Wind Energy

Motorola, Bloomberg, LEGO, PwC ร่วมผลักดันพลังงานลม WindMade

WindMade เป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานลมในฐานะ "พลังงานสะอาด"

ไอเดียของโครงการนี้คือเชิญชวนให้บริษัทต่างๆ หันมาใช้พลังงานลมกันมากขึ้น โดยโครงการจะแปะตรา "WindMade" ให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหล่านี้เป็นการตอบแทน (คิดถึงตรารีไซเคิลที่แปะอยู่ข้างบรรจุภัณฑ์ต่างๆ นะครับ)

ในเบื้องต้น WindMade หาพันธมิตรเข้าร่วมโครงการได้ 15 ราย ที่ดังๆ ได้แก่ Motorola, Bloomberg, PwC (Price Waterhouse Coopers), LEGO, Deutschbank เป็นต้น

นิวซีแลนด์สร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มสองแห่ง เตรียมใช้พลังงานจากแหล่งหมุนเวียน 90%

นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนสูงมาก โดยปัจจุบันใช้อยู่ 79% จากความได้เปรียบที่ประชากรน้อยและมีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล และการอนุมัติโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มอีกสองแห่งในรอบล่าสุดก็จะทำให้ตัวเลขพลังงานหมุนเวียนของนิวซีแลนด์สูงขึ้นเข้าใกล้เป้าหมาย 90% ภายในปี 2025

โรงงานไฟฟ้าสองแห่งใหม่ แห่งแรกนั้นอยู่ในเกาะเหนือตามชายฝั่งทะเลที่มีหมู่บ้านเพียงหกหมู่บ้าน ประชากรรวม 500 คนจาก 110 หลังคาเรือน โดยบริษัทผู้ดำเนินการคือ Genesis Energy ได้ทำสัญญากับเจ้าของที่ดิน 27 ผืนเพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าแล้ว มูลค่าโครงการนี้อยู่ที่ 1.43 พันล้านดอลลาร์ ใช้กังหันขนาดความสูงไม่เกิน 155 เมตรจำนวน 286 ต้น และเมื่อดำเนินการจะผลิตไฟฟ้าได้ 860 เมกกะวัตต์

แห่งที่สองอยู่ใกล้เกาะโอกแลนด์ มีกังหันจำนวน 168 ต้นความสูงไม่เกิน 150 เมตร ขนาดใบพัดไม่เกิน 50 เมตร กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 540 เมกกะวัตต์

ทางการนิวซีแลนด์มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพลังงานลมเป็น 20% ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน ตัวเลขเป้าหมายจึงอยุ่ที่ 3,000 เมกกะวัตต์ ทำให้ยังต้องการโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มเติม แต่บางแห่งก็ยังไม่สามารถขออนุญาตได้

พลังงานลมดูจะเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างน่าสนใจมากโดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามันใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันผลิตพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ทั้งนั้นมันต้องการพื้นที่ที่ลมแรงมากเพื่อจะผลิตไฟฟ้าในปริมาณมากได้ และตัวพลังงานลมเองก็ก่อมลภาวะทางเสียงขึ้นเยอะมาก จนต้องหาพืื้นที่ห่างไกลเป็นหลัก

ที่มา - CleanTechnica

กูเกิลลงทุนเพิ่ม 102 ล้านดอลลาร์ในบริษัทพลังงานลม

ต้นทุนพลังงานยังคงเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของบริษัทไอทีขนาดยักษ์เช่นกูเกิล การลงทุนในพลังงานเพื่ออนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดก็ตกอยู่กับบริษัท Alta Wind Energy Center (AWEC)

กูเกิลเคยลงทุนในบริษัทนี้ไปรอบหนึ่งแล้วด้วยมูลค่า 55 ล้านดอลลาร์ในโครงการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 101 เมกกะวัตต์ และรอบนี้เป็นโครงการใหม่ที่มีกำลังผลิต 168 เมกกะวัตต์

โครงการ AWEC มีแผนจะขยายกำลังผลิตไฟฟ้าไปถึง 1,550 เมกกะวัตต์ โดยภายในปลายปีนี้พลังงานรวมน่าจะเกิน 1,000 เมกกะวัตต์

กูเกิลลงทุนด้านพลังงานในปีนี้ไปแล้วกว่า 700 ล้านดอลลาร์ โดยพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับเงินลงทุนมากที่สุด ขณะที่พลังงานลมได้รับเงินลงทุนเป็นอันดับที่สอง โดยในตอนนี้เองศูนย์ข้อมูลของกูเกิลก็ใช้พลังงานลมนับร้อยเมกกะวัตต์อยู่แล้ว

ที่มา - eWeek

ภาวะโลกร้อนทำให้พลังงานลมบนโลกน้อยลง

ในภาวะโลกร้อนเช่นนี้ หลายคนมุ่งหน้าไปหาพลังงานทางเลือก และหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่รู้จักกันมากที่สุดก็คงไม่พ้น "พลังงานลม"

แต่เราคงต้องเจอปัญหาใหม่กันซะแล้ว เมื่อ Diandong Ren แห่งมหาวิทยาลัยเทกซัส ณ ออสติน พบว่าการที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น กระแสลมที่พัดจะมีความเร็วน้อยลง ทำให้เก็บเกี่ยวพลังงานลมมาใช้ได้น้อยลงด้วย

Diandong Ren อธิบายว่ากระแสลมในชั้นบรรยากาศที่สูงจากพื้นดิน 1000 เมตรซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของกังหันพลังงานลมนั้นเกิดจากระดับความแตกต่างของอุณหภูมิที่ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จากเส้นศูนย์สูตรถึงขั้วโลก ยิ่งความแตกต่างมีมาก กระแสลมก็ยิ่งแรง

แต่ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิที่ขั้วโลกสูงขึ้น ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างเส้นศูนย์สูตรกับขั้วโลกจึงน้อยลง ส่งผลให้กระแสลมลดน้อยลงตามไปด้วย จากการคำนวณ เมื่ออุณหภูมิของโลกบริเวณเส้นละติจูดกลางๆ และละติจูดสูงๆ เพิ่มขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส ความเร็วของกระแสลมจะลดลงถึง 4-12% ทั้งนี้เมื่อตัดปัจจัยเรื่องสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างออกไป

ตอนนี้เราก็คงต้องเลือกแล้วว่าจะวางกังหันเพิ่มขึ้นหรือจะหันไปหาพลังงานทางเลือกอย่างอื่นดี

ที่มา PhysOrg

กูเกิลจะลงทุนในพลังงานลม

บริษัทไอทีอย่างกูเกิลที่มีเงินเหลือเฟือ มีหน่วยงานด้านการลงทุนในบริษัทใหม่ๆ อยู่ด้วย และกูเกิลกำลังจะเทเงิน 5 พันล้านดอลลาร์ลงในธุรกิจพลังงานลม โดยจะเน้นที่พลังงานลมชายฝั่งแอตแลนติกของสหรัฐ

Dan Reicher หัวหน้าโครงการพลังงานและสภาพอากาศของกูเกิล บอกว่ากูเกิลต้องการประสบความสำเร็จทั้งในแง่ตัวเงินจากการลงทุน และต้องการ "สร้างความเปลี่ยนแปลง" ให้กับโลก

การลงทุนของกูเกิลจะช่วยให้นักลงทุนรายอื่นๆ มั่นใจในพลังงานลมมากขึ้น และจะเทเงินลงทุนในพลังงานลงตามมา อย่างไรก็ตาม พลังงานลมชายฝั่งก็ได้รับคำวิจารณ์จากผู้อาศัยอยู่ใกล้ทะเลว่าบดบังทัศนียภาพ

ที่มา - Businessweek

กูเกิลเซ็นสัญญาซื้อพลังงานลม 20 ปี

ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ของบริษัทไอทีอย่างกูเกิลนั้นไม่ใช่เพียงค่าคอมพิวเตอร์ หรือวิศวกรจำนวนมากเพียงเท่านั้น แต่ยังมีค่าพลังงานที่ศูนย์ข้อมูลของกูเกิลใช้พลังงานมหาศาลอยู่ทุกวันทำให้กูเกิลลงทุนเรื่องพลังงานค่อนข้างมาก และข้อตกลงล่าสุดก็มีการตกลงซื้อพลังงานลมไปอีกถึง 20 ปีข้างหน้าแล้ว

กูเกิลทำข้อตกลงซื้อพลังงาน 114 เมกกะวัตต์ไปอีก 20 ปีจากบริษัท NextEra Energy Resource โดยบริษัทนี้มีกำลังผลิตถึง 7,600 เมกกะวัตต์ที่ผลิตด้วยลมอยู่ในตอนนี้

นี่เป็นผลจากการที่กูเกิลมีใบอนุญาตในการซื้อขายพลังงานแบบยกล็อต ด้วยใบอนุญาตนี้กูเกิลจะสามารถซื้อพลังงานล่วงหน้าเป็นระยะเวลานานๆ แล้วบริหารการใช้งานของตัวเอง ตลอดจนขายส่วนเกินออกไปเมื่อพลังงานเหลือได้

ที่น่าสนใจคือกูเกิลเองก็มีหุ้นอยู่ในบริษัท NextEra นี้เองด้วย โดยกูเกิลลงทุนโดยตรงลงไป 38.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก็ไม่ได้มากอะไรกับบริษัทที่มีรายได้ 15 พันล้านดอลลาร์อยู่แล้ว

ที่มา - TechCrunch

จีนตั้งเป้าใหม่ในการใช้พลังงานจากลม 100 กิกะวัตต์ภายในปี 2020

เศรษฐกิจจีนที่เติบโตแบบเลขสองหลักไม่หยุดหย่อนในช่วงหลายปีมานี้ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นประเด็นที่สำคัญมากที่สุดประเด็นหนึ่งของประเทศ โดยในตอนนี้พลังงานประมาณร้อยละ 80 ของจีนนั้นมาจากถ่านหินซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงมาก จนทำให้จีนขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของแหล่งคาร์บอนของโลกได้ไม่ยากเย็น

ทางการจีนตระหนักปัญหาข้อนี้ดีและก่อนหน้านี้ก็มีการประกาศแผนแม่บทว่าจีนจะใช้พลังงานลมอย่างน้อย 30 กิกะวัตต์ภายในปี 2020 ที่จะถึงนี้ แต่ดูเหมือนตอนนี้เป้าหมายดังกล่าวจะง่ายเกินไป เพราะในเวลาไม่กี่ปี ณ วันนี้จีนใช้พลังงานลมไปแล้ว 12 กิกะวัตต์ และปริมาณการติดตั้งก็เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จนมีการประกาศแผนใหม่ให้เป้าหมายในปี 2020 จะมีการใช้พลังงานลมถึง 100 กิกะวัตต์

การใช้พลังงานลมทั่วโลกในตอนนี้อยู่ที่ 121 กิกะวัตต์ โดยจีนนั้นตามอยู่เป็นอันดับที่สี่รองจากสหรัฐฯ, สเปน, และแคนาดา

ที่มา - PhysOrg

Shell เลิกลงทุนในพลังงานลม-แสงอาทิตย์-น้ำ หันไปจับพลังงานชีวภาพ

บริษัท Royal Dutch Shell ผู้ค้าพลังงานรายใหญ่ของโลก ประกาศเลิกลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก 3 ชนิด คือ ลม แสงอาทิตย์ และน้ำ ที่บริษัทเคยลงทุนมาตลอด ด้วยเหตุผลว่าให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน และหันไปเน้นพลังงานชีวภาพ (biofuels) แทน เพราะมีลักษณะร่วมกับธุรกิจเดิมของบริษัทมากกว่า

ปัจจุบัน Shell เป็นผู้ซื้อผลผลิตทางการเกษตรเพื่อนำไปผลิตพลังงานชีวภาพรายใหญ่ที่สุดของโลก ในแผนของ Shell นั้นจะพัฒนาพลังงานชีวภาพจากพืชที่ไม่ใช่อาหาร และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ส่วนเรื่องน้ำมัน Shell กำลังหาวิธีลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำมัน โดยใช้เทคนิค carbon capture and sequestration (CCS) เข้าช่วย

กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม Friends of the Earth ได้วิจารณ์ Shell ว่ากำลังเดินผิดทาง เพราะพลังงานชีวภาพนั้นเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าน้ำมันเสียอีก

Shell สามารถผลิตพลังงานลมได้ปีละ 550 เมกะวัตต์ แต่ว่าบริษัทเพิ่งถอนตัวจากโครงการฟาร์มพลังงานลมขนาดใหญ่ในลอนดอนเมื่อปีที่แล้ว Shell คาดว่าในปี 2025 ตลาดพลังงานโลกจะมีส่วนแบ่งคือพลังงานจากน้ำมัน 80% และพลังงานทางเลือก 20%

ที่มา - Guardian

สรุปผลการติดตั้งเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าพลังงานลมในปี 2008

ประเด็นพลังงานสะอาดยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันต่อไป แต่แนวโน้มในปีที่ผ่านมาก็นับว่าดีมากเมื่อกลุ่ม Global Wind Energy Council ได้ออกมารายงานสภาพรวมตลาดกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมว่ามียอดการติดตั้งสูงถึง 27 กิกะวัตต์ในปีที่ผ่านมา สูงขึ้นกว่าปีก่อนถึงร้อยละ 30 มูลค่ารวมตลาดอยู่ที่ประมาณห้าหมื่นล้านดอลลาร์

สัดส่วนการเพิ่มขึ้นของการผลิตพลังงานนั้นสหรัฐฯ มาเป็นที่หนึ่งด้วยการใช้พลังงานลมถึงร้อยละ 42 ในแหล่งพลังงานสร้างใหม่ ส่วนในยุโรปนั้นกระแสความตอบรับพลังงานลมก็กว้างกว่าเดิมจากที่เคยกระจุกตัวอยู่ใน เนเธอร์แลนด์, เยอรมัน, และสเปนเท่านั้น ในปีนี้ฝรั่งเศสและอังกฤษก็เริ่มมีการใช้พลังงานลมมากขึ้นมาก

พลังงานลมนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่นเสถียรภาพที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือจะเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้สูงมากนัก แต่อย่างไรก็ดีพลังงานลมยังถูกโจมตีในประเด็นมลภาวะทางเสียงอยู่มาก

ที่มา - ArsTechnica

บริษัทพลังงานของนอร์เวย์ทดสอบกังหันลมแบบทุ่นลอย

StatoiHydro บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของนอร์เวย์ ได้ประกาศที่จะสร้างกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า ที่ลอยอยู่บนทุ่นนอกชายฝั่งของนอร์เวย์ในปีหน้า

กังหันลมนอกชายฝั่งทะเลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ต้องยึดติดกับรากฐานใต้ทะเลทั้งสิ้น แต่กังหันลมที่บริษัท StatoiHydro ทำการพัฒนาขึ้น จะติดตั้งโดยยึดตัวกังหันไว้กับทุ่นลอยบนทะเล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล

กังหันลมแบบทุ่นลอย ได้เปรียบกังหันลมแบบเดิมอยู่หลายอย่าง มันสามารถนำไปติดตั้งห่างไกลจากชายฝั่งได้มากขึ้น ซึ่งโดยมากมักมีกระแสลมแรงกว่าบริเวณชายฝั่ง และข้อดีที่สำคัญก็คือ สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก

บริษัท StatoiHydro ลงทุนในโครงการนี้ด้วยเงินกว่า 80 ล้านดอลลาร์ โดยมีชื่อเรียกโครงการว่า Hywind และจะเริ่มติดตั้งบริเวณทะเลเหนือ ห่างจากชายฝั่งของเกาะ Karmoey ประมาณ 10 กิโลเมตร ในช่วงครึ่งหลังของปี 2009

กังหันลมดังกล่าว สามมารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 2.3 เมกะวัตต์ มีความสูง 65 เมตรจากยอดคลื่น

โครงการนี้จะใช้เวลาทดสอบ 2 ปี หลังทำการติดตั้ง ถ้าหากมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก็น่าจะมีการดำเนินการต่อ

ที่มา - Physorg

Syndicate content