Student

ชีวิตเด็กปีหนึ่งไม่ได้ทำให้คนเป็นโรคอ้วน

จากข่าวเก่า "ชีวิตในมหาวิทยาลัยทำให้คนอ้วนขึ้น" หลายคนคงรู้สึกสงสัยว่ามหาวิทยาลัยสมัยนี้กลายสภาพเป็นคอกหมูไปแล้วหรืออย่างไร ทีมวิจัยที่นำโดย Jay Zagorsky แห่ง Ohio State University และ Patricia Smith แห่ง University of Michigan-Dearborn พบว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่ได้แย่ขนาดนั้น คืออย่างน้อยก็ไม่ได้บัดซบเท่าความเชื่อที่ว่า "พอเข้าปีหนึ่ง น้องใหม่วัยใสจะอ้วนขึ้นสิบโล"

ทั้งสองคนได้เอาผลของการสำรวจ National Longitudinal Survey of Youth ในปี 1997 (NLSY97) มาวิเคราะห์ใหม่ ซึ่งการสำรวจ NLSY97 นี้ได้มีการเก็บข้อมูลน้ำหนักและประวัติการศึกษาเด็กวัยรุ่นอายุ 13-17 ปีจำนวนถึง 7,418 คนเอาไว้ แม้ว่าข้อมูลอาจจะเก่าไปบ้าง แต่ก็น่าจะเพียงพอในการพิสูจน์ความเชื่อ "1 ปี 10 กิโล" ข้างต้น

ผลปรากฏว่า ในปีแรกของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ผู้หญิงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย ส่วนผู้ชายเพิ่มขึ้น 1.5 กิโลกรัม ตามที่ปรากฏในข้อมูล มีไม่ถึง 10% ที่พอจบปีหนึ่งแล้วน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกิน 7 กิโลกรัม และที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือประมาณ 25% ของนักศึกษาปีหนึ่งมีน้ำหนักตัวลดลง

นักวิจัยยังพบอีกว่า เมื่อเทียบกับคนอายุเท่าๆ กัน น้ำหนักตัวของนักศึกษาปีหนึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าคนที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเพียงประมาณ 0.2 กิโลกรัมเท่านั้น

นอกจากนี้ นักวิจัยยังสรุปอีกว่าชีวิตมหาวิทยาลัยไม่ใช่ช่วงเดียวที่เราสะสมความอ้วน เพราะภายใน 4 ปีแรกหลังจากจบการศึกษา น้ำหนักตัวของบัณฑิตใหม่ก็เพิ่มขึ้น 0.7 กิโลกรัมต่อปีโดยเฉลี่ย ดังนั้นแม้แต่คนที่ยังไม่อ้วนตอนเรียนมหาวิทยาลัย หากจบมาแล้วปล่อยตัวปล่อยใจไปกับชีวิตทำงาน ก็มีสิทธิ์เป็นโรคอ้วนได้เหมือนกัน

ที่มา - Science Daily

Intel Science Talent Search ประกาศผู้ชนะ: รางวัลที่ 1 จากการเปรียบเทียบวิธีการหารากที่สองของจำนวนเต็ม

โครงการ Intel Science Talent Search (Intel STS) เป็นโครงการสนับสนุนให้นักเรียนระดับมัธยมปลายเข้าแข่งขันทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างเวทีระดับประเทศให้วัยรุ่นเหล่านี้ และปีนี้ทางโครงการก็ได้ประกาศรางวัลออกมาโดยมีโครงการที่น่าสนใจหลายโครงการ

  • รางวัลที่ 1 100,000 ดอลลาร์ : เปรียบเทียบความเร็วในการหารากที่สองของเลขจำนวนเต็ม โดย Evan O’Dorney โดย Evan ให้สร้างวิธีการที่จะบอกได้ว่าควรเลือกใช้วิธีการใดเพื่อให้ได้ความเร็วสูงสุด
  • รางวัลที่ 2 75,000 ดอลลาร์ : การศึกษาผลกระทบของการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในวัยรุ่น โดย Michelle Hackman
  • รางวัลที่ 3 50,000 ดอลลาร์: การทดลองเพิ่มรอยบุ๋มบนผิวของกังหันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดย Matthew Miller ตัว Matthew เองเป็นประฐานของ National Honor Society และได้ไปงานวิทยาศาสตร์ของทำเนียบขาวในปีที่แล้วอีกด้วย

โครงการ Intel STS นี้อยู่ภายใต้หน่วยงาน Society for Science and the Public (SSP) โดยก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1942 และได้รับการสนับสนุนจากอินเทลตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา

บ้านเราจริงๆ ก็มีโครงการดีๆ ในการแข่งขันอยู่ไม่น้อย ไว้จะพยายามหามาทำข่าวกันครับ

ที่มา - SSP (PDF)

กูเกิลจัดงานประกวดวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

ช่วงหลังๆ บริษัทใหญ่ๆ มักมีโครงการสนับสนุนโครงงานวิทยาศาสตร์ขึ้นมาให้เด็กๆ ได้เข้าร่วมกันเช่น Intel ISEF หรือ Imagine Cup และกูเกิลก็ตามมาด้วยโครงการ Google Science Fair ที่เปิดให้เด็กอายุ 13 ถึง 17 ปีได้มีโอกาสนำเสนอโครงการวิทยาศาสตร์

การตัดสินจะเป็นการดูว่าการทดลองตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าชัดเจนและสร้างสรรค์เพียงใด ตลอดจนการทดลองมีกระบวนการที่น่าเชื่อถือ ถูกตรรกะมากแค่ไหน

ที่น่าสนใจคือรางวัล ที่ทีมชนะเลิศจะได้ไปทัวร์กับ National Geographic Expeditions ฟรี 10 วัน, และเลือกได้ว่าจะไปดูงานที่ CERN, กูเกิล, LEGO, หรือนิตยสาร Scientific American นอกจากนี้ยังมีเงิน 50,000 ดอลลาร์, และเลโก้รุ่นพิเศษทำขึ้นเฉพาะมาให้ด้วย

ใครรู้จักครูมัธยมส่งข่าวด่วน

ที่มา - Google Science Fair

ชีวิตในมหาวิทยาลัยทำให้คนอ้วนขึ้น

ช่วงนี้มหาวิทยาลัยก็น่าจะเปิดเทอมกันหมดแล้ว ข่าวนี้น่าจะเหมาะกับชีวิตนักศึกษานะครับ (แม้หัวข้อข่าวจะฟังดูชวนท้อแท้ไปหน่อยก็ตาม)

เราคงสังเกตกันได้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยของเราหลายคนมีพรสวรรค์พัฒนาความสามารถในการเก็บสะสมไขมันได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงแค่ 4 ปี และพวกที่ได้รับพรสวรรค์นี้มักจะไม่ค่อยพอใจกับความสามารถของตัวเอง บ้างก็โทษฮอร์โมน บ้างก็โทษเพื่อน หนักหน่อยโทษโชคชะตาฟ้าดิน ไปโน่น

แต่จากผลการวิจัยของผู้ช่วยศาสตราจารย์ Jeanne Johnston แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนา และคณะ ได้แสดงให้เห็นว่า "น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นนั้นอาจเป็นผลมาจากกิจกรรมในชีวิตช่วงเรียนมหาวิทยาลัยของเรานั่นเอง"

คณะวิจัยพบว่า เวลาที่ใช้ออกกำลังกาย, เวลาที่นั่งนิ่งๆ, น้ำหนักตัว และ BMI (Body Mass Index) ของนักศึกษาปีหนึ่งกับนักศึกษาที่อยู่ในระดับปีสูงๆ นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ นักศึกษาปีสูงๆ มีแนวโน้มในการออกกำลังกายน้อยลง เช่น แทนที่จะเดินไปเรียนก็นั่งรถ ในขณะเดียวกันก็นั่งทำงานและนั่งเล่นเฉยๆ มากขึ้น และในที่สุดด้วยระดับกิจกรรมที่ลดน้อยลง น้ำหนักตัวและ BMI ก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วยเป็นเงาตามตัว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกตัว พอวันวัดตัวตัดชุดรับปริญญานั่นแหละถึงได้ตระหนักความจริงอันโหดร้าย

ข่าวนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อทำร้ายจิตใจใครนะครับ สำหรับใครที่ยังเรียนอยู่ วันนี้ยังทันที่จะลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ส่วนคนที่จบมาแล้วก็ยังคงไม่สายเกินแก้ครับ เรื่องแล้วมาแล้วให้แล้วไปดีกว่านะ

ที่มา PhysOrg

เริ่มมีการใช้จิตวิทยาในโรงอาหาร

ในระยะหลังเด็กนักเรียนในสหรัฐมักจะอ้วน มีปัญหาทางด้านโภชนการสูง ทำให้โรงเรียนหลายแห่งหันมาจัดอาหารเพื่อสุขภาพ ให้แก่เด็กนักเรียนแทนอาหารฟาสต์ฟู้ด แต่ก็ยังประสบปัญหา เพราะเด็กไม่ชอบการบังคับ และปฏิเสธที่จะกินมัน สุดท้ายอาหารเพื่อสุขภาพเหล่านี้ก็ลงไปอยู่ในถังขยะ แทนที่จะเป็นกระเพาะ

ทางการสหรัฐเลยให้เงินสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ปัญหานี้ และได้ผลออกมาคือ การใช้จิตวิทยา จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ เพราะมีงานวิจัยต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เช่น ถ้าวางขวดลูกกวาดไว้หน้าภาพอาหาร เช่น ภาพอาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) จะทำให้คนหยิบมันมาอมมากกว่าภาพประเภทอื่น ๆ หรืองานวิจัยทางด้านการตลาดต่าง ๆ

ในขณะนี้ในโรงเรียนในสหรัฐหลายแห่งเริ่มใช้หลักการเหล่านี้ เช่น

  • วางอาหารเพื่อสุขภาพให้เด่น จัดให้สวยงาม น่ากิน
  • ซ่อน หรือลดความน่าสนใจของอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดลง เช่น ทำตู้ไอศครีมเป็นตู้ทึบแทนที่จะเป็นตู้กระจก
  • ตั้งชื่ออาหารเหล่านั้นให้น่าสนใจ แปลก แตกต่างออกไป
  • จ่ายค่าขนมหวานเป็นเงินสด
  • ถามปัญหาแบบให้เลือก แต่ในตัวเลือกนั้นมีแต่อาหารเพื่อสุขภาพ (จะเอาถั่ว หรือแครอทจ๊ะ?) แทนที่จะรอให้เด็กร้องขอ
  • แนะนำอาหารเพื่อสุขภาพ ที่สามารถกินคู่กับอาหารฟาสต์ฟู้ดเหล่านั้นได้ให้แก่เด็ก เช่น สั่งพิซซ่าก็ถามว่าต้องการสลัดไปกินคู่กันไหม เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ให้เด็กเป็นผู้เลือกอาหารเหล่านั้นเอง แทนที่จะยัดเยียดให้แก่พวกเขา เพราะเขายินดีที่จะกินมันมากกว่าการถูกบังคับ

ถ้าคุณมีลูก ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูบ้าง ก็น่าจะได้ผลนะ

ที่มา: Yahoo! News

เด็กไทยเจ๋ง คว้ารางวัลจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลก

โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง การศึกษาการหมุนของหญ้าหนวดฤาษี สามารถชนะใจกรรมการ คว้ารางวัลระดับโลก ในการแข่งขันงาน Intel ISEF 2008 ที่เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

โครงงงานดังกล่าว เป็นการศึกษากลไกการหมุนของหญ้าหนวดฤาษี โดยการนำไปแช่น้ำแล้วสังเกตุด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ส่วนกลางของเมล็ดจากเดิมที่มีลักษณะเป็นเกลียวจะเปลี่ยนเป็นรูปเส้นตรงเมื่อโดนน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหมุน อุณหภูมิที่ต่างกันก็ทำให้ทิศทางการหมุนที่ต่างกัน โดยถ้าอุณหภูมิต่ำเมล็ดจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเมล็ดก็จะหมุนตามเข็มนาฬิกา ซึ่งจากคุณสมบัติดังกล่าว อาจสามารถนำไปประยุกต์เป็นเครื่องมือใช้วัดความชื้นของผลิตผลทางการเกษตรได้

สำหรับชื่อของเด็กไทยที่สร้างชื่อระดับโลก ได้แก่ น.ส.อลิสรา ศรีนิลทา ปัจจุบันเป็นน้องใหม่ของคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.ปราถนา ชุนหคาม และนายจักพงษ์ บุญตันจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นน้องใหม่ของคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้ ยังมีโครงงานที่ได้รับรางวัลพิเศษ จากซิกมาไซ (Sigma Xi) ซึ่งเป็นสมาคมการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลก นั่นก็คือ โครงงานไม้อัดยุคใหม่จากวัชพืช จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย โดยมีสมาชิกในทีมได้แก่ ด.ช.ภีมเดช ประสิทธิ์วรเวทย์, ด.ช.มนภาศ ประสิทธิ์วรเวทย์ และ ด.ช.ธณวรกฤต บางเขียว

ผมเคยมีโอกาสพูดคุย กับกลุ่มนักเรียนที่ทำโครงงานไม้อัดยุคใหม่จากวัชพืชในงาน YSC พบว่าการนำเสนอและการตอบคำถามทำได้ดีมากเลยครับ

ที่มา ? ผู้จัดการออนไลน์, Intel ISEF, NECTEC

Syndicate content