Does it rain less on the weekend?
เป็นเวลากว่า ทศวรรษมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันเรื่อง วันสุดสัปดาห์จะมีฝนตกน้อยกว่าวันทำงานจริงรึเปล่า ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระ สัปดาห์นั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเองฟ้าฝนจะมารับรู้ได้ยังไง
แต่นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายสนับสนุนก็ได้อธิบายว่า ในช่วงวันทำงานนั้นโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆจะปล่อยมลภาวะและฝุ่นละอองขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศมาก ฝุ่นละอองที่ลอยขึ้นไปนั้นทำให้เกิดการรวมตัวของละอองน้ำบนชั้นบรรยากาศเกิดเป็นหยดน้ำที่หนักขึ้น จนหนักพอที่จะตกลงมาเป็นฝนได้
ส่วนนักวิทยาศาสตร์ฝ่ายค้านก็ได้อธิบายว่า แม้ฝุ่นละอองบนชั้นบรรยากาศจะทำให้เกิดการรวมตัวของละอองน้ำได้ แต่ฝุ่นละอองที่มากเกินไปก็ทำให้เกิดการรวมตัวของหยดน้ำแบบกระจายตัว ทำให้หยดน้ำมีขนาดเล็กกว่าปกติและไม่หนักพอที่จะทำให้เกิดฝน เพราะฉะนั้นหักลบกลบหนี้กันแล้ว ก็จะไม่ได้ทำให้เกิดฝนตกมากกว่าปกติในช่วงวันทำงาน
นาย Ari Laaksonen และ David Schultz สองหน่อแห่งกรมอุตินิยมวิทยา ของฟินแลนด์ และเพื่อนร่วมงาน รู้สึกทนไม่ไหวและอยากให้ทุกฝ่ายเกิดสมานฉันท์ จึงบอกว่า วิธีทางเดียวที่จะตอบคำถามนี้ได้ ก็คือ เลือกตั้งใหม่ เอ๊ย! เก็บข้อมูลครับ
ทีมของแกจึงไล่เก็บข้อมูลไปทั่วทั้งสองร้อยสถานีอุติฯ ของสหรัฐ(อยู่ฟินแลนด์ไหงแกไปเก็บข้อมูลของเมกาซะยังงั้น) ตั้งแต่ปี 1951 ถึงปี 1992 แล้วแกก็พบว่าในแต่ละวันของรอบสัปดาห์ของอเมริกานั้น มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (=ไม่แตกต่างกันนั่นเอง) นอกจากนั้น ยังพบว่าแม้แต่ในแต่ละวันของรอบสัปดาห์ของแต่ละสถานีอุตุฯ ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันเช่นกัน โดยสรุปแล้ว คือ ไม่ว่าจะระดับประเทศ หรือระดับท้องถิ่น ฟ้าฝนก็ไม่ได้เลือกวันมามาก มากน้อย เหมือนลอริเอะ ซอฟต์แคร์
ทอม เบลล์ นักอุตุนิยมวิทยา จากนาซ่า ก็ทำการศึกษาแบบเดียวกับ นาย Ari และ David แต่แกเหนือชั้นกว่าด้วยการดูข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมร่วมด้วย และพบว่า ใน southeastern ของอเมริกา ฝนตกในแต่ละวันของสัปดาห์ไม่แตกต่างกัน จนถึงทศวรรษที่ 1980s (1980-1989) ซึ่งหลังจากนั้น ก็พบว่าเริ่มเห็นวงจรฝนตกมากขึ้นเรื่อยๆ (ซึ่งผลของ นายทอม เบลล์ ก็ไม่ได้ขัดกับ นาย Ariและ David เพราะการศึกษาของนาย Ariก็เก็บข้อมูลถึงแค่ปี 1992 เท่านั้น) และจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ในช่วงกลางสัปดาห์ของ sountheastของอเมริกา นั้นมีฝนตกมากที่สุด และ ช่วงวันอาทิตย์นั้นมีฝนตกน้อยที่สุด
“เรายังรู้อะไรไม่มากพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้” เบลล์กล่าว แต่ก็คาดเดาว่าน่าจะเกิดจากสารกำเนิดพลังงาน และเครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน
สรุปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก
นักวิทยาศาสตร์คงยังต้องถกเถียงกันต่อไป อีกน้านนานล่ะครับ
จาก Nature

