Virus

นักวิจัยไข้หวัดนก "เว้นวรรค" งานวิจัยสองเดือน

ต่อเนื่องจากข่าวเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว "รัฐบาลสหรัฐอเมริกาขอร้องให้นักวิทยาศาสตร์เซ็นเซอร์งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก" ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2012 นักวิจัยที่เกี่ยวข้องรวม 39 คนได้ลงนามร่วมกันใน 'จดหมาย' ว่าจะหยุดงานวิจัยทั้งหมดเกี่ยวกับไข้หวัดนกกลายพันธุ์ที่กำลังเป็นปัญหาชั่วคราว 60 วัน เพื่อให้ชุมชนวิทยาศาสตร์ถกเถียงประเด็นปัญหานี้อย่างรอบด้าน

ย้อนเรื่องราวโดยย่อกันสักนิด

งานวิจัยต้นตอของปัญหานี้มีสองชิ้นจากทีมนักวิจัยสองทีมจาก Erasmus Medical Center ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และจาก University of Wisconsin ของสหรัฐอเมริกา งานวิจัยทั้งสองส่งไปยังวารสาร Science และ Nature ตามลำดับ

งานของทั้งสองเป็นการศึกษาไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 นักวิจัยได้ทดลองดัดแปลงพันธุกรรมของไวรัส และพบว่าไวรัสที่ถูกดัดแปลงสามารถแพร่กระจายในสัตว์ทดลองได้ดีขึ้น และดูเหมือนจะเป็นการแพร่ทางอากาศด้วย (ในที่นี้สัตว์ทดลอง คือ ตัวเฟอร์เร็ต ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง)

National Science Advisory Board for Biosecurity (NSABB) ได้ทำเรื่องแจ้งในลักษณะขอร้อง (แกมบังคับ) ส่งไปยังวารสารให้นักวิทยาศาสตร์ตัดรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยไวรัสไข้หวัดนกบางส่วนออก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทดลองไปสร้างอาวุธชีวภาพ

จนถึงขณะนี้งานวิจัยทั้งสองก็ยังไม่ได้ตีพิมพ์ และก็ไม่มีใครรู้ว่ากองบรรณาธิการของ Nature กับ Science จะเอายังไงต่อไป

รัฐบาลสหรัฐอเมริกา "ขอร้อง" ให้นักวิทยาศาสตร์เซ็นเซอร์งานวิจัยไวรัสไข้หวัดนก

เมื่อวันพุธที่ 21 ธันวาคม 2011 ที่ผ่านมา สำนักข่าวในสหรัฐอเมริกาตื่นเต้นกันใหญ่เมื่อมีการเปิดเผยว่า National Science Advisory Board for Biosecurity (NSABB) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา ทำเรื่องแจ้งในลักษณะขอร้อง (แกมบังคับ) ส่งไปยังวารสารวิชาการชื่อดังให้นักวิทยาศาสตร์ตัดรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยไวรัสไข้หวัดนกบางส่วนออก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทดลองไปสร้างอาวุธชีวภาพ

งานวิจัยต้นตอของปัญหานี้มีสองชิ้นจากทีมนักวิจัยสองทีม ทีมแรกนำโดย Ron Fouchier แห่ง Erasmus Medical Center ในประเทศเนเธอร์แลนด์ อีกทีมนำโดย Yoshihiro Kawaoka แห่ง University of Wisconsin ของสหรัฐอเมริกา งานวิจัยของ Ron Fouchier ส่งไปยังวารสาร Science ส่วนงานของ Yoshihiro Kawaoka ส่งไป Nature

งานของทั้งสองเป็นการศึกษาไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่เคยระบาดเป็นข่าวโด่งดังในปี 1997 นักวิจัยได้ทดลองดัดแปลงพันธุกรรมของไวรัส และพบว่าไวรัสที่ถูกดัดแปลงสามารถแพร่กระจายในสัตว์ทดลองได้ดีขึ้น และดูเหมือนจะเป็นการแพร่ทางอากาศด้วย (ในที่นี้สัตว์ทดลอง คือ ตัวเฟอร์เร็ต ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อในเฟอร์เร็ตได้ส่วนใหญ่ก็จะติดต่อในมนุษย์ได้) ตอนนี้ยังไม่มีนักข่าวของสำนักไหนเห็นตัวบทความงานวิจัยฉบับเต็ม แม้แต่นักข่าวของ Nature และ Science ก็ไม่สามารถเข้าถึงต้นร่างบทความวิจัยทั้งสองอันที่ส่งมาได้

ค้นพบไวรัสที่ใหญ่ที่สุดในโลก - ข้อพิสูจน์ว่าไวรัสยักษ์วิวัฒนาการมาจากเซลล์

ในปี 2003 นักวิทยาศาสตร์ได้ตระหนักว่าสิ่งที่พวกเขาเคยคิดกันมานานว่าเป็นแบคทีเรีย แท้จริงแล้วมันคือไวรัสขนาดยักษ์ทีชื่อว่า "Mimivirus" ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าไวรัสทั่วไป 10-20 เท่าและมีปริมาณข้อมูลพันธุกรรมถึง 1 ล้านกว่าคู่เบส

แต่วันนี้ตำแหน่งไวรัสที่ใหญ่ที่สุดก็ถึงเวลาเปลี่ยนมือแล้ว เมื่อทีมนักวิจัยที่นำโดย Chantal Abergel และ Jean-Michel Claverie แห่ง Aix-Marseille University ประเทศฝรั่งเศส ได้ค้นพบไวรัสยักษ์ชนิดใหม่ที่ใหญ่กว่า Mimivirus

ไวรัสที่เพิ่งค้นพบนี้ได้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Megavirus chilensis ตามชื่อแหล่งที่มาของมันคือชายฝั่งมหาสมุทรในประเทศชิลี นักวิจัยสามารถแยก Megavirus ออกมาได้โดยการนำตัวอย่างที่เก็บมาจากทะเลใส่ลงไปในภาชนะเลี้ยงอะมีบา (Acanthamoeba griffini, A. polyphaga, และ A.castellanii) จากนั้นก็รอให้ไวรัสจากทะเลเข้าไปขยายพันธุ์ในเซลล์อะมีบา แล้วค่อยแยกเชื้อไวรัสออกมาทำการศึกษาอีกที

ไวรัสอาจเข้าไปแฝงอยู่ในแมลงตั้งแต่เมื่อสามร้อยล้านปีที่แล้ว

ไวรัสคือชิ้นส่วนของ DNA ที่มีเปลือกโปรตีนหุ้ม ไวรัสไม่สามารถขยายพันธุ์โดยตัวของมันเองได้ แต่จะใช้วิธีการแทรกชิ้นส่วน DNA เข้าไปในเซลล์สิ่งมีชีวิตอื่นๆ แล้วก็ใช้วัตถุดิบของเซลล์นั้นในการสร้างสำเนาของไวรัสขึ้นมา บางทีไวรัสก็อาจจะแฝง DNA ของตัวเองเข้าไปอยู่ในจีโนมของเซลล์เลย ดังเช่นที่ bracovirus แฝงเข้าไปอยู่ในจีโนมของแมลงจำพวกแตนเบียน

(แตนเบียนได้ประโยชน์จากจีโนมไวรัส เพราะเมื่อแดนวางไข่ในตัวหนอนผีเสื้อที่เป็นเหยื่อ ไวรัสจะเข้าไปในเซลล์ของหนอน รบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของหนอนและทำให้หนอนไม่เข้าดักแด้ ตัวอ่อนแตนเบียนที่ฟักออกจากไข่ก็จะได้กัดกินเนื้อหนอนอย่างสบายใจ)

ทีมวิจัยที่นำโดย Elisabeth Herniou แห่ง University of Tours ประเทศฝรั่งเศส สนใจว่าบรรพบุรุษของ bracovirus เริ่มเข้าไปอยู่ในเซลล์ของแตนเบียนตั้งแต่เมื่อไร ดังนั้นจึงทำการเอาจีโนมของ bracovirus มาเปรียบเทียบกับไวรัสอีกสองชนิด คือ nudivirus และ baculovirus ซึ่งเป็นไวรัสที่อาศัยอยู่ในเซลล์ของแมลงเหมือนกัน แต่ไม่ได้แฝง DNA ตัวเองเข้าไปในจีโนมของเซลล์แมลง

ผลจากการวิเคราะห์พบว่า ไวรัสทั้งสามเคยแตกแขนงมาจากบรรพบุรุษร่วม (common ancestor) เมื่อประมาณ 310 ล้านปีที่แล้ว โดย baculovirus แยกออกมาก่อน ส่วน bracovirus กับ nudivirus แยกออกเป็นสองสายเมื่อ 190 ล้านปีที่แล้ว

ดังนั้นนักวิจัยเชื่อว่านี่เป็นหลักฐานของการติดเชื้อไวรัสที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่วงการชีววิทยาเคยเสนอกันมา และถ้าดูกันตามกรอบเวลาของวิวัฒนาการแมลงแล้ว แมลงตัวแรกที่บินได้ก็เริ่มวิวัฒนาการเมื่อประมาณ 300 ล้านปีที่แล้ว แสดงว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าในยุคนั้นไวรัสก็คงจะกระจายไปทั่วแล้วในแมลงกลุ่มอื่น หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตอื่นด้วย

ที่มา - Live Science

อดีตไวรัสผู้ต้องหาพ้นผิด พิสูจน์แล้วแค่ปนเปื้อนไม่มีเอี่ยวกับโรค

ครั้งหนึ่งในปี 2009 นักวิทยาศาสตร์เคยพบหลักฐานที่โยงว่า ไวรัส XMRV (Xenotropic murine leukemia virus-related virus) เป็นต้วการที่ทำให้เกิดอาการภาวะเหนื่อยล้าเรื้อรัง (chronic fatigue syndrome) หรือที่เรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่า myalgic encephalomyelitis แต่งานวิจัยชิ้นล่าสุดชี้ให้เห็นว่าไวรัสผู้ต้องหาตัวนี้เป็นแพะรับบาป มันไม่ได้มีเอี่ยวอะไรกับโรคนี้เลย

ทีมวิจัยซึ่งความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน, มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, และ Wellcome Trust Sanger Institute ได้ทำการทดสอบความเกี่ยวข้องของไวรัส XMRV กับเซลล์ของผู้ป่วยที่มีอาการภาวะเหนื่อยล้าเรื้อรัง พบว่ามีรหัสพันธุกรรมที่คล้ายกับของไวรัส XMRV อยู่ในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงไว้เช่นเดียวกับการทดลองในปี 2009 แต่ว่าทีมวิจัยนี้ได้พิสูจน์ว่ารหัสพันธุกรรมส่วนนั้นเป็นการปนเปื้อนจากห้องปฏิบัติการหรือจากสัตว์ทดลองเท่านั้น ไม่ใช่สาเหตุของโรค

หลักฐานสำคัญก็คือรูปแบบของรหัสพันธุกรรม XMRV ที่พบนั้นมีความหลากหลายน้อยเกินกว่าที่จะเป็นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายในประชากรของมนุษย์ได้ เพราะถ้าหากมันแพร่กระจายในประชากรจริง ความหลากหลายของพันธุกรรมจะต้องมีมากกว่าที่เจอในงานวิจัยนี้ด้วยสาเหตุจากการกลายพันธุ์และการคัดเลือกตามธรรมชาติ แต่รูปแบบพันธุกรรมของ XMRV ที่เจอมันเหมือนกับมาจากแหล่งเดียวกันและคล้ายกับรูปแบบของ XMRV ที่เจอในจีโนมของหนูทดลองมากกว่า

งานนี้นอกจากโรคอาการภาวะเหนื่อยล้าเรื้อรังแล้ว XMRV อาจจะพ้นข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย เพราะในการทดลองปี 2009 พบ XMRV ในเซลล์ของผู้ป่วยทั้งสองโรคนี้ อย่างไรก็ตามนักวิจัยก็ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า อาการภาวะเหนื่อยล้าเรื้อรังมีสาเหตุจากอะไรกันแน่ บางทีอาจจะเป็นไวรัสก็ได้ แต่เป็นไวรัสชนิดอื่นที่ไม่ใช่ XMRV

เหมือนว่าครั้งนี้จะเป็นบทเรียนของนักชีววิทยาสินะ

ที่มา - Science Daily

การค้นพบครั้งใหม่: ระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติสามารถทำลายไวรัสภายในเซลล์ได้

ตำราภูมิคุ้มกันวิทยาที่ใช้กันในปัจจุบันอาจจะต้องเขียนใหม่กันยกเล่ม เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ค้นพบว่าแอนติบอดี้ที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติสามารถเข้าไปจำกัดไวรัสในเซลล์ได้

ตามที่เราเชื่อกันทุกวันนี้ ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำลายไวรัสได้เมื่อไวรัสอยู่ภายนอกเซลล์เท่านั้น เช่น ในกระแสเลือด หรือ น้ำเหลือง เป็นต้น เมื่อไวรัสผ่านเข้าไปในเซลล์ได้แล้วก็จะไม่มีอะไรทำลายไวรัสได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแอนติบอดี้หรือยาปฏิชีวนะ หนทางสุดท้ายในการทำลายไวรัสก็คือต้องทำลายทั้งเซลล์ทิ้ง

แต่การค้นพบครั้งใหม่แสดงให้เห็นว่าแอนติบอดี้ที่ร่างกายสร้างขึ้นสามารถเข้าไปในเซลล์ที่ถูกไวรัสบุกรุกและทำลายไวรัสได้จากภายในเซลล์เลย

เมื่อเข้าไปอยู่ในเซลล์ แอนติบอดี้จะไปกระตุ้นโปรตีนในเซลล์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า "TRIM21" จากนั้นโปรตีนนี้จะทำหน้าที่ไปกระตุ้นระบบป้องกันต่างๆ ในเซลล์อีกที หลังจากถูกทำลายจนหมดฤทธิ์ ไวรัสก็จะถูกกำจัดทิ้งออกนอกเซลล์

กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก กินเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเกินจากสองชั่วโมงไปแล้ว แอนติบอดี้ที่เข้ามาอยู่ในเซลล์ก็จะสลายตัวไปเอง ดร. Leo James หัวหน้าทีมนักวิจัยกล่าวว่า "นี่คือโอกาสสุดท้ายก่อนที่เซลล์จะติดไวรัส หลังจากนี้แล้วต้องทำลายทั้งเซลล์ทิ้งสถานเดียว"

ดร. Leo James กล่าวต่อไปว่า "ความสุดยอดของกระบวนการนี้คือ ในวิธีเช่นนี้ไวรัสไม่มีโอกาสที่จะสร้างโปรตีนของมันเองออกมาต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันได้เลย เราสามารถทำลายไวรัสได้โดยที่ไม่ทำอันตรายให้กับเซลล์ร่างกายของเราแม้แต่น้อย"

ไวรัสที่พบว่าถูกทำลายได้ด้วยกระบวนการนี้ ได้แก่ rhinovirus ที่ทำให้เกิดโรคหวัด, noravirus, และ rotavirus

ตอนนี้การทดลองยังอยู่ในขั้นทดลองกับเซลล์มนุษย์ที่เลี้ยงในหลอดทดลองเท่านั้น แต่นักวิจัยเชื่อว่ากุญแจสำคัญของกระบวนการนี้ คือ โปรตีน TRIM21 ซึ่งยังคงต้องวิจัยในระดับที่ทดลองในร่างกายสิ่งมีชีวิตต่อไป ทีมนักวิจัยคาดว่าการทดสอบในระดับคลีนิกนั้นต้องใช้เวลาอีก 2-5 ปี หากได้ผลสำเร็จ ก็อาจจะเป็นครั้งแรกที่มนุษยชาติได้รู้จักกับ "ยาแก้โรคหวัด" จริงๆ สักที ("ยาแก้ไข้" ในปัจจุบันไม่ได้ทำลายเชื้อหวัดโดยตรง แต่เป็นการบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากโรคเท่านั้นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพอจะสร้างภูมิคุ้มกันออกมาทำลายเชื้อหวัด)

ที่มา The Independent via Popular Science

วัคซีนอีโบล่าตัวใหม่ให้ผลเต็ม 100% ในลิง

โรคอีโบล่าเคยเป็นโรคที่เราต้องผวากันว่ามันจะระบาดไปทั่วโลก แม้ว่าด้วยความรุนแรงของตัวโรคเองทำให้การแพร่กระจายค่อนข้างจำกัด แต่จนทุกวันนี้เราก็ยังไม่มีวัคซีนตัวไหนที่ให้ผลได้เกิน 50% ในการใช้งานจริง แต่ทีมของ Thomas W. Geisbert จากมหาวิทยาลัยบอสตันก็ได้แถลงความสำเร็จในวัคซีนตัวใหม่ที่ได้ผลถึง 100% ในลิง

การทดลองทำเป็นสองรอบ ในรอบแรกนั้นมีการแยกลิงที่เป็นตัวควบคุมและลิงที่ได้รับวัคซีนสามตัว ลิงทั้งหมดจะได้รับไวรัสในปริมาณที่สูงถึง 30,000 ของปริมาณที่ก่อโรคจนถึงความตาย หลังจากได้ไวรัส 30 นาทีจึงให้วัคซีนกับลิงสามตัว และให้อีกครั้งในวันที่สอง, วันที่สาม, และวันที่ 5 ผลที่ได้คือลิงสองตัวมีอาการเล็กน้อย ส่วนลิงตัวที่สามนั้นเสียชีวิต ขณะที่ลิงที่ไม่ได้รับวัคซีนเสียชีวิตทั้งหมด

รอบที่สองทีมวิจัยจึงเพิ่มปริมาณไวรัสเป็นการฉีดวันละครั้งต่อเนื่องเจ็ดวัน ผลที่ได้คือลิงชุดที่ได้รับวัคซีนไม่มีตัวใดเสียชีวิตเลย

ตัววัคซีนบรรจุ RNA ที่ดัดแปลงจากยีนของไวรัสจำนวน 3 ชุดจากทั้งหมด 7 ชุด การดัดแปลงนี้ทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนในร่างกายของผู้ที่ได้รับวัคซีน

ที่มา - npr.org

เผยโฉมหน้าของไวรัสไข้หวัดเม็กซิโก

วันนี้กรมควบคุมโรคของสหรัฐฯ (US CDC) ได้ออกมาเผยแพร่รูปของเชื้อไวรัส Influenza H1N1 สายพันธุ์ที่ระบาดในเม็กซิโก ที่ถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนในห้องปฏิบัติการครับ

นักวิทยาศาสตร์เข้าใกล้จุดกำเนิด HIV ไปอีกขั้น

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากในการต่อสู้กับไวรัสเช่น HIV นั้นคือความรู้เกี่ยวกับแนวทางการวิวัฒนาการของไวรัสเอง ซึ่งมีวิวัฒนาการที่เร็วมากเมื่อเทียบกับสัตว์ใหญ่ๆ แต่รายงานล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันต้นกำเนิดของ HIV เมื่อ 50 ปีก่อนและยังทำนายถึงต้นตอของ HIV ว่าต้นกำเนิดแรกนั้นเริ่มเกิดขึ้นมาในช่วงปี 1900 ต้นๆ

การค้นพบครั้งนี้คือการพบเชื้อ DRC60 ที่พบในประเทศคองโก แล้วพบว่ามีความใกล้เคียงกับเชื้อ ZR59 ซึ่งเป็นเชื้อตัวแรกๆ ที่ถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ได้ตั้งแต่ปี 1984 โดย DRC60 นั้นถูกเก็บรักษาไว้ในตัวอย่างตั้งแต่ช่วงปี 1960

เชื้อทั้งสองตัวมีส่วนเหมือนกันของจีโนมอยู่ร้อยละ 88 ด้วยการคำนวณทางสถิติพบว่าไวรัสตัวแรกน่าจะกำเนิดขึ้นราวปี 1902 ถึง 1921

ในรายงานระบุว่าหากมีการศึกษาตัวอย่างที่ถูกเก็บเอาไว้เพิ่มเติมต่อไป ความแม่นยำและปริมาณข้อมูลเกี่ยวกับต้นตอของเชื้อ HIV ก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้

ที่มา - ArsTechnica

Syndicate content