Weather

สร้างฝนเทียมด้วยเลเซอร์

นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเจนีวาได้ทำการทดลองเทคนิคการทำฝนเทียมแบบใหม่ที่เรียกว่า "laser-assisted water condensation" ซึ่งเป็นการใช้แสงเลเซอร์ยิงไปยังอากาศที่มีความชื้นพอเหมาะ ในทางทฤษฎีแสงเลเซอร์จะทำให้อากาศแตกตัวเกิดเป็นกรดไนตริกที่มีคุณสมบัติดึงโมเลกุลของน้ำให้มารวมตัวกันเป็นหยดน้ำและตกลงมาเป็นฝนได้

แม้ว่าการทดลองของพวกเขา ณ แม่น้ำ Rhône ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะยังไม่สามารถทำให้เกิดฝนขึ้นมาได้ เพราะหยดน้ำที่เกิดขึ้นมีขนาดเพียงไม่กี่ไมครอน ไม่ใหญ่พอที่จะกลั่นตัวลงมาเป็นฝน แต่ก็ได้เป็นการพิสูจน์ว่าเทคนิคนี้ทำให้โมเลกุลน้ำในอากาศมารวมตัวกันได้จริงๆ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหากยิงเลเซอร์เข้าไปยังอากาศที่มีความชื้นสูงมากๆ เช่น กระแสอากาศที่เคลื่อนตัวเข้าหาสันเขา เป็นต้น หยดน้ำที่เกิดขึ้นก็อาจมีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เกิดฝนตกลงมาได้ นอกจากนี้ยังอาจเอาเทคนิคเลเซอร์ไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันไม่ไห้ฝนตกในพื้นที่ที่ไม่ต้องการก็ได้

ที่มา - The Telegraph

กำหนดการปล่อยกระสวยอวกาศ Atlantis อาจเลื่อนเพราะสภาพอากาศไม่เป็นใจ

ตามแผนกำหนดการ กระสวยอวกาศ Atlantis จะต้องถูกปล่อยออกจากฐานยิง ณ Kennedy Space Center ในวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2011 นี้ เวลาท้องถิ่น 11:26 น. (ประมาณ 22:26 น. ตามเวลาประเทศไทย) แต่ว่าช่วงนี้สภาพอากาศในบริเวณนั้นกลับมีฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ด้านสภาพอากาศของ NASA อาจต้องประกาศเลื่อนกำหนดการปล่อยออกไป

จากการพยากรณ์อากาศล่วงหน้า พบว่ามีโอกาสถึง 60% ที่จะไม่สามารถนำ Atlantis ขึ้นได้ในวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม หากต้องมีการเลื่อนจริงๆ NASA ก็คงจะเลื่อนออกไปเพียงวันสองวันเท่านั้น เพราะโอกาสที่จะเจอสภาพอากาศไม่เป็นใจในวันเสาร์และอาทิตย์ลดลงเหลือเพียง 40% และ 30% ตามลำดับ

ภารกิจของกระสวยอวกาศ Atlantis ในครั้งนี้ (ภารกิจเลขที่ STS-135) คือภารกิจสุดท้ายและท้ายสุดของโครงการกระสวยอวกาศของ NASA ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจนี้ ชื่อกระสวยอวกาศของ NASA ก็จะกลายเป็นตำนานไป

ที่มา - PhysOrg

กูเกิลลงทุนบริษัทประกันภัยสภาพอากาศ

ความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้เกษตรกรต้องถือความเสี่ยงอยู่มากจนอาจจะหมดตัวได้หากเจอสภาวะแปรปรวนหนักๆ เช่นพายุ แต่บริษัทอย่าง WeatherBill ให้ทางเลือกกับเกษตรกรเพื่อลดความเสี่ยงลงได้ ที่สำคัญบริษัทนี้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างน่าสนใจจนได้รับเงินลงทุนจากกูเกิล 42 ล้านดอลลาร์ รวมเงินลงทุนทั้งหมด 60 ล้านดอลลาร์

แม้จะเป็นบริษัทประกันภัยแต่ WeatherBill ก็ลงทุนกับระบบพยากรณ์อากาศขนาดใหญ่ จากนั้นจึงคำนวณความเป็นไปได้ของสภาพอากาศในปีข้างหน้า เมื่อเกษตรกรซื้อกรรมธรรม์ จะสามารถปรับค่าสภาพอากาศที่คาดหวังและความแปรปรวนที่ยอมรับได้ ซอฟต์แวร์จะคำนวณความเสี่ยงและคิดเป็นเบื้ยประกันอัตโนมัติ

ยิ่งระบบแม่น WeatherBill ก็จะยิ่งทำกำไรได้มาก เพราะไม่ต้องจ่ายสินไหมหรือไม่ก็คิดเบี้ยประกันไว้คุ้มค่า ขณะที่เกษตรกรก็จะรู้ความเสี่ยงของตัวเองก่อนเริ่มเพาะปลูก

ที่มา - PhysOrg

นักวิทยาศาสตร์เยอรมันใช้แสงเลเซอร์สร้างก้อนเมฆได้สำเร็จแล้ว

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันประกาศว่าสามารถก้อนเมฆโดยใช้แสงเลเซอร์ได้สำเร็จแล้ว

ในการสร้างก้อนเมฆ จะยิงแสงเลเซอร์ 220 มิลลิจูลไปยังบริเวณที่มีน้ำ ณ อุณหภูมิของอากาศที่ -24 องศาเซลเซียส (ดูวีดีโอได้ท้ายช่าว)

ผลลัพธ์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้ LIDAR ยิงแสงเลเซอร์ขึ้นไปเพื่อประเมินการกระเจิงของแสงในบรรยากาศ นอกจากนั้นการสร้างก้อนเมฆด้วยวิธีดังกล่าวยังถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นอีกด้วย

ที่มา: New Scientist ผ่าน Gizmodo

ผมสงสัยว่า ทำไมฝนไม่ค่อยตกวันเสาร์อาทิตย์

Does it rain less on the weekend?

เป็นเวลากว่า ทศวรรษมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันเรื่อง วันสุดสัปดาห์จะมีฝนตกน้อยกว่าวันทำงานจริงรึเปล่า
ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระ สัปดาห์นั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเองฟ้าฝนจะมารับรู้ได้ยังไง

แต่นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายสนับสนุนก็ได้อธิบายว่า ในช่วงวันทำงานนั้นโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆจะปล่อยมลภาวะและฝุ่นละอองขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศมาก
ฝุ่นละอองที่ลอยขึ้นไปนั้นทำให้เกิดการรวมตัวของละอองน้ำบนชั้นบรรยากาศเกิดเป็นหยดน้ำที่หนักขึ้น จนหนักพอที่จะตกลงมาเป็นฝนได้

ส่วนนักวิทยาศาสตร์ฝ่ายค้านก็ได้อธิบายว่า แม้ฝุ่นละอองบนชั้นบรรยากาศจะทำให้เกิดการรวมตัวของละอองน้ำได้ แต่ฝุ่นละอองที่มากเกินไปก็ทำให้เกิดการรวมตัวของหยดน้ำแบบกระจายตัว ทำให้หยดน้ำมีขนาดเล็กกว่าปกติและไม่หนักพอที่จะทำให้เกิดฝน เพราะฉะนั้นหักลบกลบหนี้กันแล้ว ก็จะไม่ได้ทำให้เกิดฝนตกมากกว่าปกติในช่วงวันทำงาน

นาย Ari Laaksonen และ David Schultz สองหน่อแห่งกรมอุตินิยมวิทยา ของฟินแลนด์ และเพื่อนร่วมงาน รู้สึกทนไม่ไหวและอยากให้ทุกฝ่ายเกิดสมานฉันท์ จึงบอกว่า วิธีทางเดียวที่จะตอบคำถามนี้ได้ ก็คือ เลือกตั้งใหม่ เอ๊ย! เก็บข้อมูลครับ

ทีมของแกจึงไล่เก็บข้อมูลไปทั่วทั้งสองร้อยสถานีอุติฯ ของสหรัฐ(อยู่ฟินแลนด์ไหงแกไปเก็บข้อมูลของเมกาซะยังงั้น) ตั้งแต่ปี 1951 ถึงปี 1992 แล้วแกก็พบว่าในแต่ละวันของรอบสัปดาห์ของอเมริกานั้น มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (=ไม่แตกต่างกันนั่นเอง) นอกจากนั้น ยังพบว่าแม้แต่ในแต่ละวันของรอบสัปดาห์ของแต่ละสถานีอุตุฯ ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันเช่นกัน
โดยสรุปแล้ว คือ ไม่ว่าจะระดับประเทศ หรือระดับท้องถิ่น ฟ้าฝนก็ไม่ได้เลือกวันมามาก มากน้อย เหมือนลอริเอะ ซอฟต์แคร์

ทอม เบลล์ นักอุตุนิยมวิทยา จากนาซ่า ก็ทำการศึกษาแบบเดียวกับ นาย Ari และ David แต่แกเหนือชั้นกว่าด้วยการดูข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมร่วมด้วย
และพบว่า ใน southeastern ของอเมริกา ฝนตกในแต่ละวันของสัปดาห์ไม่แตกต่างกัน จนถึงทศวรรษที่ 1980s (1980-1989)
ซึ่งหลังจากนั้น ก็พบว่าเริ่มเห็นวงจรฝนตกมากขึ้นเรื่อยๆ (ซึ่งผลของ นายทอม เบลล์ ก็ไม่ได้ขัดกับ นาย Ariและ David เพราะการศึกษาของนาย Ariก็เก็บข้อมูลถึงแค่ปี 1992 เท่านั้น)
และจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ในช่วงกลางสัปดาห์ของ sountheastของอเมริกา นั้นมีฝนตกมากที่สุด และ ช่วงวันอาทิตย์นั้นมีฝนตกน้อยที่สุด

"เรายังรู้อะไรไม่มากพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้" เบลล์กล่าว แต่ก็คาดเดาว่าน่าจะเกิดจากสารกำเนิดพลังงาน และเครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน

สรุปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก

นักวิทยาศาสตร์คงยังต้องถกเถียงกันต่อไป อีกน้านนานล่ะครับ

จาก Nature

แบบจำลองสภาพอากาศที่ใช้อยู่ อาจไม่ถูกต้องอย่างที่คิด

สาเหตุที่ทำให้ อัล กอร์ และ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกากาศ หรือ ไอพีซีซี ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาสันติภาพในปีนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการที่ออกมาชี้ใช้ชาวโลกเห็นถึงความสำคัญของภาวะที่โลกร้อนในปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยที่ อัล กอร์ สามารถสรุปได้ว่าโลกของเราร้อนขึ้น ก็เนื่องมาจากการเก็บข้อมูลและแบบจำลองสภาพภูมิกาอาศที่สามารถทำนายการเกิดภาวะโลกร้อนได้

แต่งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (Virginia University) ร่วมมือกับ UHA ได้ทำการเปรียบเทียบความถูกต้องของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ จำนวน 22 แบบจำลอง และรวมถึงแบบจำลองที่ อัล กอร์ ใช้ในการทำนายสภาวะโลกร้อนด้วย พบว่าในแบบจำลองทั้งหลายเหล่านั้น ยังมีความน่าเคลือบแคลงในด้านความถูกต้องแม่นยำในการทำนายอยู่พอสมควร

นักวิจัยได้ใช้การทำนายแนวโน้มของอุณหภูมิบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) และ แนวโน้มของอุณหภูมิในชั้นพื้นผิว ซึ่งแบบจำลองต่างๆ ต่างทำนายว่า อุณหภูมิในชั้นโทรโพสเฟียร์มีแนวโน้มที่จะสูงกว่า ซึ่งเมื่อนักวิจัยไปดูข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูลของอุปกรณ์ต่างๆ พบว่า ไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิชั้นโทรโพสเฟียร์แต่อย่างไร โดยที่อุณหภูมิในชั้นนี้ มีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าหรือเท่ากับอุณหภูมิชั้นพื้นผิวซะด้วยซ้ำ

ถึงอย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ให้ผลที่แตกต่างจากการศึกษาก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในการศึกษาก่อนหน้านี้ ต่างระบุว่า ความแตกต่างของผลลัพธ์ระหว่างแบบจำลองต่างๆ เกิดจากความผิดพลาดของข้อมูลที่ใช้ป้อนเข้าไป ไม่ใช่ข้อผิดพลาดของแบบจำลอง

สงสัยงานนี้ต้องดูกันยาวๆ ซะแล้ว

ที่มา - EurekAlert

Syndicate content