่ก็ศึกษาในสิ่งที่มองไม่เห็นจนถึงระดับนาโน
แต่กลับลืมศึกษาใจตัวเองและคนรอบข้าง"

สำหรับผม ใจตน

สำหรับผม ใจตน และคนรอบข้างมันก็ยากจะเข้าใจ ไม่ต่างกับวิทยาศาสตร์เลยครับ T-T

กิเลสหนาเตอะ เห็นด้วยๆ

กิเลสหนาเตอะ เห็นด้วยๆ

ด้วยวิทยาการ และ

ด้วยวิทยาการ และ วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน เราพอจะเห็นภาพได้แล้วว่าหากพระเจ้า หรือ สวรรค์ หรือ นรก มีจริง โลกในทุกวันนี้มันก็ไม่ควรจะเป็นแบบนี้

ผมว่าหลายคนตอนนี้เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ไม่ใช่ด้วยเหตุและผล หรือ หลักการ อะไรหรอกครับ แต่เพราะ "ทำใจยอมรับความจริงไม่ได้" มากกว่าว่าพระเจ้าไม่มีจริง

เพราะมนุษย์แล้วลึกๆเนี่ยมีความรู้สึกที่อยากจะมีใครสักคนที่อยู่เหนือตัวเองและเป็นคำตอบของทุกสิ่งที่ตนสงสัย คงจะทำใจไม่ได้ที่จะรับรู้ว่าเราอยู่โดดเดี่ยว เกิดขึ้นเอง สลายไปเอง ไม่มีโลกหน้ารองรับ สูญสลายหายไปอย่างไร้ค่า

ชอบคอมเม้นต์นี้จัง +1

ชอบคอมเม้นต์นี้จัง
+1

คิดมานานแล้วว่า

คิดมานานแล้วว่า จริงๆแล้วพวกที่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก คือพวกหลงตัวเอง เชื่อว่าตัวเองสูงส่ง ตัวเองดีเลิศสมบูรณ์แบบ ดังนั้นถ้ามีพระเจ้าอยู่จริง พระเจ้าก็ต้องเอาใจใส่ สร้างตัวเองมากับมือ สร้างโลกมาให้ตัวเองโดยเฉพาะ สัตว์อื่นๆมีไว้เป็นอาหาร

แล้วก็มานั่งต่อต้านคนที่ค้นหาความจริง ต่อต้านคนที่พูดความจริง ต่อต้านการพัฒนาที่ไปกระทบความเชื่อของตัวเอง
น่าเศร้านัก

อ้าว เพิ่งฟันธงเองเรอะ

อ้าว เพิ่งฟันธงเองเรอะ น่าจะฟันไปตั้งนานแล้ว

ว่าแต่พระเจ้านี่

ว่าแต่พระเจ้านี่ หน้าตาควรเป็นยังไงนะ ?

แรงอ่ะ

แรงอ่ะ

สปาเกตตี้มีทบอล

สปาเกตตี้มีทบอล

ไม่ใช่คุณลุงใจดีมีเคราสีขาวแน

ไม่ใช่คุณลุงใจดีมีเคราสีขาวแน่ ๆ

อาจจะเหมือน Morgan Freeman

อาจจะเหมือน Morgan Freeman ครับ :D

http://scrapetv.com/News/News%20Pages/Entertainment/Images/Morgan-Freeman-God.jpg

จากเรื่อง Bruce Almighty

ผมว่ามันยังพิสูจน์ไม่ได้

ผมว่ามันยังพิสูจน์ไม่ได้ โอเคว่าพระเจ้าอาจจะไม่ได้สร้างโลกหรือจักรวาล แต่อาจเป็นผู้สร้าง "กฎทางฟิสิกส์" เหล่านั้นก็ได้ ผมเองไม่ได้นับถือศาสนาใดๆอย่างลึกซึ้ง แต่รู้สึกว่ากฎทางฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นทั้งหลายนี้ ดูสวยงามและใช้งานได้จริงมากกว่าจะเป็นแค่การสุ่มเกิดอย่างไม่มีระเบียบ เมื่อก่อนผมก็เคยคิดว่าพระเจ้าคงไม่มีตัวตน (จนถึงตอนนี้ก็ไม่คิดว่ามีหรอกนะ) แต่กฎของธรรมชาติทั้งหลายที่มีมันดูมีระเบียบเกินกว่าจะเป็นแค่ "ความบังเอิญ" ในเมื่อยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัด การที่ยกความคิดว่า "วิทยาศาสตร์เหนือพระเจ้า" ของคนกลุ่มหนึ่ง ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้คลั่งศาสนาและพระเจ้าหรอกครับ

+1

+1

ก็ใช่น่ะ

ก็ใช่น่ะ มันก็แค่ไม่ฝังนั้นมันก็เป็นฝังนี้
แต่ฝังวิทยาศาสตร์มันมีกฎหรือข้อพิสูจน์เป็นตัวอย่างให้เราเห็นไง
แต่ฝังศาสนาและความเชื่อของบ้างคนบอกมี มีแน่ๆ แต่ขอโชว์ให้ดูเป็นไง
ก็บอกตอนนี้ไม่ได้ หรือไม่ก็ท่านยังไม่เข้าถึงท่านไม่เห็นหรอก บลาๆๆๆๆ...
(ดังเช่นคนข้างบน "พระเจ้าหน้าตาเป็นไง" แล้วมีใครบอกได้บ้าง??)
แล้วถ้าไม่เห็นว่ามันมีแล้วใครจะเชื่อแบบนั้นล่ะ ว่ามันเป็นจริงก่อนที่จะเชื่อก่อนที่จะศรัทธาในสิ่งนั้น

ป.ล. ผมไม่ได้บอกน่ะว่าศาสนามีแล้วไม่ดี แต่ผมเห็นว่าบ้างอย่างก็ไม่ควรศรัทธาในสิ่งที่เราไม่สามารถพิสูจน์สิ่งนั้นๆ ว่ามันเป็นจริงน่ะครับ ควรเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อดีกว่าไหมครับ :)

โลกของเราเปิดกว้างกับวิธีคิดส

โลกของเราเปิดกว้างกับวิธีคิดสองแบบครับ หนึ่งคือคิดแบบผู้นับถือศาสนา (เชื่อโดยไม่ต้องพิสูจน์) กับ คิดแบบวิทยาศาสตร์ (เชื่อจากการพิสูจน์และทดลองทางวิทยาศาสตร์) ความคิดทั้งสองแบบนี้เป็นผลดีต่อเรื่องคนละเรื่อง โดยมันขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังเชื่อเรื่องต่างๆไปเพื่อจุดประสงค์ใด

ความเชื่อมั่นแบบไม่ต้องการเหตุผล ไม่ใช่ผลเสียต่อการดำเนินชีวิตมนุษย์ไปเสียทั้งหมด สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาตนเองได้ เอาไว้สร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิตได้

ยกตัวอย่างเช่น บางคนพอเชื่อว่ามีพระเจ้าจริงๆ เขากลับมีกำลังใจ มีความรู้สึกว่าเขามี back อันแสนยิ่งใหญ่อยู่ เขาจึงไม่กลัวที่จะทำอะไร มีความกล้าหาญ และ อาจประสบความสำเร็จในชีวิตได้ในที่สุด แม้ว่าจริงๆอาจจะไม่มีพระเจ้าอยู่จริงๆด้วยซ้ำ เป็นความเชื่อที่เป็นผลดีต่อจิตใจตนเอง แต่ไม่ได้เป็นไปเพื่อค้นหาความจริง ไม่ต้องสนใจว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่จริง แค่เชื่อว่ามีจริงก็พอ

แต่การเชื่อแบบนี้ ไม่เป็นผลดีต่อวงการวิทยาศาสตร์ เพราะวิธีการคิดแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับการใช้ค้นหาความจริง และ การประยุกต์สร้างนวัตกรรมและเทคโยโลยีใหม่ๆ

แต่สิ่งนึงที่เราควรรับรู้ไว้คือศวิทยศาสตร์แขนงนึงที่ชื่อว่า "จิตวิทยา" อาจจะสามารถนำมาใช้แทนวิธีคิดทางศาสนาได้ หากจิตวทยาศาสตร์ถูกพัฒนาไปจนถึงระดับหนึ่งแล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคิดแบบศาสนามาพัฒนาจิตใจของเราอีกต่อไป

และเมื่อถึงวันนั้ นศาสนาจะถูกลืมไปเองเพราะมันไม่มีประโยชน์ใดๆหลงเหลืออยู่อีกแล้วครับ

ผมถือว่า ศาสนา ความเชื่อ

ผมถือว่า ศาสนา ความเชื่อ เป็นการใช้ จิตวิทยา อย่างแยบยล

ศาสดา, ผู้นำทางจิตวิญญาณ, และเจ้าลัทธิทั้งหลาย ต่างก็ใช้จิตวิทยาในการสั่งสอนผู้คนให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ (หรือบางครั้งกระทำการอันโหดร้าย) ด้วยกันทั้งนั้นครับ

ไม่ว่าเราจะรู้จัก หรือร่ำเรียนวิชาแขนงนี้มาบ้างหรือไม่ก็ตาม แต่เราใช้จิตวิทยากันตั้งแต่เกิด ใช้เป็นกันทุกคน และใช้กันมานมนานแล้ว

แม้แต่สัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นก็ใช้มันนะ

ปล. ความเห็นส่วนตัว

ในกรณีนี้คุณมองแบบหมวกเหลือง

ในกรณีนี้คุณมองแบบหมวกเหลือง (ในสองสามย่อหน้าแรก) ถ้าคุณมองอีกสีหมวกหนึ่งแบบคุณ Thaina ล่ะคำตอบจะเป็นอย่างไหรครับ ผมมาไม่ใช่มาโต้แย้งแต่อยากให้มองหลายหมวกสีหน่อยครับ เพราะตัวผมเองก็ยังไม่เชื่อว่ามนุษย์นั้นจะไม่มีหลักยึดติดในการดำเนินชีวิตไปได้
ส่วนตัวผมอะไรดีอะไรประยุกต์ใช้กับชีวิตผมกับรับมาหมดไม่เกี่ยงว่าเป็นศาสนาไหน เพราะผมเชื่อว่ามันก็แค่นิยามโน้นนิยามนี้ แต่สิ่งที่ทำต่างหาดล่ะคือของจริง แล้วมันก็อาจจะไปตรงกับหลักคำสอนของศาสนาอะไรก็ได้น่ะครับ

การคิดและศึกษาโลกและจักรวาลเป

การคิดและศึกษาโลกและจักรวาลเป็นหนึ่งในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ควรคิด(อจินไตย) คิดไปก็เป็นบ้า เสียเวลาปล่าวๆ ต่างคนได้แต่คิดในต่างๆนานาในบรรทัดฐานของตัวเองเท่านั้น และในหนังสือเล่มนั้นก็คงเป็นบรรทัดฐานความคิดของนาย Stephen Hawking ถึงแม้จะบอกว่ามีหลักฐานวิจัยอะไรต่างๆมากมายที่สนับสนุน แต่ก็เป็นเพียงเลือกสิ่งที่คุมเครือพวกนั้นมาผูกกับจังหวะของความคิดเขาเท่านั้น

ผมว่านะไม่เห็นสำคัญเลยหนิว่าพระเจ้าจะมีจริงไหม ถ้าการมีตัวตนของพระเจ้าช่วยให้คนบางกลุ่มมีความสุขกับชีวิตเขาได้ มันก็เป็นสิ่งดีไม่ใช่หร๋อ แต่สำหรับบางคนที่เอาความมีตัวตนของพระเจ้ามาข่มขู่ผู้อื่น หรือผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าเอาความคิดนั้นมาดูถูกผู้อื่น ทั้งคู่ต่างก็เป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้นะผมว่า

รถเขน

รถเขน

"พระเจ้าไม่ได้สร้างจักรวาล

"พระเจ้าไม่ได้สร้างจักรวาล การเกิดบิ๊กแบงนั้นเป็นผลมาจากกฎทางฟิสิกส์ล้วนๆ"

ใครจะไปรู้ พระเจ้าอาจจะเป็นมนุษย์ต่างจักรวาล (ไกลกว่ามนุษย์ต่างดาว) ที่ทำการทดลองทางฟิสิกส์จนเกิดจักรวาลของเราขึ้นมาก็ได้

ถ้าพระเจ้ามีจริงก็คงจะเป็นว่า

ถ้าพระเจ้ามีจริงก็คงจะเป็นว่า ท่านสร้างกฏฟิสิกส์ให้จักรวาล แล้วมันก็กลายมาเป็นแบบนี้ นี่แหละครับ

แต่หลักๆคือที่อเมริกา และอีกหลายๆที่ จะมีพวก ศาสนาพระเจ้าสร้างโลก
คือนึกอะไรไม่ออกก็อ้างพระเจ้าทุกอย่าง แล้วก็ยึดติดว่า คัมภีร์อันแสนศักดิ์สิทธิ์เขียนมาแบบนี้ๆ ต้องเป็นจริงทุกอย่าง ห้ามใครโต้แย้ง คนเถียงจะถือว่าเป็นพวกซาตานไม่เคารพพระเจ้า

บางทีก็เกินเลยมาถึงการยัดเยียดคุณธรรม(ที่ตัวเองคิดว่าดี) ให้คนอื่น และการไปสะเออะต่อต้านการทดลองที่มันขัดกับคัมภีร์ที่ตัวเองยึดถือ(แต่คนอื่นเขาไม่ได้ยึดถืือคัมภีร์เดียวกันกับตัวเองเสียหน่อย)

ยุคล่าแม่มดมันยังไม่จบ

มันก็แปลกน่ะ

มันก็แปลกน่ะ ปัจจุปันอเมริกาจำนวนคนที่ไม่นับถือศาสนาอยู่อันดับ 2 แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกับศาสนาคริสต์ที่เป็นศาสนาดังเดิมของเขาแถมจำนวนคนก็หายใจคับคอด้วย

"ถ้าพระเจ้าสร้างสรรพสิ่งจริง"

"ถ้าพระเจ้าสร้างสรรพสิ่งจริง"

ผมอยากถามพระองค์ว่า "What were you been?"

ผมอยากรู้ว่าพระเจ้าใช้ภาษาอะไ

ผมอยากรู้ว่าพระเจ้าใช้ภาษาอะไรในการสื่อสารด้วย เหอะๆ

แต่ทุกสิ่ง ก็ต้อง เกิดขึ้น

แต่ทุกสิ่ง ก็ต้อง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

ส่วนเรื่องดับทุกข์นั้น ต้องช่วยตัวเองครับ

สมาธิเป็นสิ่งที่สากลยอมรับแล้วครับ ว่าช่วยได้ในหลายๆเรื่อง

ผมนับถือพระพุทธศาสนาครับ เชื่

ผมนับถือพระพุทธศาสนาครับ
เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ
กรรมเกิดจาก การกระทำของคนเรา ที่ต้องได้รับผลแห่งการระทำนั้นๆ
แต่ผมสงสัยว่า หน่วยเก็บความจำของกรรมของแต่ละคนเก็บไว้ที่ไหน
เก็บไว้อย่างไร ถ้ามีจริงมันจะต้องใหญ่มาก เพราะจะต้องเก็บข้อมูลเยอะมาก
ทั้งสถานที่ เวลา ผลที่เกิดขึ้น เจตนา แรงจูงใจ เก็บไว้เป็นร้อยปี
ผลกระทบกับคนอื่น กับสัตว การประมวณผลต้องสุดยอดมากๆ
แค่คิด ก็ปวดหัวแทนแล้วครับ
ผมเชื่อว่ากรรมมีจริง แต่สงสัยเรื่องการเก็บข้อมูล และประมวลผลครับ

จักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี่

จักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี่ เชื่อว่ามีขนาดเป็นอนันต์ครับ
แล้วสเกลที่เล็กที่สุด เล็กกว่าอะตอมลงไปก็ยังมีควาร์ก เล็กกว่าควาร์กลงไปก็ยังมี และเชื่อว่ามันอาจจะมีส่วนประกอบที่เล็กลงไปกว่านี้ ที่มนุษย์ไม่มีทางค้นพบมันได้(ด้วยสเกลของเครื่องมือที่เราสามารถสร้างได้)

ถ้ามีคอมพิวเตอร์ที่ใช้วัสดุในสเกลนี้เป็นตัวเก็บข้อมูล แค่ดิสค์แผ่นเดียวก็อาจเป็นความทรงจำของคนได้ทั้งชีวิต

และมิติ ก็ยังมีหลายมิตินอกจากสามมิติ จำนวนมิติก็อาจมีอีกเป็นอนันต์
เอาแค่โลกสามมิติของเรานี้ ก็เชื่อว่ามีมิติคู่ขนานอยู่เป็นอนันต์
จักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี่ ก็อาจเป็นแค่ซิมูเลชั่นจากคอมพิวเตอร์ในมิติที่สิบ

โลกวิญญาณอาจเป็นมิติอื่นที่ซ้อนอยู่ในจักรวาลเดียวกับเรา ที่นั่นไม่มีความกว้างยาวสูง มีแต่ความคิดที่เป็นขนาดและสถาณที่
อาจเป็นโลกสองมิติที่มีแกน Y เป็นความคิดดี/ชั่ว
ที่เราเคยได้ยินกันว่า ในสวรรค์ ถ้าเราคิดชั่ว เราก็จะตกลงมาทันที
บางทีมันอาจไม่ได้มีใครกำหนดเรื่องนี้ แต่เป็นการเปลี่ยน Position บนไม้บรรทัดธรรมดา
แล้วเมื่อเราตกลงมา เราก็มาอยู่กับพวกชั่วๆ มันก็เป็นนรกไปโดยปริยาย