พลังงานชีวภาพเป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงในช่วงหลายปีมานี้ เนื่องจากสามารถนำมาใช้กับเครื่องยนต์ที่มีอยู่ในท้องถนนได้ทันที แม้จะมีผลเสียในภาพรวมต่อภาวะโลกร้อนก็ตาม การศึกษาล่าสุดยังพบปัญหาอีกประการของการใช้น้ำที่มากจนน่าตกใจในบางครั้ง
ประเด็นการใช้น้ำที่สูงเป็นเรื่องที่ได้รับการศึกษามาแล้วก่อนหน้านี้ โดยรายงานเดิมนั้นมีการศึกษาว่าน้ำมันชีวภาพ 1 ลิตร จะใช้น้ำสำหรับการเพาะปลูกประมาณ 263 ถึง 784 ลิตร ขึ้นกับพื้นที่และเทคนิคการเพาะปลูก แต่การศึกษาล่าสุดพบว่าช่วงขอบเขตกว้างกว่านั้น โดยในบางฟาร์มนั้นใช้น้ำถึง 2,100 ลิตรต่อน้ำมัน 1 ลิตร
การศึกษาทำใน 41 รัฐของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีสำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกมากๆ เช่น Corn Belt นั้นใช้น้ำเพียง 100 ลิตรต่อน้ำมัน 1 ลิตรเท่านั้น
บ้านเราการเกษตรยังมีปัญหาเรื่องระบบชลประทานกันอยู่มาก หวังว่าจะแก้ได้ในระยะยาวกันเสียที
ที่มา - PhysOrg


ขอโทษครับ
ขอโทษครับ เข้ามาอ่านแล้วงงครับ สงสัยผมคงอ่านไม่เข้าใจเอง
ถ้าจะบอกว
ถ้าจะบอกว่างง ช่วยบอกด้วยครับว่าไม่เข้าใจอะไรตรงไหน
มาบอกว่างงเฉยๆ อย่างนี้มันจะไม่ได้อะไรทั้งคุณที่เป็นคนอ่านและผมที่เป็นคนเขียนนะครับ
อ่อ..ขอโทษค
อ่อ..ขอโทษครับ ตื่นมา สมองมันยังไม่ทำงานครับสงสัยแรมมันต่ำT_T
ลองอ่านใหม่หลายๆรอบก็เริ่มเข้าใจ อาจเป็นเพราะ สำนวนการเขียน มั้งครับ
แต่ผมต้องขอโทษด้วย ผมผิดเอง แหะๆ อ่านไม่ดีเอง
อาทิเช่นน
อาทิเช่นนะครับ "น้ำมันชีวภาพ 1 ลิตร จะใช้น้ำสำหรับการเพาะปลูกประมาณ 263 ถึง 784 ลิตร"
ถ้าเป็นผม "กว่าจะมาเป็น" น้ำมันชีวภาพ 1 ลิตร "ต้อง" ใช้ "น้ำ" สำหรับการเพาะปลูกประมาณ 263 ถึง 784 ลิตร" อะไรประมาณเนี้ยครับ
แต่ถ้าอ่านแบบแรกแต่ใจเย็นๆก็เข้าใจครับ
อ่านแล้วไ
อ่านแล้วไม่งงนะครับ เหมือนว่าต้นทุนน้ำมันชีวภาพ คงต้องถูกทบทวนในความคุ้มค่า ทั้งต่อการลงทุน และความคุ้มค่าด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง บางที อาจจะต้องมีองค์กรสากลขึ้นมาควบคุมดูแล เพื่อจัดโซนที่เหมาะหรือเป็นการให้มาตฐานที่ถูกต้อง เพื่อความคุ้มค่าทางด้านสิ่งแวดล้อมแก่การปลูกพืชเพื่อสกัดเอาน้ำมันชีวิภาพนะครับ คล้ายๆ ISO แต่ต้องให้มีคงต้องเข้มงวดกว่านั้น เพราะผลกระทบในการใช้ทรัพยากรน้ำนั้น มันกระทบกันได้ทั่วโลก หากเกินจากการใช้โดยปราศจากวินัยที่ถูกต้อง
แต่บางที ในระบบทุนนิยม และกลไกตลาดก็จะควบคุมมันเอง หากต้องการให้น้ำมันชีวภาพขายได้เยอะๆ ก็ต้องขายให้ถูก จะขายให้ถูกก็ต้องลดต้นทุน จะลดต้นทุนก็ต้องบริหารทรัพยากรน้ำให้คุ้มค่านั่นเอง ;)
คิดเหมือน
คิดเหมือนกันว่า ถ้าต้นทุนบริเวณนั้นมันสูง ก็ไม่น่าจะไปผลิตกันแถวนั้นนี่นา ยกเว้นว่าจะเป็น comparative advantage แล้ว ;-)
เข้าใจว่า
เข้าใจว่าใช้น้ำเยอะ กว่าจะได้น้ำมัน 1 ลิตร
แต่ทำไมต้องตกใจ เพราะน้ำไม่ได้ไปไหน ก็หมุนเวียนในวัฏจักรนี่
น้ำมันต่างหาก ที่บริโภคแล้วหมดไป
ถึงน้ำจะไ
ถึงน้ำจะไม่ไปใหน แต่ก็มีจำกัดนะครับ ปริมาณน้ำจืดมีแค่ 2-3% เท่านั้น เมื่อเทียบกับน้ำเค็ม
ที่น่าตกใจคือน้ำมัน 1 ลิตรเผาแป๊บเดียวหมด แต่น้ำจืดต้องอาศัยดวงตะวันขนมาให้ผ่านก้อนเมฆ ถ้าต้องให้มนุษย์ผลิตพลังงานมาทำน้ำจืดเพื่อผลิตน้ำมันหล่ะก็ไม่มีทางทำได้เลยครับ จำเอาไว้ว่า น้ำ อากาศ สภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่ใช่ของฟรีนะครับ ต้องใช้พลังงานมหาศาลในการสร้างขึ้นมา ซึ่งพลังงานที่ว่าก็คือดวงอาทิตย์นั่นเองครับ
7blogger.com
ผมว่าเรื่
ผมว่าเรื่องน้ำมันไม่ใช่ปัญหาหรอก มันเป็นแค่ตัวเลขที่มันเยอะเท่านั้นเอง เราเลยตกใจ ลองคิดดูดีๆสิ น้ำเยอะขนาดนี้ เค้าไม่ได้มารดต้นเดียว วันเดียวซะหน่อย ทำไมไม่มีข่าวบางนะว่า ข้าว 1 จานใช้น้ำตั้ง xx ลิตร
แล้วอีกอย่างน้ำไม่ได้หายไปหรือน่าวิตกกังวลนักสำหรับพื้นที่ที่พร้อมสำหรับการเพาะปลูก
แต่ผมว่าปัญหามันอยู่ที่ การที่ต้องใช้ผลผลิตในปริมาณมาก เพื่อแลกกับน้ำมันเพียงน้อยนิด (ก็คิดดูสิ น้ำเยอะขนาดนั้น) เคยอ่านใน national geographic มีเรื่องเขียนถึง พลังงานชีวภาพว่ากำลังจะมาแย่งอาหารของชาวโลก โดยเฉพาะประเทศโลกที่สาม
ข้าวหนึ่ง
ข้าวหนึ่งจานใช้น้ำกี่ลิตรนี่มีข่าวนะครับ เพียงแต่ไม่ได้ออกทีวีเท่านั้นเอง ผมคุ้นๆ ว่าไทยเองเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ผลผลิต ข้าวต่อปริมาณน้ำที่ใช้ต่ำมากจนไม่น่าเชื่อว่าเราเป็นประเทศที่พึ่งพิงการเกษตรเป็นหลัก
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือการที่เราไม่ควรแก้ปัญหาแบบส่งๆ เพื่อเตรียมตัวไปพบกับปัญหาใหม่ เพราะในตอนนี้เองน้ำจืดก็เป็นประเด็นอยู่พอสมควรอยู่แล้ว
คิดถึงวิช
คิดถึงวิชาชีวะม.ปลายนะผมคิดถึงวิชา นิเวศวิทยาที่พูดถึง 10%Law
ถ้าพูดถึง 10% Law ผมว่า มันก็ไม่แปลกอะไรนะครับ
น้ำที่เรารดต้นพืชได้รับมีเพียง 10%
และใน Metabolic Procedure ก็ใช้ได้แค่ 10%
สุดท้ายก็ได้ประมาณนี้อะแหละ
แถมอาจจะหายไปมากกว่านี้ด้วยซ้ำ
คล้ายๆกับ
คล้ายๆกับการบริโภคเนื้อสัตว์
ประมาณว่าจะต้องใช้ผักปริมาณมากๆกว่าจะได้เนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม
ดังนั้น กินผักช่วยลดวิกฤติอาหารโลกได้
ไม่ก็ทำรถเติมน้ำ แทนน้ำมันไป