Stem Cell

นักวิทยาศาสตร์ทำลำไส้เทียมจากสเต็มเซลล์ได้แล้ว

ทุกวันนี้งานวิจัยทำอวัยวะเทียมจากสเต็มเซลล์มีความก้าวหน้ามาก ล่าสุดทีมนักวิจัยที่นำโดย John March แห่ง Cornell University และ David Hackam แห่ง University of Pittsburgh ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างเนื้อเยื่อลำไส้เล็กจากสเต็มเซลล์ในห้องปฏิบัติการ

เทคนิคใหม่ที่ John March นำมาใช้ คือ การปลูกสเต็มเซลล์ในแมทริกซ์ที่เป็นคอลลาเจน หลอดทดลองที่ใช้ก็มีการดัดแปลงรูปร่างโดยเฉพาะเพื่อให้เนื้อเยื่อลำไส้ที่ปลูกไว้มีการสร้าง villi (ส่วนที่ยื่นๆ ออกมาจากผนังลำไส้เล็ก มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการดูดซึมสารอาหาร)

ตอนนี้เนื้อเยื่อลำไส้เล็กที่สร้างได้ยังคงมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่นักวิจัยเชื่อว่าสามารถใช้เทคนิคใหม่นี้สร้างลำไส้เล็กที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ ภายใน 3 ปี ก็คงจะได้เริ่มมีการทดลองกับสัตว์ใหญ่ เช่น หมู หรือ แม้แต่มนุษย์

ที่มา - Discovery News

ศาลสหภาพยุโรปตัดสินไม่อนุญาตให้จดสิทธิบัตรกระบวนการวิจัยสเต็มเซลล์มนุษย์

การฟ้องร้องจากกรีนพีช (เขาไม่ได้ฟ้องโรงงานปล่อยควันหรือเรือล่าปลาฉลามอย่างแค่นั้น) ต่อศาลสหภาพยุโรปว่าสำนักงานสิทธิบัตรต้องไม่อนุญาตให้จดสิทธิบัตรกระบวนการวิจัยสเต็มเซลล์ของมนุษย์

คำพิพากษาระบุว่ากระบวนการที่เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคนั้นสามารถจดสิทธิบัตรได้ ขณะที่กระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้

คำพิพากษานี้มีผลให้กระบวนการแยกสเต็มเซลล์ออกจากเอ็มบริโอไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้

ขณะที่สเต็มเซลล์มีความเป็นไปได้มากมายที่จะใช้รักษาโรค แต่การวิจัยยังอยู่ในขั้นพื้นฐานที่พัฒนาการยังอยู่ในช่วงการพัฒนากระบวนการเพื่อทำงานกับสเต็มเซลล์

คำพิพากษานี้นับเป็นชัยชนะอย่างเต็มรูปแบบของกลุ่มกรีนพีช ขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังกังวลว่าคำพิพากษานี้จะทำให้งานวิจัยถูกย้ายฐานออกไปจากยุโรปเพื่อไปทำวิจัยในประเทศที่รองรับการจดสิทธิบัตร

ที่มา - BBC

แพทย์สวีเดนปลูกถ่ายอวัยวะสังเคราะห์สำเร็จ

ผู้ป่วยมะเร็งอายุ 36 ปีได้รับการปลูกถ่ายหลอดลม (windpipe) ใหม่ที่สร้างขึ้นจากสเต็มเซลล์ นับเป็นการปลูกถ่ายอวัยวะที่สร้างขึ้นจากการสังเคราะห์ครั้งแรกของโลก

ท่อลมสังเคราะห์ได้จากการถ่ายภาพสามมิติของท่อลมของคนไข้เองแล้วทำต้นแบบด้วยแก้ว จากนั้นจึงนำแก้วต้นแบบไปขึ้นรูปหลอดลมสังเคราะห์ แล้วนำหลอดลมนี้ไปแช่ในสารละลายที่ประกอบด้วยสเต็มเซลล์ของคนไข้เอง เนื้อเยื่อจะเกาะตัวตามท่อลมสังเคราะห์ในสองวัน จากนั้นจึงสามารถนำท่อลมสังเคราะห์นี้ไปปลูกถ่ายสู่คนไข้

การผ่าตัดครั้งนี้ดำเนินการที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Karolinska ในกรุงสต็อกโฮล์ม และนำทีมผ่าตัดโดยศาสตราจารย์ Paolo Macchiarini จากอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดปลูกถ่ายหลอดลม แต่การผ่าตัดก่อนหน้านี้ทั้งหมดเป็นการปลูกถ่ายจากผู้บริจาค

อวัยวะที่ได้จากการสังเคราะห์มีข้อดีหลายประการ แต่ที่สำคัญที่สุดคือผู้ป่วยไม่ต้องรอคิวผู้บริจาคอวัยวะ และอวัยวะที่ได้นั้นเป็นเซลล์ของคนไข้เองทำให้ไม่ต้องกินยากดภูมิเพื่อให้ร่างกายไม่ต่อต้านอวัยวะใหม่

ผู้ป่วยในเคสนี้คือ Andemariam Teklesenbet Beyene ยังคงอ่อนแออยู่หลังจากผ่าตัดปลูกถ่ายมาแล้วหนึ่งเดือน แต่ร่างกายของเขาก็ยังไม่มีการต่อต้านอวัยวะใหม่แต่อย่างใด

ทีมงานระบุว่ามีอวัยวะอื่นๆ อีกจำนวนมากที่สามารถสังเคราะห์อวัยวะได้ในแบบเดียวกันนี้

ที่มา - BBC

Stanford สร้างเซลล์หัวใจจากเซลล์ผิวหนังสำเร็จ

ดร. Ricardo Dolmetsch และทีมงานจากมหาวิทยาลัย Stanford ประกาศความสำเร็จในการสร้างเซลล์หัวใจจากสเต็มเซลล์แบบ iPS (induced pluripotent stem cell)

ทีมงานแสดงความสำเร็จในการย้อนเซลล์ผิวหนังกลับไปอยู่ในสถานะ iPS แล้วกระตุ้นให้มันแปลงเป็น cardiomyocyte หรือเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

ที่น่าสนใจมากคือเมื่อทีมงานทำกระบวนการนี้กับผู้ป่วยที่เป็นโรค Timothy syndrome ซึ่งมีอาการหัวใจเต้นผิดปรกติ ก็จะได้เซลล์ cardiomyocyte ที่เต้นผิดปรกติด้วยเช่นกัน และเนื่องจากการใช้เซลล์ผิวหนังนั้นไม่เป็นอันตราย ทำให้นักวิจัยสามารถ "สำเนา" เซลล์หัวใจที่มีปัญหามาศึกษาภายนอกได้

ข่าวร้ายคืออาการหัวใจสลายในวันที่ 14 ที่ผ่านมานั้นไม่เกี่ยวกับพันธุกรรม ดังนั้นงานวิจัยนี้คงไม่มีผลดีอะไรกับเราๆ ท่านๆ ส่วนใหญ่

ที่มา - Stanford Scope Blog

มนุษย์คนแรกที่หายจากการติดเชื้อ HIV (อย่างเป็นทางการ)

นี่เป็นครั้งแรก ที่มีคนสามารถหายจากการติดเชื้อ HIV ได้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดีการรักษาครั้งนี้ได้เกือบคร่าชีวิตของชายผู้นี้ไปแล้ว แต่ในที่สุดทุกอย่างก็เหมือนปาฏิหารย์

Timothy R. Brown เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV อายุ 42 ปี ที่การจะควบคุมอาการของโรคได้นั้นดูริบหรี่ เมื่อมีการค้นพบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย ในปี ค.ศ. 2007 เขาจึงถูกส่งไปรับการรักษามะเร็งที่โรงพยาบาล Charité - Universitätsmedizin Berlin ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

การรักษาที่ Brown ได้รับถือได้ว่าทรหดมาก ตั้งแต่การทำเคมีบำบัดนั้นแถบจะทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันของเขาไปจนหมดสิ้น การฉายรังสีที่แทบเรียกว่าทุกส่วนของร่างกาย และท้ายสุดคือ การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) ที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ถึง 1 ใน 3 มักจะไม่รอดด้วยวิธีนี้ แต่โชคก็เข้าข้างเขา กลับกลายเป็นว่าเขาหายจากการติดเชื้อ HIV ได้ทั้งหมด

เซลล์ต้นกำเนิดที่แพทย์คัดเลือกมาใช้นั้น เป็นเซลล์ที่ได้รับบริจาคมาจากไขกระดูกของชายคนหนึ่งที่มีการกลายพันธุ์ของยีนในทีส่วนของ CCR5 ซึ่งมักจะพบในคนจำนวนน้อยมาก ยีนที่ว่านี้มีความสามารถในการต้านเชื้อ HIV ได้ พูดง่ายๆคือ เขาคนนั้นแทบไม่มีทางสามารถติดเชื้อ HIV ได้เลย และเซลล์ที่ว่านี้เองได้ทำการสร้างระบบภูมิคุ้มกันของ Brown ขึ้นมาใหม่ ทดแทนระบบเดิมที่ถูกทำลายไปจากการรักษาที่ผ่านมา และทำให้ร่างกายของเขาสามารถต้าน HIV ได้เช่นเดียวกัน ในการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นพบว่าเชื้อ HIV ได้มีลดจำนวนลงอย่างเรื่อยๆ และในที่สุด ก็ไม่มีการตรวจพบการติดเชื้อในร่างกายของเขาอีกต่อไป

นี่อาจจะเป็นอีกขึ้นของการรักษา HIV ก็เป็นได้ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าผู้ป่วย HIV ทุกคนจะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเรื่องของสุขภาพ การเงิน หรือแม้แต่ยินยอมที่รับการรักษาอันทุกข์ทรมานได้อย่างที่ Brown ผ่านมา แต่อย่างน้อยสุด นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า HIV นั้นสามารถรักษาได้จริงๆ ไม่ใช่เพียงคุมอาการอีกต่อไป

ที่มา : Gizmodo ผ่านทาง aidsmap.com

การปลูกถ่ายไขกระดูกอาจช่วยรักษาโรคเอดส์ได้

ถึงจะฟังดูแปลก ๆ ที่มันก็เกิดขึ้นจริงกับชายอเมริกันที่อาศัยอยู่ในกรุงเบอร์ลิน เขาติดเชื้อ HIV และเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) เขาได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกในปีพ.ศ. 2550 เพื่อรักษาโรคลูคีเมีย โชคดีที่เลือดของผู้บริจาคนั้นเข้ากันได้อย่างดี และเกิดยีนส์กลายพันธุ์ทำให้มีการต้านเชื้อ HIV โดยธรรมชาติ และในตอนนี้ก็ไม่มีสิ่งที่บ่งบอกว่าเขาเป็นโรคลูคีเมีย หรือโรคเอดส์อีกต่อไป

แม้ว่าหนทางนี้จะเป็นไปได้ แต่มันเสี่ยงเกินไปที่จะใช้รักษาโรคเอดส์ มันยากที่จะหาผู้บริจาคที่เลือดเข้ากันได้กับผู้ป่วยเป็นอย่างดี และการปลูกถ่ายไขกระดูก (หรือการทำสเต็มเซลล์เม็ดเลือด) นั้นสามารถใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง แต่ความเสี่ยงนั้นหลายคนอาจจะไม่รู้ มันเกี่ยวพันกับการทำลายระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติโดยการใช้ยา และการฉายรังสี แล้วแทนที่ด้วยไขกระดูกของผู้บริจาค เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่

โอกาสเสียชีวิตจากในระหว่างการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นมีมากกว่า 5 % ซึ่งเสี่ยงเกินไปสำหรับการรักษาโรคเอดส์ การรับยาต้านสามารถควบคุมเชื้อ HIV ให้อยู่ในระดับ และปลอดภัยกว่า ยกเว้นว่าคุณจะมีเชื้อ HIV และเป็นมะเร็งเม็ดเลือด การปลูกถ่ายไขกระดูกจึงจะเป็นทางเลือกที่ควรจะพิจารณา

นอกจากเสี่ยงต่อการเสียชีวิตแล้ว การปลูกถ่ายไขกระดูกยังแพงมากอีกด้วย แต่การบำบัดทางยีนส์ หรือหนทางอื่นที่ให้ผลเหมือนกันก็น่าจะเป็นไปได้อยู่

ที่มา: Yahoo! News

ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการใช้สเต็มเซลล์รักษาลิงอัมพาตได้บางส่วน

ศาสตราจารย์ Hideyuki Okano จากมหาวิทยาลัย Keio ได้แถลงถึงความสำเร็จในการฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวให้กับลิงเล็ก (marmoset) ได้บางส่วนด้วยสเต็มเซลล์

ทีมงานวิจัยเดียวกันนี้เคยประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวให้กับหนูมาก่อนหน้านี้

ในการรักษา ทีมวิจัยฉีด induced pluripotent stem cell เข้าไปยังลิงเล็ก 9 วันหลังเกิดอาการบาดเจ็บ พบว่าลิงเล็กนี้สามารถกลับมากระโดด และเคลื่อนไหวได้ถึงร้อยละ 80 ของภาวะปรกติ

การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ยังเป็นความหวังของการรักษาโรคอื่นๆ รวมถึงมะเร็ง อย่างไรก็ดีมีข้อถกเถียงในแง่จริยธรรมอีกมากเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ โดยเฉพาะการใช้ embryonic stem cell ที่ต้องทำลายเอ็มบริโออายุ 4-5 วัน แต่ induced pluripotent stem cell เป็นเซลล์ที่ถูกกระตุ้นจากเซลล์อวัยวะทั่วไป (somatic cell) ที่มีปัญหาทางจริยธรรมน้อยกว่า

ที่มา - PhysOrg

นักวิทยาศาสตร์พบวิธีใหม่ในการสร้าง stem cells โดยบังเอิญ

เริ่มต้นจากการศึกษาโรคประหลาดชนิดหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นวิธีใหม่ในการสร้าง stem cells

โรคประหลาดที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้มีชื่อว่า Fibrodysplasia Ossificans Progressiva (FOP) เป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่เนื้อเยี่อ soft tissue ของผู้ป่วยจะกลายเป็นกระดูก (bone) และกระดูกอ่อน (cartilage) ทำให้ร่างกายค่อยๆ แข็ง "กลายเป็นหิน" ไปเรื่อยๆ ทั่วโลกมีคนเป็นโรคนี้ไม่เกิน 1,000 คน

ทีมนักวิจัยที่นำโดย Damian Medici สังเกตเห็นว่ากระดูกที่เกิดจาก FOP มีลักษณะบางอย่างที่เหมือนกับ endothelial cells (เซลล์บุผนังเส้นเลือดชั้นใน) พวกเขาจึงเริ่มทำการทดลองเพื่อที่จะตรวจสอบว่าเซลล์กระดูกและกระดูกอ่อนพวกนี้พัฒนามาจาก endothelial cells จริงหรือไม่

เมื่อพวกเขาตัดต่อยีนที่ทำให้เกิด FOP เข้าไปใน endothelial cells ปกติ แล้วเอาไปเลี้ยงในห้องทดลอง พวกเขาก็พบกับสิ่งประหลาดที่ไม่คาดคิดมาก่อน

ผลที่ได้ตรงกับสมมติฐานแรกของพวกเขา คือ endothelial cells ที่มียีน FOP สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กระดูกและเซลล์กระดูกอ่อนได้จริง แต่ขั้นตอนก่อนที่มันจะเปลี่ยนไปเป็นกระดูกนั้น endothelial cells พวกนี้มันเปลี่ยนกลับไปเป็นเซลล์ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติคล้าย mesenchymal stem cells (stem cells ในผู้ใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นกระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน เซลล์ประสาท)

พวกเขาจึงทำการทดลองต่อไปโดยให้สารโปรตีนสองชนิด คือ TGF-beta2 และ BMP4 ลงไปใน endothelial cells ปกติที่เลี้ยงไว้ สารทั้งสองนี้สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดอาการเช่นเดียวกับยีน FOP ผลปรากฏว่า endothelial cells ที่เลี้ยงไว้ก็สามารถเปลี่ยนกลับไปเป็น stem cells ได้เช่นกัน และ stem cells เหล่านี้ก็สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้เหมือนกับ stem cells ที่ทำจากวิธีอื่นด้วย

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยให้การสร้าง stem cells มีประสิทธิภาพขึ้น เพราะสามารถใช้ endothelial cells จากตัวผู้ป่วยเองมาทำได้โดยตรงเลย ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อต้านจากภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วย

อย่างนี้จะเรียกว่าอะไรดีนะ "โชคช่วย" หรือว่า "รู้จักใช้โอกาส"

ที่มา Science Daily

นักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้กลายเป็นเลือดได้แล้ว

ระดับวิทยาการสเต็มเซลล์ของมนุษยชาติก้าวล้ำหน้าไปอีกขึ้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์ (McMaster University) ได้ค้นพบวิธีการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังไปเป็นเซลล์ตั้งต้นเม็ดเลือด (hematopoietic progenitor cells) ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการแปลงกลับไปมาเป็น pluripotent stem cells ก่อน (pluripotent stem cells คือสเต็มเซลล์ตั้งต้นที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้หลายชนิด)

ก่อนอื่นเลยต้องอธิบายก่อนว่าการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้กลายไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดนั้นสามารถทำได้อยู่แล้วในปัจจุบันโดยใช้ pluripotent stem cells ที่สกัดจากตัวอ่อนทารก (embryo) หรือจะเป็น pluripotent stem cells ที่แปลงมาจากเซลล์ผิวหนังของผู้รับเองก็ได้ ซึ่งทั้งสองวิธีล้วนมีข้อด้อย กล่าวคือสเต็มเซลล์ที่สกัดจากตัวอ่อนทารกนั้นอาจจะกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันของผู้รับ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดเนื้องอกได้ด้วย ส่วนการแปลงเซลล์ผิวหนังกลับไปเป็น pluripotent stem cells แล้วค่อยแปลงกลับมาเป็นเม็ดเลือดนั้นเป็นกระบวนการที่วกวน เสียเวลาและกำลังทรัพย์เป็นอย่างมาก

Mick Bhatia ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย McMaster's Stem Cell and Cancer Research Institute และคณะจึงค้นหาหนทางใหม่ในการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังจากร่างกายปกติของผู้ใหญ่ไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดแบบที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการแปลงกลับไปกลับมา และในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ

คณะวิจัยกล่าวว่าสามารถใช้วิธีใหม่นี้ผลิตเลือดได้มากพอสำหรับการถ่ายเลือดหนี่งครั้งโดยใช้เพียงแค่แผ่นผิวหนังขนาด 4 x 3 ตารางเซ็นติเมตรเท่านั้น!

จากการคาดการณ์ การทดสอบในระดับคลีนิคน่าจะมาได้ให้เห็นกันในปี ค.ศ. 2012 หรืออีกเพียงไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ถึงเวลานั้นผู้ป่วยที่ต้องการเลือดก็คงมีโอกาสในการรักษามากขึ้นและเสี่ยงอันตราย (จากบิลค่ารักษา) น้อยลง

ที่มา Bangkok Post, Science Daily

สหรัฐไฟเขียว: ทดลองใช้สเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ได้

การใช้สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบไปทำหน้าที่ต่างๆ นั้นได้รับอนุญาตให้ทำการวิจัยและรักษาไปแล้ว (รวมถึงในบ้านเราก็มีทำอยู่ประปราย) แต่การใช้เซลล์นั้นๆ มักมาจากตัวของคนที่โตแล้วไม่ใช่ตัวอ่อน วันนี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) ได้อนุมัติให้ใช้เซลล์จากตัวอ่อนของมนุษย์นี้ในขั้นทดลองเป็นครั้งแรกแล้วครับ

บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ทำการทดลองในครั้งนี้คือบริษัท Geron Corp ซึ่งนำโดย Dr. Thomas Okarma โดยงานวิจัยชิ้นแรกนี้จะเป็นการศึกษาการฉีดสเต็มเซลล์ลงในไขสันหลังของผู้ป่วยที่มีปัญหาอัมพาตที่ขาสองข้าง (มักเกิดจากอุบัติเหตุต่อไขสันหลังทำให้เดินไม่ได้แต่ใช้แขนได้ตามปกติ) โดยหวังว่าสเต็มเซลล์นี้จะเข้าไปทดแทนเซลล์เยื่อหุ้มไขสันหลังเดิมที่เสียไปของผู้ป่วย เหมือนกับในสัตว์ทดลองที่ประสบผลสำเร็จไปแล้ว

อย่างไรก็ตามการศึกษานี้เป็นเพียงการศึกษาในระยะที่หนึ่งซึ่งศึกษาเพียงผลข้างเคียงจากการใช้วิธีการรักษาแบบนี้เท่านั้น จึงยังไม่สามารถยืนยันถึงความสำเร็จในผู้ป่วยได้

สเต็มเซลล์ที่มาจากตัวอ่อนมนุษย์นี้ได้รับการถกเถียงกันมากในประเด็นของจริยธรรม เนื่องจากตัวอ่อนมนุษย์ที่ถูกเอาสเต็มเซลล์นี้ออกมาจะต้องถูกทำลายทิ้ง ไม่ต่างอะไรจากการคัดเลือกตัวอ่อนจากวิธีการช่วยผู้มีบุตรยากบางวิธีที่ตัวอ่อนจำนวนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์จะถูกทำลายทิ้ง ทำให้งานวิจัยมักจะไม่ผ่านคณะกรรมการจริยธรรมเสมอ

มีผู้สังเกตว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการสิ้นสุดตำแหน่งของประธานาธิบดีบุช ซึ่งไม่ค่อยสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ อย่างไรก็ตามทางบริษัทที่ทำการวิจัยบอกว่าเป็นเพียงแค่เหตุบังเอิญเท่านั้น และข่าวนี้ทำให้หุ้นของ Geron ขึ้นกว่า 50%

Syndicate content