พลังงานที่ดูมีความหวังและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในยุคนี้คงเป็นพลังงานนิวเคลียร์ที่ให้พลังงานต่อพื้นที่ได้สูงมาก และยังไม่ผลิตคาร์บอน แต่มีกากกัมมันตภาพรังสีที่น่ากลัวมาแทน แต่รายงานล่าสุดจาก International Energy Agency และ OECD Nuclear Energy Agency (NEA) ก็ได้แถลงการออกมาว่าพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นอาวุธที่ดีสำหรับการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน
จุดแข็งหลักสองจุดของพลังงานนิวเคลียร์คือมันเป็นพลังงานที่นิ่งมานานแล้ว จากการใช้งานจริงมานับสิบๆ ปี โดยทุกวันนี้เองพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานถึงร้อยละ 14 ที่ทั้งโลกใช้งานอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามการใช้โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จำเป็นต้องมีนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน และมีการระดมทุนขนานใหญ่ เพราะต้นทุนการก่อสร้างค่อนข้างสูงมาก
บ้านเราตกลงจะเอากับเขาไหม?
ที่มา - IEA


กฟผ
กฟผ น่ะเตรียมสร้างอยู่ครับ
ปัญหาคือจะไปสร้างที่ไหน เพราะไปสำรวจที่ไหนก็มีแต่ชาวบ้านต่อต้าน
สงสัยต้องหาเกาะร้าง?
สงสัยต้องหาเกาะร้าง?
เอาตามความจริงก็คงต้องแบบนั้น
เอาตามความจริงก็คงต้องแบบนั้นอ่ะค่ะ
คิดดูถ้ามาสร้างแถวบ้านหนู หนูก็กลัวอ่ะค่ะ
จะมีใครไม่กลัวบ้าง ?
ตอนนี้เค้าก็มีนโยบายให้ความรู
ตอนนี้เค้าก็มีนโยบายให้ความรู้เรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
กับกำลังศึกษากรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของต่างประเทศน่ะครับ
อย่างประเทศอื่นก็มีการตกลงเจรจากับชาวบ้านเจ้าของพื้นที่
อย่างการให้ใช้ไฟฟ้าฟรี มีทุนการศึกษาเด็กๆเรียน หรือเปิดโรงเรียนในเขตโรงไฟฟ้า ฯลฯ
แต่แน่นอนว่ามันต้องปลอดภัยแน่ๆ
ก็หวังว่าจะได้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อ่ะครับ เพราะมันเป็นผลดีต่อประเทศ
++++
++++
ผมพอรู้เรื่องด้านนี้บ้าง
ผมพอรู้เรื่องด้านนี้บ้าง ส่วนตัวผมไม่กลัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เลย ตรงข้ามผมอยากให้มาตั้งอยู่ใกล้ๆ บ้านผมด้วย ข้อดีแน่ๆ คือไฟไม่ดับไม่ตกชัวร์ ผลพลอยได้คือได้สวัสดิการอย่างอื่นอีกเพียบ (ตามที่ด้านบนบอก) เทคโนโลยีมันนิ่งมานานแล้วอย่างที่บอกครับ ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวออกบ่อย แต่เขากัลมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ทำไม? เพราะมันน่ากลัวไงครับ เขาจึงสร้างให้มีความปลอดภัยสูง สูงกว่าเทคโนโลยีอื่นที่มันไม่ค่อยน่ากลัว (ดูตัวอย่างแม่เมาะ ชัดเจนมาก)
ส่วนตัวผมกลัวอยู่อย่างเดียว ผมกลัว "นักการเมืองไทย" จะกินผนังที่ควรหน้า 30 เมตร เหลือ 15 เมตร ไอ้นี่ล่ะที่น่ากลัวของจริง
ก็บอกแล้วว่าให้ไปสร้างโรงไฟฟ้
ก็บอกแล้วว่าให้ไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลังรัฐสภาใหม่
รัฐสภาจะได้ไม่ต้องประสบปัญหาไฟดับไฟตกตลอดกาล
กันม็อบยึดทำเนียบได้ด้วยนะ เชื่อมั้ย
ข่าววงในบอกมาว่าได้ที่แล้วครั
ข่าววงในบอกมาว่าได้ที่แล้วครับ รอแค่รัฐบาลช่วยผลักอย่างจริงจัง
หลังจากสร้างแล้วก็รอซื้อยูเรเ
หลังจากสร้างแล้วก็รอซื้อยูเรเนี่ยมกันต่อไป คนส่วนมากเข้าใจผิดว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์สามารถใช้งานได้ไปอย่างยาวนานโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ...เป็นความคิดที่ผิดครับ ระหว่างนั้นยังคงจำเป็นต้องใช้ยูเรเนี่ยมความบริสุทธิ์สูงซึ่งเป็นพิษต่อมนุษย์อย่างรุนแรงในปริมาณมาก และต้องนำเข้าในราคาแพงยิ่งกว่าน้ำมัน เพราะปัจจุบันแหล่งยูเรเนี่ยมบริสุทธิ์นั้น ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของเหล่าบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่หมดแล้ว
ลองหาข้อมูลดูนะครับ ประเทศอย่างเยอรมันที่เคยมีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์มากมาย ปัจจุบันลดจำนวนลงเรื่อยๆและเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดอย่างแสงแดดและลมแทนเพราะรู้ดีถึงอันตรายของมัน (เมืองไทยคงต้องรอให้เกิดเหตุการณ์แบบเชอโนบิลก่อนค่อยมาคิดได้กัน...)
ประเทศไทยมีความสามารถในการสร้างพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเหลือเฟือ (เคยอ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งว่าถ้าใช้ solar cell ในพื้นที่เท่ากับจังหวัดหนึ่งจังหวัดจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอกับการใช้งานทั่วประเทศ)นอกจากนี้ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง solar cell นั้นกำลังถูกลงอย่างมาก (มี solar cell ชนิดใหม่ที่เรียกว่า solar cell สีลูกกวาด ซึ่งมีกำลังผลิดพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้สูงกว่าเดิมหลายเท่าและมีราคาถูกลงออกมา)
ผมอยากให้ผู้รู้นำเสนอข้อมูลให้มากสู่ประชาชนที่ไม่รู้ข้อมูลก่อนสนับสนุนพลังงานที่"มักง่าย"อย่างนิวเคลียร์แก่ประชาชน (ถึงแม้จะยากเพราะ"เหล่าผู้มีอำนาจ"ต่างรู้ว่ามันทำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้ง่ายยิ่งกว่าการจำหน่ายน้ำมันซะอีก...)
...ผมยอมใช้พลังงานน้อยลงเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นครับ :)
ปล. ถ้าใครมีความเห็นในมุมต่างก็มาเสนอกันครับ เผื่อความเห็นเรื่องนี้มันจะขยายไปในวงกว้างมากขึ้นจะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่นๆด้วย
น้อยลงของคุณคือน้อยลงแค่ไหนคร
น้อยลงของคุณคือน้อยลงแค่ไหนครับ? หลอดไฟดวงนึง กับไฟพอเลี้ยงให้ทีวีติดๆดับๆเครื่องนึง(อย่าหวังจะได้เล่นคอม) พอมั้ยครับ?
นี่แหละครับที่คนในประเทศเราเองบางพื้นที่ใช้กัน ไฟฟ้าก็เข้าถึงแต่มันไม่ค่อยพอหรอก
ไม่นับว่าที่ๆไฟฟ้าไม่เข้าถึงก็มีนะครับ
คุณคิดว่าคุณใช้น้อยพอแล้วของคุณ แต่คนที่ยังไม่พอมีมากมาย และคุณไม่มีสิทธิ์ไปห้ามเขา คุณจะทำอย่างไร?
ผมเห็นด้วยกับพลังงานสะอาดและมีคุณภาพ แต่เงินล่ะครับเรามีมั้ย
แล้วไม่นับฤดูว่าโซล่าร์เซลล์ทำงานไม่ได้ในฤดูฝน แต่ได้น้อยในฤดูหนาว สภาพอากาศแปรปรวนจะทำอย่างไร?
พูดตรงๆว่าผมเห็นคุณมากกว่า ที่มีอุดมคติมักง่าย คิดถึงแต่ตัวเองว่าตัวเองมีพอแล้ว ลดได้อีก
ไม่นึกถึงคนอื่นเลยว่าคนอื่นต้องการอะไรบ้าง
เหมือนตัวเองกินหมูหันอย่างดี แล้วบอกว่ากินสี่ชิ้นอิ่มก็พอแล้ว ทั้งๆที่นอกร้านมีคนนั่งกินข้าวเปล่าชามเล็กๆ แบ่งกันสี่คน
แล้วก็ออกมารณรงค์ต่อต้านการปฏิรูปการเกษตร GMO ด้วยเหตุผลสวยหรู เพื่อโลก เพื่อธรรมชาติ
ส่วนคนอดตายช่างหัวมันไม่เคยรับรู้
ยังไงการผลิตโรงไฟฟ้าก็สร้างมลภาวะอยู่แล้วครับ (การผลิตโซล่าร์เซลล์ก็มีมลพิษครับ ไม่น้อยด้วย)
ก็ดีครับ อนาคตยุบการไฟฟ้าเลย ไปซื้อจากเวียตนาม ไม่ต้องสร้างเองแล้ว
ใจเย็นครับ อย่าเพิ่งใส่อารมณ์
ใจเย็นครับ อย่าเพิ่งใส่อารมณ์ ผมก็แค่แสดงความเห็นในมุมมองของผมเพราะคนๆนึงก็มีองค์ความรู้ในมุมที่จำกัด ขอแสดงความเห็นเป็นข้อๆไปนะครับ
ไอ้ที่ว่ามามันไม่พอแน่ครับ สำหรับการใช้ชีวิตในเมือง แต่ถามว่า solar cell มันตอบสนองความต้องการตรงนี้ได้พอมั๊ย? คำตอบคือเหลือเฟือครับ อย่าว่าแต่คอมกับหลอดไฟ คุณเปิดแอร์เล่นไปด้วยยังพอเลยครับ แล้วถามว่าคนตจว.มันจะพอหรือไม่ ผมกล้ายืนยันว่าพอแน่นอน นอกจากนี้หากผลิตไฟได้เกินกำลังไฟฟ้ายังสามารถขายคืนให้กับรัฐเพื่อให้คนทีใช้ไม่พอซื้อไปใช้ต่อได้อีก (อันนี้ต้องวางระบบโดยดูต้นแบบจากต่างประเทศว่าเค้าทำกันยังไงประชาชนถึงยอมเปลี่ยนมาใช้กันหมด) ลืมบอกไป ที่ต่างประเทศเค้าใช้ทำเกษตรกรรมกันไปด้วยยังพอเลยนะครับ (โรงเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู แปลงเกษตร ซึ่งเมืองไทยก็มีวิถีเกษตรกรรมเช่นกัน) ถ้าถามเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม ก็ดูตัวอย่าง google ดูว่าเค้าทำพอเลี้ยง server ปริมาณมหาศาลได้ยังไง และต่อให้ไม่พอก็ยังมีกำลังผลิตของรัฐจากเขื่อนหรือลมอยู่อีก (ทุกวันนี้ก็ซื้อใช้อยู่แล้ว)
ก็อย่างที่ว่ามาข้อแรก ถามว่าไม่พอแล้วจะห้ามอย่างไร ผมว่าหลงประเด็นแล้วครับ ผมไม่ได้คิดจะห้ามว่าให้ลดการใช้ให้เหลือน้อยๆลงหรืออยู่กันแบบขัดสน แต่ต้อง"ผลิตให้เพียงพอ"ซึ่ง solar cell มันตอบโจทย์ได้ทั้งในแง่การลงทุนและผลตอบแทนครับ นอกจากนี้ยังมีอากาศดีๆ น้ำบริสุทธิ์ให้ใช้อีก ซึ่งตรงนี้จะมาวัดมูลค่าก็คงจะยาก รู้แต่ว่าคุ้มเกินคุ้มแน่นอน (ผมไม่อยากเดินใส่ผ้าปิดปากไปมาครับ ช่วงไข้หวัดนกระบาดนี่โคตรอึดอัดเลยครับ)
ขอตอบว่าเงินเรามีครับ แค่บริหารจัดการกันไม่เป็นและโกงกินกันแยะ (มองในเรื่องของรัฐนะครับ) งบประมาณปีๆหนึ่งมหาศาลมาก และมันไม่ใช่ว่าให้ทำตูมเดียวมีพอทั้งประเทศ แต่ต้องค่อยๆทำค่อยๆศึกษาไป ถ้าบอกว่าเงินไม่มีแล้วโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เนี่ยมันถูกๆหรือครับ? แน่นอนว่าต้องกู้มาสร้าง แถมค่าดูแลอีก ผมว่าเยอะกว่า solar cell หรือพลังงานลมเยอะ ส่วนเรื่องฤดูกาลไม่ใช่ปัญหาครับ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่ต้องอยู่ในความหนาวเย็นตลอดเวลายังทำกันได้ เมืองไทยทำได้แน่นอน (ถ้าจำไม่ผิดเทคโนโลยีของ solar cell สีลูกกวาดทำให้การสังเคราะห์พลังงานจากแสงทำได้แม้แต่ในฤดูฝนครับ เพราะมันรับแสงที่คลื่นความถี่ต่างๆได้ละเอียดมากและแปลงเป็นพลังงานได้สูง ถึงจะไม่เท่ากับฤดูร้อนแต่ถ้ามีแหล่งเก็บพลังงานที่มากพอก็ยาวไปครับ ทุกวันนี้ cell บรรจุพลังงานมันก็ทั้งเล็กทั้งจุมากอยู่แล้ว อีกไม่นานจะมีแบตเตอรี่มือถือที่ชาร์ตไฟครั้งนึงไม่กี่นาทีแต่อยู่ได้เป็นอาทิตย์แล้วนะครับ ไม่ต้องมาคอยชาร์ตกันทุกวันให้รำคาญใจ :D)
ไม่นึกถึงคนอื่นเลยว่าคนอื่นต้องการอะไรบ้าง เหมือนตัวเองกินหมูหันอย่างดี แล้วบอกว่ากินสี่ชิ้นอิ่มก็พอแล้ว ทั้งๆที่นอกร้านมีคนนั่งกินข้าวเปล่าชามเล็กๆ แบ่งกันสี่คน แล้วก็ออกมารณรงค์ต่อต้านการปฏิรูปการเกษตร GMO ด้วยเหตุผลสวยหรู เพื่อโลก เพื่อธรรมชาติ ส่วนคนอดตายช่างหัวมันไม่เคยรับรู้
อันนี้ออกเชิงกล่าวหาและคิดแคบไปนิดนะครับ ผมแสดงความเห็นออกไปไม่ใช่ว่าผมคิดว่า "เออ กรูพอละ พวกมึงทำอะไรก็ทำไป กรูอยากง่าย ยังไงก็ได้" ถ้าคิดแบบนั้นผมนั่งเงียบๆชิลๆรอจ่ายตังซื้อไม่ดีหรือครับ? แล้วที่บอกว่าไม่นึกถึงคนอื่นเลยว่าต้องการอะไรบ้างเนี่ย ผมว่าคุณอิงกับความต้องการส่วนตัวไปหน่อยรึเปล่า? คิดว่าอยากได้พลังงาน"ถูกๆง่ายๆ"มาใช้ แล้วคนที่อยู่ในพื้นที่ๆต้องตั้งโรงไฟฟ้า กับคนที่อยากอยู่กับธรรมชาติเค้าคิดยังไงอยากได้อะไรคุณคิดถึงบ้างรึเปล่า? ถึงเวลาป่วยเป็นมะเร็งขึ้นมาจะมาตะโกนด่าก็สายไปแล้วครับ
ผมมีโอกาสได้คุยกับจนท.ของหน่วยงานภาครัฐในการสัมนาหลายครั้ง เคยได้สอบถามปัญหาเรื่องพืช GMO ไปว่าถ้ามันดีจริงทำไมถึงไม่อนุมัติให้ทำกันไปเลย ผลผลิตจะได้พอเพียง คำตอบที่ได้รับก็คือมันมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มากทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เพราะพืชเหล่านี้อ่อนแอมาก ถ้าไม่ใช้สารเคมีปริมาณมากจะไม่สามารถทำออกมาเป็นอุตสาหกรรมได้ (เกษตรกรทุกวันนี้ติดหนี้เพราะค่าปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงครับ) นอกจากนี้ปริมาณผลผลิตที่คิดว่าได้กันมากนั้น หากเทียบกับพันธุ์พื้นเมืองกลับน้อยกว่ากันเกือบเท่าตัวแถมต้องลงทุนมากกว่าหลายเท่า (เรื่องผลผลิตออกมาหน้าตาดีกว่าอันนี้ผมไม่เถียง แต่สารอาหารมันไม่ได้ครบและมากเหมือนหน้าตานะ)ยิ่งกว่านั้นยังมีผลวิจัยที่"ยังไม่ได้ยืนยัน"ว่าผู้บริโภคมีอาการป่วยเพราะอาหารตัดต่อพันธุกรรมเหล่านี้อีก (เพราะยืนยันไม่ได้ บริษัทเกษตรรายใหญ่เค้าคว่ำทิ้ง ลองหางานวิจัยดูครับ พวกบริษัทอย่าง Tyson, Monsanto นี่เทพๆทั้งนั้น ผมยังกลัวว่าเครือเจริญฯของเราจะกลายเป็นแบบเดียวกัน)
ส่วนเรื่องคนอดตายไม่เคยรับรู้เนี่ย ถ้าไม่พยายามจะรับรู้ก็อย่างที่บอกไป ผมรูดซิบปากแล้วอยู่เงียบๆดีกว่ามานั่งอธิบายให้เมื่อย คุณคิดว่าไฟฟ้าที่ได้จากนิวเคลียร์มันฟรีรึไงครับ? เดี๋ยวพอยูเรเนี่ยมแพงขึ้นมันก็มีสภาพเดียวกับน้ำมันนั่นแหละ กลไกราคามันอยู่ในมือพ่อค้าทั้งนั้น แค่น้ำมันแพงขับรถได้น้อยยังแทบตาย อีกหน่อยคูณสองกับเรื่องไฟฟ้าเข้าไปจะมาบ่นทีหลังก็ไม่ทันแล้วครับ
ปัจจุบันเทคโนโลยีการสร้าง film ที่ใช้ในการผลิต solar cell รุ่นใหม่ๆแทบจะไม่สร้างมลภาวะแล้วครับ แต่ราคามันยังสูงอยู่ ซึ่งค่อยๆปรับลดลงมาตามเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ส่วนเรื่องมาแดกดันกันที่ว่าให้ยุบการไฟฟ้าไปเลย ผมคิดว่าการไฟฟ้าต้องเปลี่ยนหน้าที่จากการเป็นเพียงแค่ผู้ผลิตมาสนับสนุนการติดตั้งและดูแลรักษาอุปกรณ์ให้ประชาชนแทน ส่วนตัวการไฟฟ้าเองก็ยังผลิตไฟฟ้าส่วนสำรองไว้ขายได้อีก (ผมว่าดีไม่ดีกำไรมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ จะมีซักกี่คนที่ดูแล solar cell system ในบ้านได้เอง นับเป็นการสร้างตำแหน่งงานได้อีกมหาศาลทุกพื้นที่ทั่วประเทศเลยนะครับ) แล้วเรื่องที่ว่าให้ไปซื้อจากเวียดนามเนี่ย ถ้าผลิตกันเองด้วยพลังงานสะอาดแล้วยังไม่พอก็ซื้อๆมาเหอะครับ ให้เค้าตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กันไป ซื้อมาใช้บ้างดีกว่าลงทุนดูแลเองเยอะ ความเสี่ยงก็ต่ำ เวียดนามขายแพงก็ไปซื้อประเทศอื่นก็ยังได้ ถ้าหลักๆเราผลิตได้เองอยู่แล้ว (ผมว่ายังไงก็พอใช้) นี่ยังไม่นับบริษัทเอกชนที่ทำโรงไฟฟ้าพลังสะอาดขายอีกนะครับ ลอง serch หาดู ตอนนี้มีหลายแห่งที่ได้รับการรับรองจากรัฐและทำการผลิตเพื่อจำหน่ายจริงแล้ว (มีมาหลายปีแล้วด้วย)
สุดท้ายนี้ ผมสงสัยมากว่าคุณมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์รึเปล่าครับ? เห็นผลักดันจัง ผมงงจริงๆนะเนี่ย แสดงความเห็นแบบมีอารมณ์มากเลย...
ปล. อยากให้ไปหาหนังสือที่ชื่อ "คู่มือประชาชน เรื่อง ความ(ไม่)มั่นคงทางอาหารกับทางออกของประเทศไทย" จัดทำโดยมูลนิธิชีววิถี (www.biothai.net) มาอ่านครับ (ตามร้านหนังสือทั่วไปน่าจะมี เพราะผมซื้อมาจากร้าน SE-ED book ครับ เล่มละ 70 บาท) น่าจะทำให้เห็นภาพรวมของทิศทางที่ประเทศไทยกำลังเผชิญและปัญหาต่างๆได้ชัดเจนขึ้นครับ (โดยเฉพาะเรื่องพืช GMO นี่เค้ามีงานวิจัยและสถิติมาตอกหน้ากันเต็มๆเลยทีเดียว :D)
ปล2. ลองหาภาพยนตร์กึ่งสารคดีเรื่อง Food Inc. หรือหนังสือเรื่อง Fast Food Nation มาดูครับ สนุกและกระตุ้นต่อมสมองได้ดีมากครับ โดยเฉพาะครึ่งหลังของสารคดี
พูดถึงโซล่าร์เซลล์แล้ว
พูดถึงโซล่าร์เซลล์แล้ว ปัญหาใหญ่ข้อเดียวคือ Cost Efficient
นิวเคลียร์ไม่ใช่ราคาถูก แต่ถ้าถามว่าเงินที่ลงไป เทียบปริมาณพลังงาน ได้เท่าไหร่
ผมเห็นต่างประเทศหลายประเทศมีทั้งสองอย่าง เพราะโซล่าร์เซลล์มันไม่พอ
แล้วไม่ได้มีแค่ราคาซื้อ แต่มีค่า Maintenance สูงกว่าโรงไฟฟ้าด้วย
ประเทศที่รวยแล้วเขาถึงใช้กัน
ผมก็เห็นคุณก็ยังคิดถึงแต่ Me Me Me Me ไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าอื่นนอกจากโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ เพราะไม่อยากใส่ผ้าปิดปาก
การที่ผมเทียบกับการต่อต้าน GMO น่ะถูกแล้ว ไม่ว่าจะมีปัญหาแค่ไหน แต่ GMO ก็ช่วยให้คนมีอาหารราคาพอรับได้ประทังชีวิต เพราะปริมาณอาหารเพียงพอที่จะไม่ต้องแย่งชิงกัน
ทางแก้ปัญหาเรื่องอันตรายของ GMO ไม่ใช่การห้ามทำ แต่สิ่งที่ NGO และพวกอย่างคุณทำคือ ต่อต้านทุกอย่างที่เป็น GMO (และนิวเคลียร์)
มิพักต้องพูดถึงการพูดครึ่งเดียวให้เกินจริงที่พวกคุณบางคนชอบทำ และพวกคุณไม่เคยช่วยยั้งพวกเดียวกันเอง
ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าในอนาคตเราต้องการโซล่าร์เซลล์ ผมไม่เคยต่อต้านโซล่าร์เซลล์ ผมชอบโซล่าร์เซลล์
แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เงินที่ต้องลงไป ระยะเวลาคุ้มทุน ความนิ่งของเทคโนโลยี อะไรคุ้มค่ากว่ากัน?
ตอนนี้โซล่าร์เซลล์ยังไม่ถึงจุดที่จะเป็นอุตสาหกรรม และถ้าพูดถึงว่ามันกำลังพัฒนา เทคโนโลยีนิวเคลียร์ก็กำลังพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้หยุดนิ่ง และในแง่การผลิตพลังงาน ความเสถียรมันก็สูงกว่า ถึงขนาดว่าทำเป็นอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าขนาดเล็กได้ด้วย
ถ้าจะพูดเรื่องลมแล้ง ผมก็พูดได้ ว่านิวเคลียร์กำลังพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล รวมถึงวิธีที่จะใช้เปลี่ยนพลังงานกัมมันตรังสีมาเป็นไฟฟ้าโดยตรง ทีนี้ความปลอดภัยก็สูงขึ้น ปัญหาก็ลดลง
ป.ล. คุณรู้ได้อย่างไรว่า Food Inc. เป็นสารคดี ไม่ใช่ Propaganda เหมือน Inconvenient Truth
ป.ล.2 ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องใช้ GMO ผมเห็นด้วย
แต่ไม่ใช่ทั้งโลกไม่ต้องการ
ที่ตอบมานี่ได้ไปอ่าน"กราฟ"กับ
ที่ตอบมานี่ได้ไปอ่าน"กราฟ"กับ"ข้อมูล"ที่ผมนำเสนอมารึยังครับ? ว่า Cost Efficient ของนิวเคลียร์มันไม่ได้สมกับราคาคุยอย่างที่ว่ากันมา ปริมาณพลังงานที่ได้มันไม่ได้มหาศาลและคุ้มค่าอย่างที่เข้าใจกัน
แล้วยังเรื่องที่คิดถึงแต่ Me Me Me อะไรนี่อีก ไม่ทราบว่ามีปัญหาส่วนตัวอะไรนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรึเปล่าครับ? แบบว่าอารมณ์แรงได้อีกอะครับ (ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ชอบอ่านหนังสือธรรมดาครับ ไม่ใช่นักปกป้องสิ่งแวดล้อม ดังนั้นกรุณาอย่าเหมาว่าผมปกป้องพวกเดียวกัน ผมแค่เสนอข้อมูลในมุมต่างให้ไปวิเคราะห์กันต่อครับ สบายใจได้ :D)
ตอนนี้ GMO ก็เหมือนจะเป็นพระเอกหรอกครับ ให้ผลผลิตซะมากขนาดนี้ แต่อย่างที่บอกไปว่ามันต้องใช้สารเคมีกับยาฆ่าแมลงในปริมาณมหาศาล แล้วคิดว่าผลผลิตมันจะราคาถูกให้เสวยสุขไปตลอดเหรอครับ? ผลวิจัยก็ชี้กันโต้งๆว่ายาฆ่าแมลงมันได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ นานเข้าก็ใช้มากขึ้นแพงขึ้น แถมยังปนเปื้อนในอาหารมากขึ้นอีก ลองทำให้ GMO ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงได้ดูสิครับ ทั้งโลกจะรีบหันมาปลูกและสนับสนุนกันแทบไม่ทัน
ส่วนเรื่อง GMO ช่วยให้อาหารมันไปถึงคนไม่มีจะกินนี่ผมว่าเข้าใจผิดกันแรงมาก ลองไปศึกษาดูนะครับ ว่าที่อาหารมันไปไม่ถึงคนยากจนเนี่ย "ไม่ใช่เพราะว่ากำลังผลิตมันไม่พอ แต่เป็นเพราะเรื่องเศรษฐกิจ" หรือพูดให้ชัดก็คือเรื่อง"เงิน"ครับ คนยากจนเหล่านี้ไม่ได้รับค่าจ้างหรือทำเงินได้พอที่จะหาซื้ออาหารกินต่างหาก ไม่ใช่ว่ามันไปไม่ถึง มันก็เหมือนกับปัญหาทั่วไปของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมคือ คนจนมากมายเป็นฐานให้คนรวยกลุ่มเล็กๆกดขี่ ไม่ต้องไปมองไกลถึงต่างประเทศ ดูในไทยก็พอ ปัญหาคนไม่มีจะกินนี่ใช่ว่าผลผลิตไม่เพียงพอรึเปล่า? มันเกินพอแต่ตกไปอยู่ในมือคนที่มีกำลังซื้อต่างหาก มันน่าทุเรศตรงที่ว่าบางครั้งผู้ผลิตเองกลับไม่มีปัญญาบริโภคสินค้าที่ตัวเองผลิตขึ้นมานี่แหละ (เงินมันไปลงกับค่าสารเคมีในการผลิตหมดจนไม่มีจะเอาไปซื้อของกิน)
ข้อมูลอื่นๆเรื่องโรงไฟฟ้ากับพลังงานสะอาดผมตอบไว้แล้ว และอ่านเพิ่มเติมได้จาก link ที่ผมให้ไว้กับข้อมูลเพิ่มเติมใน comment ด้านล่างนะครับ
ส่วนเรื่องลมแล้งนี่ผมว่าคุยไปก็ไม่น่าจะมีประโยชน์ เพราะเราๆไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่จะเอาเรื่องลมแล้งไปพัฒนาต่อยอดได้ ดังนั้นขอผ่านนะครับ :D
ส่วนเรื่องหนังนี่ผมก็บอกไปแล้วว่ามันเป็น"ภาพยนตร์กึ่งสารคดี" ว่าแต่ได้ดูรึยังครับมาตอบเนี่ย? ตอบเหมือนยังไม่ได้ดู และไม่ได้อ่านข้อมูลที่ผมนำเสนอให้เลย ไปอ่านไปดูซักหน่อยนะครับ ไม่งั้นผมไม่รู้จะอธิบายให้เข้าใจยังไง เพราะฟังจากผมที่เป็นชาวบ้านมันไม่น่าเชื่อถือก็เข้าใจอะครับ ต้องให้ไปดูไปฟังจากผู้เชี่ยวชาญน่าจะรับได้มากกว่า
ปล. ตอบคราวต่อไปรบกวนเป็น comment ใหม่เลยนะครับ ผมเกือบไม่ได้ย้อนกลับขึ้นมาดูว่ามีการ reply ไว้ มันดูยากอะครับ เดี๋ยวข้อมูลมันจะตกหล่นทำให้คนอื่นที่เข้ามาอ่านสับสนเอาเปล่าๆ ขอบคุณครับ :D
ขอติดไว้ก่อน อยากบอกว่า
ขอติดไว้ก่อน
อยากบอกว่า ปกติเขาก็ Child Node แบบนี้กันครับ จะได้รู้ว่าใครตอบใครของใคร ไม่มั่ว
อ่อครับ ผมก็ไม่ทราบมาก่อน
อ่อครับ ผมก็ไม่ทราบมาก่อน จะได้คอยย้อนกลับมาดู ขอบคุณครับ :D
อะ
อะ ให้ที่มาข้อมูลเพิ่มอีกนิดเรื่อง solar cell สีลูกกวาด :D
ไทย
http://www.tcdcconnect.com/content/blog/?p=5642
เทศ
http://news.nationalgeographic.com/news/2009/09/090914-solar-video-ap.html
ส่วนอันนี้เป็นภาพรวมของโรงไฟฟ
ส่วนอันนี้เป็นภาพรวมของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกจากผู้เชียวชาญครับ (ยาวหน่อย แต่อ่าน comment ผมจบได้อ่านอันนี้คงไม่มีปัญหาแหละ :D)
http://www.igetweb.com/www/ftichonburi/index.php?mo=14&newsid=138399
อยากให้มองที่กราฟเรื่อง "กราฟเปรียบเทียบจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เดินเครื่อง(สีเขียว)และปิดตัวลง(สีส้ม)" กับกราฟ "กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานนิวเคลียร์ ลม และแสงอาทิตย์ ระหว่างปี 1990 - 2008" ครับ นอกจากนั้นก็ลองอ่านความเห็นดู เค้ามีแบ่งหัวข้อไว้ให้แล้ว
ดูแ้ล้วครับกราฟ
ดูแ้ล้วครับกราฟ "กราฟเปรียบเทียบจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เดินเครื่อง(สีเขียว)และปิดตัวลง(สีส้ม)" แต่เหมือนจะมีการเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง
Startup น่าจะแปลว่า "เริ่มเดินเครื่อง" นะครับ เพราะฉะนั้นที่เห็นแท่งสีเขียวลดลง มันไม่ได้หมายความว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หยุดเดินเครื่องนะครับ :)
ฉะนั้นผมว่าก็ไม่แปลกอะไรที่สัดส่วนกราฟจะเป็นแบบนั้น จากกราฟผมคิดว่าพอปี 1990 ประเทศส่วนใหญ่คงได้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จนอิ่มตัวแล้วจึงมีการสร้างเพิ่มน้อย และที่มีการปิดตัวเยอะก็อาจจะเป็นเพราะโรงไฟฟ้านั้นเริ่มเสื่อมสภาพหมดอายุก็เป็นได้นี่ครับ
ส่วน "กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานนิวเคลียร์ ลม และแสงอาทิตย์ ระหว่างปี 1990 - 2008" นั้นทำให้ผมงงเลยทีเดียว เพราะแสดงให้เห็นว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ผลิตไฟฟ้าจน "กราฟติดลบ" ได้ด้วยรึครับ
เป็นไปได้ครับว่าความต้องการน้
เป็นไปได้ครับว่าความต้องการน้อยลงจึงไม่มีการเดินเครื่องเพิ่มเติม แต่ถ้ามองจากสัดส่วนในช่วงปีท้ายๆจะเห็นได้ว่าไม่มีการเดินเครื่องเพิ่มแต่มีการปิดตัวลง อันนี้น่าจะมองได้ว่าความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ลดน้อยลงด้วยสาเหตุบางประการ (มองจากที่ว่าปิดมากกว่าเปิดนะครับ หมายความว่าพลังงานรวมในระบบลดลง)อยากให้มองที่"กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตได้จาก พลังงานนิวเคลียร์ ลม และแสงอาทิตย์ ระหว่างปี 1990 -2008" ที่อยู่ด้านล่างลงมาอีกสามภาพประกอบด้วยครับ แล้วก็อ่านข้อความตรงหัวข้อที่สอง "พลังงานเสถียร มั่นคง?" ที่อยู่ถัดมาด้วยครับ ผมคิดว่าสาเหตุเหล่านี้ รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่พลังงานสะอาดดีดตัวขึ้นมาแทนในอัตราเร่งที่สูงกว่ามาก ในขณะที่พลังงานนิวเคลียร์ลดลง
ส่วนเรื่องกราฟติดลบนั่นผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เป็นไปได้รึเปล่าครับว่าช่วงเวลานั้นๆโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้ผลิตกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ระบบแต่ถูกนำไปใช้ในการผลิตอาวุธหรือสาเหตุจำเพาะเพียงอย่างเดียว เลยทำให้ถูกนำพลังงานเข้าไปใช้มากกว่าที่ผลิต (อันนี้ผมเดานะ อย่ายึดถือจริงจัง :P) เพราะกราฟมันตกลงจนติดลบอยู่สองจุดคือช่วงปี 1998 กับตรงปลายกราฟ
ตรงส่วนปี 1998 เท่าที่พบข้อมูลเหตุการณ์สำคัญคือในปีนั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น ไม่แน่ใจว่าส่งผลกระทบให้ต้องลดกำลังผลิตลงจนต่ำกว่าที่ใช้บำรุงรักษารึเปล่า
แต่ตรงปลายนี่จะลากปิดกราฟตามแนวโน้มของ slope ในช่วงหลังรึเปล่าก็ไม่ทราบได้ ไว้มีโอกาสได้เจอผู้รู้จะลองสอบถามดูให้ครับ :D
พลังงานนิวเคลียร์ลดลงเพราะการ
พลังงานนิวเคลียร์ลดลงเพราะการต่อต้านที่หนัก + พลังงานฟอสซิลมีราคาถูกมากครับ
ในวันนี้โจทย์มันเปลี่ยนไป กลุ่มอนุรักษ์เองเป็นคนบอกว่าไม่เอาคาร์บอน เราจึงมีตัวเลือกเพียงสิ่งที่ไม่ก่อคาร์บอนครับ
น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ
น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ เรื่องการต่อต้านน่าจะส่งผลกระทบมากทำให้จำเป็นต้องลดพลังงานนิวเคลียร์ลง (คาดว่าคงมีเหตุผลชัดเจนบางอย่างที่ผลักดันให้ฝ่ายสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ต้องยอมลดการผลิตลง) บวกกับพลังงานฟอสซิลมันอยู่ในช่วงที่ราคาถูกและมีแหล่งผลิตที่หาได้ง่ายเข้ามาหนุน ซึ่งอย่างที่คุณ lew ว่ามาว่าตอนนี้พลังงานที่ผลิตคาร์บอนก็ไม่ใช่ตัวเลือกบวกกับราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลถีบตัวสูงอย่างต่อเนื่องด้วย
หายไปไหนแล้วครับคุณ Thaina
หายไปไหนแล้วครับคุณ Thaina ผมยังรอความเห็นอยู่นะครับ ว่าคิดเห็นยังไงบ้าง อยากได้มุมมองที่แตกต่างมาพัฒนาความคิดครับ :D
ย้ำอีกซักครั้งว่า แล้วโรงไฟฟ้
ย้ำอีกซักครั้งว่า
แล้วโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตอนนี้
มีปัญหากัมมันตภาพรังสี และปัญหาธรรมชาติจริงๆรึเปล่า?
มองกันที่เรื่องความคุ้มทุนและ
มองกันที่เรื่องความคุ้มทุนและความเสี่ยงที่จะเกิดก็ต้องบอกว่าเป็นปัญหาจริงๆแหละครับ อย่างที่กราฟแสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้วกำลังผลิตที่ไม่ได้สมกับที่คุยเอาไว้และความล่าช้าในการก่อสร้างทำให้งบประมาณบานปลายเป็นอย่างมาก ความหวังที่จะขายพลังงานไฟฟ้าในราคาถูกเหมือนฝันก็เลยเป็นไปไม่ได้ (ประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่ใช้มันไปกับอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธด้วยครับ เค้าถึงสร้างกันไว้)
นอกจากนี้กากกัมมันตรังสีก็ยังหาวิธีกำจัดที่ปลอดภัยไม่ได้นอกจากฝังในดินซึ่งใช้เวลาถึง 1000 ปีเพื่อให้กัมมันตรังสีหมดไป ส่วนวิธีกำจัดอื่นๆที่แยกกันว่าเป็นกากแบบเบา กลาง หนัก นั้น ก็เป็นเพียงแค่การแปลงสภาพให้กากกัมมันตรังสีเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบอื่นๆซึ่งไม่ได้ทำให้ปลอดภัยขึ้นหรือหมดไปแต่อย่างใด (แน่นอนว่าปัญหาพวกนี้ใครมันจะกล้าออกมาบอกว่ามีล่ะครับ โครงการใหญ่ๆรับเงินเข้ากระเป๋าตุงไปแล้วก็ต้องฉายภาพว่ามันสวยงามไปหมดแหละครับ)
ประเทศสหรัฐอเมริกาตอนนี้ก็ใช้วิธีนำกากกัมมันตรังสีไปฝังไว้ในพื้นที่ห่างไกลบ้าง ในต่างประเทศที่ยากจนบ้างโดยแลกกับเงิน,สวัสดิการ และข้อตกลงทางการทูตต่างๆ แน่นอนว่าพี่แกคงไม่อยากให้ประชาชนของตัวเองโดนล่ะครับ ลับหลังไปรัฐบาลก็ย่อมต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน (ก็เป็นกันทุกประเทศ) แต่ไทยเราไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้นก็คงต้องหาฝังเอาแถวๆขอบประเทศล่ะครับ ซึ่งแถวนั้นมันเป็นพวกชายทะเลบ้าง พื้นที่เกษตรบ้าง อันเป็นหัวใจของประเทศทั้งสิ้น ยิ่งถ้ากากมันปนเปื้อนลงไปในน้ำทะเลหรือแม่น้ำสายหลักนี่ไม่อยากจะคิดครับ คนเมืองก็คนเมืองเถอะ รอดยาก... (ขนาดแค่น้ำมันรั่วมาลอยบนผิวทะเลจากแท่นขุดเจาะกลางทะเลของอเมริกา ผ่านมาเป็นเดือนๆก็ยังแก้ไม่ได้ นี่ถ้ากากกัมมันตรังสีหลุดออกมา แค่คิดก็สยองแล้วครับ)
และที่สำคัญคือปัจจุบันมีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติอย่างเช่นแผ่นดินไหวในระดับรุนแรงแบบที่ป้องกันได้ยากมากในประเทศบริเวณเส้นศูนย์สูตร (แถวบ้านเราก็มีอินโดนีเซียกับอินเดียที่เกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆอย่างที่ได้ยินข่าวกัน) ซึ่งหากเกิดขึ้นมาก็ยากที่จะคำนวณความปลอดภัยของโรงงานได้ ยิ่งอย่างที่คุณ -Rookies- ว่าเกี่ยวกับปัญหาการโกงกินอีก แค่ถนนกับสนามบินยังเละซะขนาดนี้ ผมว่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี่ความเสี่ยงมันยิ่งเพิ่มขึ้นแบบไม่อาจประมาณได้เลย
ก็อย่างที่ว่ามาครับ ทั้งเรื่องความคุ้มในการลงทุน ทั้งเรื่องปัญหาธรรมชาติ ประชาชนอย่างเราๆที่ไม่ได้รับรู้ความจริงในทุกแง่มุมนี่แหละ ที่ต้องรับเคราะห์ไปเต็มๆ คนสร้างรับเงินเสร็จก็ไม่อยู่ให้ด่าแล้วครับ ใครจะกล้ายืนยันว่าโครงการเสร็จแน่นอน ไม่ต้องดูอะไรมาก ผ่านวิภาวดีทุกวันนี้เสาจากโครงการโฮปเวลยังตั้งโด่เด่เป็นอนุสาวรีย์น่ารักอยู่เลย...
ช่วยๆกันกระจายข้อมูลออกไปเมื่อมีโอกาสกันเถอะครับ ผมไม่ได้คัดค้านหัวชนฝาว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มันทำไม่ได้ เพียงแต่ตอนนี้ไม่ว่ามองมุมไหนมันก็ไม่คุ้มทั้งนั้น ปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดจิ๋วที่ใช้พื้นที่แค่ไม่กี่ตารางเมตรก็สร้างไฟฟ้าให้ใช้กันได้ทั้งเมือง(ไม่ใช่มหานครนะ อันนั้นไม่พอต้องมีสามสี่โรง) ถ้าเป็นในรูปนั้นได้ความเสี่ยงก็จะน้อย ความคุ้มก็สุดคุ้มกันไปเลย ถ้าสร้างกากกัมมันตรังสีน้อยจนกำจัดกันได้เห็นๆผมคนแรกล่ะที่จะสนับสนุนแบบสุดตัวเลย
ดังนั้นตอนนี้ช่วยรอกันไปอีกหน่อยเถอะครับ อย่าเพิ่งไปลงนามหรือทำการสนับสนุนตอนนี้เพราะเทคโนโลยีมันยังไม่ถึง ไอ้ที่เห็นๆว่าได้ผลและคุ้มค่าอย่างพลังงานสะอาดเนี่ยยังน่าสนับสนุนกว่าเยอะ ช่วยๆกันให้ความรู้มันส่งต่อไปครับ ถึงเวลานั้นประชาชนทุกคนก็จะเลือกในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสมเอง ไม่ใช่แบบตอนนี้ที่นักการเมืองมากรอกหูแต่ว่าพลังงาน"ถูก"และ"สะอาด"... สตรอเบอแหลชัดๆ :D
สนามบินมันมีปัญหาอะไรเหรอครับ
สนามบินมันมีปัญหาอะไรเหรอครับ?
ถ้าบอกว่าพื้นแตกก็เลิกคุยนะครับ
ผมก็ย้ำแล้วเหมือนกันว่า นิวเคลียร์ก็มีเทคโนโลยที่จะใช้ในการรีไซเคิล และสร้างพลังงานในรูปแบบที่ปลอดภัยมากขึ้น ที่เห็นตอนนี้คือมีการนำเอากากที่มีรังสี มาใช้สร้างแบตเตอร์รี่ชนิดใหม่ ที่สร้างกระแสไฟฟ้าด้วยรังสีที่ปล่อยออกมา
ถามจริงๆเถอะว่าแล้วโรงงานแบบอื่นปลอดภัยกว่านิวเคลียร์?
ถ้ากลัวก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดีครับ
แล้วมลพิษของการผลิตโซล่าร์เซลล์ล่ะครับเคยมีใครตรวจวัดใหม เห็นบอกแต่ น้อยลงๆ
น้อยลงนิดเดียวเอามาโฆษณารึเปล่า? ใครพิสูจน์ได้?
หรือผลิตที่ไหนก็ช่างไม่ต้องสนใจ ใช้อย่างเดียว ไม่ใช่ประเทศเราเป็นพอ?
อย่างน้อยผมก็เห็นว่าโซล่าร์เซลล์ตอแหลพอกันนั่นแหละ
ตอแหลว่า "สะอาด 100%" มาเป็นสิบปี จริงๆก็มีมลพิษจากโรงงานผลิต
โถ... ก็ยังจะบูชา
มันไม่ใช่ว่าวันนี้สนับสนุนแล้วปีหน้าจะสร้างเสร็จเมื่อไหร่ พิจารณากันเป็นปีๆ แผนแม่บทกันอีกหลายปี(ข่าวนี้บอกว่าอะไรครับ เวียตนามจัดแผนไว้แปดปีนะครับ)
เอาแค่วันนี้ เลิกต่อต้าน แล้วสนับสนุนให้ "ทำแผน" ว่าทำแบบไหนดี อีกห้าหกปีให้มีซักโรงสองโรง ก็วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย
เห็นพวก NGO NGO มาเพ้อว่า ให้รอๆ รอนั่น รอนี่ ผมก็เซ็งชีวิต
รอทุกอย่างไม่ลงมือทำ มันจะได้เจริญมั้ยล่ะครับ
รอไปจนวันที่ต้องแข่งกับพม่าเลยมั้ย
ได้ใช้งานสนามบินสุวรรณภูมิบ่อ
ได้ใช้งานสนามบินสุวรรณภูมิบ่อยรึเปล่าครับ? พอดีผมเผอิญได้ไปอยู่ในสนามบินก่อนวันเปิดใช้งานจริงหนึ่งอาทิตย์เต็มๆครับ(ไปประจำไซต์งาน) ห้องน้ำตัน ไฟฟ้าไม่มี ฝุ่นละอองฟุ้งไปทั่ว (นี่คืนก่อนเปิดนะครับ) แล้วผมไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องพื้นแตกถึงเลิกคุยล่ะครับ มันก็เป็นปัญหาจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานนะครับ หรือว่ารู้กันเยอะแล้วเกร่อเลยมองข้ามได้?
เรื่องแบตเตอรี่หรือการนำกากกัมมันตรังสีมารีไซเคิลได้นี่ขอข้อมูลทางวิชาการด้วยครับ ผมอยากได้ข้อมูลเพิ่มจะได้นำเสนอได้ในแง่มุมที่กว้างขึ้น
ส่วนเรื่องมลภาวะจากการผลิต solar cell นี่น่าคิดครับ ไม่มีตัวเลขยืนยันชัดเจนว่ามันลดไปได้มากแค่ไหน แต่ได้ยินมาว่าแทบจะไม่มีแล้วผมก็เข้าใจว่าน่าจะต่ำมากๆ (คิดว่าน่าจะดีและปลอดภัยกว่ายูเรเนี่ยมกับกากกัมมันตรังสีครับ - ไม่มีข้อยืนยันให้นะอันนี้ เพราะถึงมีก็คิดว่ามันคงไม่สามารถนำมาวัดในมาตรฐานเดียวกันกับนิวเคลียร์ได้ว่าอันไหนมลพิษมากกว่ากัน แต่นิวเคลียร์นี่มันไม่ได้จบตรงที่วงจรการผลิตครับ ส่วนที่น่ากลัวมันหลังจากเริ่มต้นการใช้งานไปแล้วด้วย) อย่ามองแต่พลังงานแสงอาทิตย์นะครับ ตอนนี้"พลังงานลม"มาแรงกว่าด้วยซ้ำไป :D
ส่วนเรื่องแผนจัดทำระยะยาวผมก็ทราบแหละครับ แต่ไม่มีอะไรมายืนยันว่าโครงการจะสำเร็จตามเป้าหมายหรือมีปัญหา ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพการจัดการของรัฐบาลทั้งรุ่นที่อนุมัติโครงการและแต่ละรุ่นที่รับช่วงทำต่อกันมา ก็ทราบใช่มั๊ยครับ? รัฐบาลไทยทำโครงการใหญ่ๆส่วนมากจะมีปัญหาอยู่เสมอ ความเสี่ยงเรื่องนี้ผมว่ามองข้ามไปก็ไม่ดีนะครับ
ส่วน NGO อย่าเอามาเป็นประเด็นเลยครับ ผมไม่ใช่พวกนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บางครั้งผมก็เบื่อหน่ายกับการมองด้านเดียวอย่างสุดโต่งของคนกลุ่มนี้เหมือนกัน แล้วเรื่องที่ว่าให้ไปแข่งกับพม่าบ้างเวียดนามบ้างเนี่ย ผมว่าเลิกเถอะครับ มีน้อยกว่าแต่มีความสุขกว่าผมว่าดีนะครับ มาวัดว่าต้องมีรายได้ต่อหัวต่อปีสูงกว่าแล้วดีกว่าผมว่าไม่ถูกหรอก จะมาบอกว่าเค้ามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 โรงเราต้องมี 4 มันก็ไม่ใช่อีก ขนาดกำลังการใช้งานกับนโยบายก็ไม่เหมือนกัน ความต้องการของประชาชนก็ต่างกัน (ผมมีเพื่อนพม่าที่แอบมาทำงานแล้วไม่ยอมกลับประเทศครับ เค้าอยู่ด้วยวีซ่านักศึกษามาได้พักนึงละ เรื่องประเทศพม่าที่เค้าเล่าให้ฟังนี่น่ากลัวมากครับ ผมฟังแล้วแทบไม่เชื่อว่าในโลกพ.ศ.นี้ยังมีการปกครองแบบนี้อยู่อีก แบบว่าเกาหลีเหนือชิดซ้ายเลยครับ ผมคิดว่ารัฐบาลทหารอย่างพม่าถ้ามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี่ไม่พ้นต้องผลิตอาวุธแน่นอน ประโยชน์ที่จะตกไปถึงประชาชนนี่คงน้อย ส่วนจะให้ไปแข่งกับพม่านี่คงต้องขอบายจริงๆครับ แข่งกันแนวนี้ผมว่าไม่ไหวจริงๆ)
แล้วก็ขอแก้ความเข้าใจผิดนิดนึงครับ ที่มานำเสนอเรื่องพลังงานสะอาดนี่ไม่ใช่ว่าผมบูชาหรืออยากเป็นฮีโร่รักษ์โลกอะไรนะครับ จริงๆแล้วผมเป็นคนแอบเห็นแก่ตัวครับ ผมกลัวป่วยเป็นมะเร็ง กลัวต้องคอยระแวงอาหารที่เอาเข้าปาก กลัวจะไม่สามารถใช้ชีวิตกับธรรมชาติอย่างมีความสุขได้ครับ กลัวที่จะต้องเห็นผู้คนรอบข้างเป็นทุกข์อีกด้วย ทางเลือกอย่างพลังงานนิวเคลียร์หรือ GMO มันเป็นทางเลือกที่คนมองว่าง่ายและได้ผลเร็วซึ่งมันก็จริง แต่ผลกระทบที่จะตามมามันแรงมากนะครับ ที่สนับสนุนพลังงานสะอาดเพราะผมวิเคราะห์จากข้อมูลที่ผมได้รับมาทั้งหมดจนถึงปัจจุบันแล้วมองแนวโน้มว่ามันดีกว่าครับ ก็อย่างที่บอกไปใน comment ก่อนนี้ว่าถ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดจิ๋วนั่นมันเจ๋งและแก้ปัญหาได้จริงผมสนับสนุนสุดตัวครับ :D
ปล. มีเรื่องน่าชื่นใจนิดนึงมาบอกครับ ตอนนี้ภาครัฐเริ่มมีโครงการสนับสนุน"การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ห่างไกล"แล้วครับ อันนี้เป็นเรื่องที่คุณห่วงเรื่องประชาชนที่ไม่มีพลังงานใช้เพราะอยู่ในพื้นทีห่างไกลครับ เค้าสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับการติดตั้งมาได้คำตอบมาว่า "มีความสุขมากๆ" ผมแค่อยากเห็นอะไรน่ารักๆแบบนี้แหละครับ ได้ฟังแล้วชื่นใจมากๆ ผมคิดว่าสิ่งดีๆสิ่งหนึ่งที่ตัวผมเองได้รับรู้มาจากการที่ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐหลายต่อหลายครั้งคือ รัฐบาลมักจะเลือกศึกษาทางเลือกหลายๆทางพร้อมกันโดยไม่ฟันธงเลือกไปเลยว่าอะไรดีหรือไม่ดี อย่างตอนนี้พลังงานแสงอาทิตย์มันแก้ไขปัญหาได้ก็นำมาใช้ก่อน ส่วนเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษากันไป(เพราะยังมองว่ามันได้ไม่คุ้มเสีย) ตอนเรื่อง GMO ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าตัดไปเลยแต่ก็ศึกษากันอยู่โดยมองทางเลือกเกษตรพอเพียงไปด้วย (จะเห็นว่าตอนนี้ทั่วประเทศมีแหล่งทำการเกษตรแบบพอเพียงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเท่าที่รู้มามันก็แก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรและสร้างความสุขให้คนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี) เห็นผู้คนมีความสุขมันก็รู้สึกดีว่ามั๊ยครับ? :D
ด้วยปริมาณคาร์บอนในอากาศที่เพ
ผมเขียนข่าวไฟฟ้าแสงอาทิตย์มากกว่าพลังงานอื่นๆ หลายเท่าตัว เพราะส่วนตัวแล้วเชื่อเหมือนกันครับ ว่าสุดท้ายมันคือทางที่เราต้องไปให้ถึง
แต่การบอกว่ารอของที่ดีที่สุดไปเรื่อยๆ โดยไม่พิจารณาความจำเป็นทางด้านเวลา ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดในสายตาของผม มันเหมือนนายกบอกว่าจะข้าม 3G ไปทำ 4G
ไม่แน่ใจว่า reply
ไม่แน่ใจว่า reply มาที่ผมรึเปล่า แต่ขอตอบเป็นข้อๆไปนะครับ :D
เรื่องนี้ต้องขอข้อมูลคุณ lew เพิ่มเติมด้วยครับ ผมเองไม่ทราบว่าปริมาณคาร์บอนที่ผลิตออกมาระหว่างสองแบบๆไหนสูงกว่ากัน และได้รับมาจากกระบวนการใดบ้าง รบกวนด้วยครับ (ถ้าได้ทั้งวงจรจนถึงขั้นใช้งานจะแหล่มมาก) จะเป็นแบบประมาณก็ได้ครับจะได้ทราบกันเห็นๆไปเลย แล้วอีกข้อที่น่าสนใจก็คือเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีวิธีการลดคาร์บอนส่วนที่เป็นมลพิษจากขั้นตอนโดยรวมทั้งหมดลง หรือนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ อันนี้น่าสนใจมากครับ
ก็อย่างที่ว่าล่ะครับ เรื่องราคาถ้ามองแต่ตัวเงินตอนผลิตมันไม่พออยู่แล้ว แต่ต้องมองในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ, การซ่อมบำรุง, การรักษาสิ่งแวดล้อม, สุขภาพประชาชน และเรื่องอื่นๆเช่นการสร้างงานในพื้นที่ด้วยนะครับ อันนี้ผมยังมองว่าพลังงานสะอาดกินขาดอยู่
ส่วนเรื่องที่ว่าเชื้อเพลิงชุดหนึ่งใช้ได้นานนี่ไม่ทราบว่ามันแปรผันตรงกับจำนวนแร่ปฐมภูมิอย่างยูเรเนี่ยมรึเปล่าครับ? ไม่ใช่ว่าใช้ได้นานแต่ต้องอัดยูเรเนี่ยมมหาศาลจนเกิดกากกัมมันตรังสีออกมามากตามไปด้วยอย่างนี้ก็ไม่เวิร์คนะครับ
ไม่ได้ถึงกับเชื่อนะครับ อย่างที่ออกตัวไปก่อนล่วงหน้าแล้วว่า"ถ้า"มันแก้ไขปัญหาได้จริงๆก็ยินดีสนับสนุนเต็มที่ ผมอยากแสดงให้เห็นว่าผมไม่ได้ค้านพลังงานนิวเคลียร์แบบหัวชนฝา แต่ขอให้แน่ใจว่ามันมีความเสี่ยงต่ำจริงๆ ไม่ได้บอกว่าให้นำมาใช้ตอนนี้นะครับ บอกแล้วว่ามันยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาอยู่
ส่วนเรื่องการกระจายโรงงานมันน่ากลัวจริงๆอย่างที่คุณว่าครับ แต่ในมุมกลับหากมีการกำหนดปริมาณการติดตั้งอย่างเหมาะสมได้เนี่ย เวลาเกิดเหตุมันก็มีความรุนแรงลดลงตามขนาดของมันนะครับ นั่นจะทำให้การจำกัดขอบเขตการดูแลทำได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย ส่วนเรื่องการควบคุมผมกลับคิดว่าการกระจายการควบคุมไปเป็นหน่วยเล็กในพื้นที่จะทำได้ดีกว่าการควบคุมทั้งหมดจากส่วนกลางครับ หลายต่อหลายครั้งก็เห็นกันอยู่แล้วว่าการควบคุมรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆจากส่วนกลางมันช้าและแก้ปัญได้ไม่ทันท่วงที ดังนั้นการแบ่ง node ควบคุมแล้วประสานกันผ่านส่วนกลางน่าจะดีกว่าครับ (มองในกรณีที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กนะครับ)
ส่วนเรื่องโกงกินนี่คงคุยกันแนววิชาการและหาทางออกลำบาก ปัจจัยมันไม่แน่นอนและไม่ชัดเจนมาก ใครจะกล้ายืนยันว่าไม่มีการโกงกินเกิดขึ้น? ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ก็เถอะครับ แก้ได้ง่ายๆคงแก้กันไปหมดแล้ว
ตรงประเด็นครับ ผมได้เขียนไปใน comment ก่อนหน้าตรงช่วงท้ายแล้วว่าปัจจุบันรัฐบาลเองก็พยายามผลักดันโครงการที่เกิดผลดีและทำได้เร็วอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือเกษตรกรรมแบบพอเพียงอยู่ (น่าจะตอบไปหลังคุณ lew comment มาแล้วเลยไม่ทันเห็น) ไม่ใช่ว่ารอเลือกตูมเดียว ซึ่งถ้าเป็นไปในแนวทางนี้แล้วชาวบ้านและประชาชนเพียงพอ และมีความสุขกันผมว่าก็น่าจะดีนะครับ (มองในภาคประชาชนกับเกษตรกรรมไม่นับภาคอุตสาหกรรมนะ) ส่วนเรื่องของมหภาคอย่างอุตสาหกรรมก็ต้องศึกษาและเลือกกันต่อไปว่าจะไปในแนวทางไหนเพราะมีขนาดใหญ่มาก (ห้ามมองแยกกันจากภาคประชาชนโดยเด็ดขาด ไม่ใช่สร้างแล้วอุตสาหกรรมแฮปปี้แต่ประชาชนลำบากก็ไม่ได้นะ)
ส่วนเรื่อง 3G 4G นี่ผมไม่ค่อยรู้หรอกครับ ไม่ได้ติดตามเท่าไหร่มีแต่ได้ยินผ่านหูจากสื่อต่างๆ (ต่างกันยังไงผมยังไม่รู้เลย รู้แต่ว่าช่องทางสื่อสารความเร็วต่างกัน :P) อันไหนทำแล้วดีต่อประชาชนก็ทำเถอะครับ ไม่ต้องกลัวเสียหน้ากันว่าลงทุนไปแล้วหรืออะไร ถ้ามันไม่ได้จริงๆก็พับแล้วทำใหม่ไปก็น่าจะดีครับ ประมูลใหม่กันไปเลย ถ้าเข้าใจไม่ผิดปัจจุบันก็ยังประมูลกันไม่จบนี่ครับ?
ขอคุยกันเรื่องความคุ้มทุนล้วน
ขอคุยกันเรื่องความคุ้มทุนล้วนๆ เลยนะครับ พอดีผมข้องใจเรื่องนี้มากจนต้องไป Google ศึกษาซักหน่อย
ผมไปเจอบทความใน Wiki Relative cost of electricity generated by different sources ซึ่งผมว่าน่าสนใจมากครับ
เค้าได้ทำการคำนวณต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า Levelised energy cost (LEC) ซึ่งคิดจาก
อายุขัยของโรงไฟฟ้า, การลงทุนเพื่อขึ้นโรงไฟฟ้า, ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและดูแลรักษา, ราคาเชื้อเพลิง , cost of capital (อันสุดท้ายนี่ผมไม่ชัวร์ว่าหมายถึงอะไร ใครเก่งภาษาช่วยหน่อยละกันครับ)
ผลในปี 2010 ดังนี้ครับ จะเห็นได้ว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เทียบเท่าแก๊ซธรรมชาติ ส่วนแสงอาทิตย์นั้นน่าตกใจว่าทำไมสูงโลดได้ขนาดนั้น (คาดว่าเป็นเพราะเทคโนโลยีปัจจุบันยังผลิตไฟฟ้าได้ไม่ประสิทธิภาพพอ คงต้องรอการปรับปรุงอนาคต) ขณะที่พลังลมห่างชายฝั่งก็ปรวนแปรจนแพงกว่านิวเคลียร์ได้
Costs of electricity production
Nuclear Energy
107.0 – 124.0 €/MWh
10.70 – 12.40 €ct/kWh
Brown Coal
88.0 – 97.0 €/MWh
8.80 – 9.70 €ct/kWh
Black Coal
104.0 – 107.0 €/MWh
10.40 – 10.70 €ct/kWh
Domestic Gas
106.0 – 118.0 €/MWh
10.60 – 11.80 €ct/kWh
Wind Energy Onshore
49.7 – 96.1 €/MWh
4.97 – 9.61 €ct/kWh
Wind Energy Offshore
35.0 – 150.0 €/MWh
3.50 – 15.00 €ct/kWh
Hydropower
34.7 – 126.7 €/MWh
3.47 – 12.67 €ct/kWh
Biomass
77.1 – 115.5 €/MWh
7.71 – 11.55 €ct/kWh
Solar Electricity
284.3 – 391.4 €/MWh
28.43 – 39.14 €ct/kWh
นอกจากนี้ บทความนี้ยังบอกด้วยว่าการประเมินผลค่าใช้จ่ายด้านบนนั้น การผลิตไฟฟ้าแบบเก่า (น้ำมัน,แก๊ส) ไม่ตรงกับความเป็นจริงในปัจจุบันนัก (ต้นทุนของก๊าซธรรมชาติ จริงๆแล้วควรจะแพงกว่านี้)
เนื่องจากการประเมินนั้น คำนวนโดยใช้ราคาน้ำมันดิบในราคา 23 ดอลลาร์ต่อบา์ร์เรล ซึ่งจริงๆแล้ว ราคาน้ำมันดิบต้นปี 2010 แพงถึง 80 ดอลลาร์ต่อบา์ร์เรล
The RWI calculated this on the assumption that the costs of energy production would depend on the price development of crude oil and that the price of crude oil would be approx. 23 US$ per barrel in 2010. In fact the crude oil price is about 80 US$ in the beginning of 2010.
ถ้าสนใจอ่านได้ที่นี่ครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Relative_cost_of_electricity_generated_by_d...
แจ่มครับ
แจ่มครับ มีตัวเลขมาให้เห็นกันจะๆแบบนี้สิสุดยอด :D
ทีนี้ก็สรุปได้แล้วว่าถ้ามองจากจุดปัจจุบันในเรื่อง"การคุ้มทุน"ล้วนๆ นิวเคลียร์ยังนำพลังงานแสงอาทิตย์อยู่หลายเท่า ส่วนกับพลังงานลมสูสีกัน เพราะแบบ OnShore ถูกกว่าแต่แบบ OffShore ยังแพงกว่าอยู่ ซึ่งหมายความว่าในแง่การคุ้มทุนนิวเคลียร์กับพลังงานสะอาดยังไม่แตกต่างกันมากนัก (ถ้าไม่ยึดว่าจะใช้แสงอาทิตย์อย่างเดียวนะครับ) แต่ผมสงสัยนิดนึงว่าความแปรปรวนของพลังงานลมเนี่ย มันขึ้นอยู่กับพื้นที่รึเปล่าครับ? หมายความว่าถ้าพื้นที่ๆมีลมแรงเป็นประจำราคาจะถูกลงมากเลยใช่มั๊ยครับ
มีข้อดีอีกอย่างของพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยากให้คำนึงถึงคือมันติดตั้งง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องเดินสายไฟในเส้นทางระยะยาวซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งเสาไฟฟ้า หม้อแปลง และสายย่อยเข้าสู่บ้านเรือน (ผมไม่แน่ใจว่าหากคิดค่าดำเนินการทั้งหมดรวมไปแล้วพลังงานนิวเคลียร์ยังจะนำห่างหลายเท่าตัวอยู่รึเปล่า ถ้านำห่างหลายเท่าอันนี้ก็น่าคิดครับ แสดงว่าระบบแสงอาทิตย์มันไม่เหมาะจะทำในขนาดใหญ่จริงๆ เหมาะจะใช้ในพื้นที่ๆติดตั้งระบบย่อยในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า อันนี้มองจากราคาคุ้มทุนของ solar cell ในตลาดปัจจุบันนะครับ ถ้าเทคโนโลยีมันสูงกว่านี้อีกค่อยว่ากันอีกที)
ต่อไปน่าจะมองไปที่ประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกัน โดยเฉพาะเรื่องคาร์บอนที่ผลิตออกมา(ที่ขออนุญาตฝากคุณ lew เอาไว้) ว่าส่งผลกระทบกันมากน้อยขนาดไหนบ้าง ใครมีตัวเลขแบบนี้อีกจัดมาเลยครับ ถกกันแบบนี้ได้ความรู้เพียบแน่ๆ :D
ปล. ศัพท์คำว่า cost of capital ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ใครทราบมาเฉลยให้ด้วยครับ
ไปเจอของดีมาครับ :D
ไปเจอของดีมาครับ :D คือข้อมูลเรื่องคาร์บอนที่เกิดจากการผลิตพลังงานไฟฟ้า (อันนี้เท่าที่อ่านมาน่าจะรวมวงจรการผลิตและการดำเนินงานไว้แล้ว)
ตามลิงค์นี้ครับ
http://www.parliament.uk/documents/post/postpn268.pdf
จะเห็นได้ว่าคาร์บอนที่เกิดจากระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สูงกว่านิวเคลียร์กับลมหลายเท่าตัวเลยทีเดียว (ในบทความมีบอกไว้ว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะทำให้ลดลงได้โดยประมาณการคือครึ่งหนึ่ง ส่วนนิวเคลียร์จะผลิตคาร์บอนมากขึ้นหากยูเรเนี่ยมความบริสุทธิ์ต่ำลงถูกนำมาใช้) ส่วนสองอย่างหลังพอๆกัน ท่านไหนมีข้อมูลเรื่องผลกระทบของคาร์บอนต่อสิ่งแวดล้อมคร่าวๆช่วยชี้แนะด้วยครับ ผมรู้น้อยมากเรื่องนี้ :D
ส่วนตัวผมมองว่าตอนนี้"พลังงานลม"ดูเป็นต่อที่สุดในตัวเลือกพลังงานที่น่าสนใจนะครับ สะอาดและให้พลังงานเพียงพอ รวมทั้งผลิตคาร์บอนออกมาน้อยด้วย เรื่องการติดตั้งก็ทำได้ในระยะเวลาสั้น และค่าใช้จ่ายน่าจะต่ำด้วย (ใครมีตารางค่าใช้จ่ายรวมก็ขอด้วยครับ)
ใน paper มีจุดที่น่าสนใจอยู่คือพลังงานชีวมวล (biomass) ตรงตารางในอนาคต จะเห็นว่าค่าคาร์บอนมันติดลบลงสุดๆเลย เค้าอธิบายไว้ว่าขั้นตอนการสร้างพลังงานซึ่งเผาผลาญ biomass จะทำให้เกิดการดักจับคาร์บอนในธรรมชาติได้ด้วย อันนี้ก็น่าสนนะครับ "ใช้บ้าง"เพื่อลดคาร์บอนในธรรมชาติก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะครับ
เอาเป็นว่าได้ความรู้กันพอสมคว
เอาเป็นว่าได้ความรู้กันพอสมควรแล้ว ผมขออนุญาตไม่วนกลับมาดูกระทู้นี้แล้วนะครับ ใครคิดว่าข้อมูลมีประโยชน์ก็ช่วยกันเผยแพร่นะครับ ขอบคุณครับ :D