Spacecraft

[18+] ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่ามนุษย์จะสืบพันธุ์บนอวกาศไม่ได้

ลองจินตนาการถึงวันหนึ่งที่เผ่าพันธุ์มนุษย์โดยสารยานอวกาศไปตั้งรกรากบนดาวเคราะห์ดวงใหม่ เอาแค่การเดินทางไปยังระบบดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุดก็ต้องใช้เวลานับร้อยๆ ปีแล้ว นั่นแปลว่าทางเดียวที่เราจะไปสร้างอาณานิคมบนโลกใหม่ก็คือเราต้องสืบพันธุ์ออกลูกออกหลานกันบนยานอวกาศให้ได้

Athena Andreadis นักชีววิทยาแห่ง University of Massachusetts Medical School ให้ความเห็นในงานประชุม 100-Year Starship Symposium เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2011 ว่ากระบวนการสืบพันธุ์ของมนุษย์นั้นวิวัฒนาการมากับสภาพแรงโน้มถ่วงของโลก ในอวกาศที่เป็นสภาพไร้น้ำหนัก เราอาจจะมีปัญหาได้

เริ่มตั้งแต่ขั้นแรกของการสืบพันธุ์เลย แม้แต่กับการมีเซ็กซ์ เราไม่สามารถรับประกันได้ว่ามนุษย์บนยานอวกาศจะสามารถหลั่งน้ำอสุจิให้สเปิร์มว่ายเข้าไปผสมกับไข่ได้ การมีเซ็กซ์ในสภาพไร้น้ำหนักนั้นก็ไม่ต่างการดันกำแพงไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่มีแรงเสียดทานกับพื้นคอยต้าน

ขั้นต่อมาเมื่อตัวอ่อนพัฒนาในครรภ์ เราก็ไม่รู้อีกว่าตัวอ่อนจะเจริญเป็นทารกที่สมบูรณ์ได้หรือไม่ เรารู้แค่ว่าสภาพไร้น้ำหนักทำให้ร่างกายผู้ใหญ่มีความดันโลหิตลดลง, กระดูกสูญเสียแร่ธาตุ, กล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ ฯลฯ ผลกระทบต่อตัวอ่อนในครรภ์อาจจะรุนแรงถึงขั้นมีผลต่อระบบประสาทเลยทีเดียว

ขั้นสุดท้ายคือการคลอด ถ้าอยู่บนโลก น้ำหนักตัวของทารกจะช่วยผลักให้ทารกเคลื่อนตัวออกจากช่องคลอดได้ แต่ในสภาพไร้น้ำหนัก เราก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าจะทำคลอดทารกอย่างไรดี

หนทางออกของปัญหานี้ดูเหมือนจะต้องรอเทคโนโลยีการสร้างแรงโน้มถ่วงเทียมบนยานอวกาศซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา มีอย่างมากก็แค่ควัน (อย่าว่าแต่ยานอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงเทียมเลย เอาแค่ยานอวกาศที่จะให้มนุษย์อาศัยได้เป็นร้อยๆ ปีก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำกันอย่างไร)

และอันนี้คือแค่ "การเดินทางไป" เท่านั้นนะครับ ยังไม่รับประกันว่าเมื่อไปถึงที่ดาวเคราะห์อีกดวงแล้ว เราจะสามารถตั้งรกรากกันได้สำเร็จ

ถึงอย่างไรก็อย่าเพิ่งหมดหวังในมนุษยชาติแล้วกัน...

ที่มา - SPACE.com

NAUTILUS-X ตัวแบบยานล่องสำรวจอวกาศโดย NASA

NAUTILUS-X ย่อมาจาก Non-Atmospheric Universal Transport Intended for Lengthy United States eXploration เป็นชื่อยานล่องสำรวจอวกาศเอนกประสงค์ หรือ Multi-Mission Space Exploration Vehicle (MMSEV) ที่ออกแบบโดย Mark Holderman และ Edward Henderson นักวิทยาศาสตร์จาก NASA Johnson Space Center

โดยคร่าวๆ NAUTILUS-X ถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานในภารกิจสำรวจอวกาศที่หลากหลาย ตัวยานสามารถเป็นที่อยู่อาศัยให้กับลูกเรือที่เป็นมนุษย์ได้สูงสุดถึง 6 คนพร้อมด้วยเสบียงและปัจจัยสำหรับระยะเวลา 2 ปี ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนยาน มีโซลาร์เซลล์สำหรับพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในยาน แต่ที่เด็ดที่สุดของ NAUTILUS-X คงเป็นวงแหวนกำเนิดแรงโน้มถ่วง (centrifuge ring) ซึ่งจะสร้างแรงโน้มถ่วงเทียม (partial gravity) ให้มนุษย์อยู่ในอวกาศได้เป็นเวลานานๆ โดยไม่เป็นง่อยไปเสียก่อน ถ้าทุกสิ่งเป็นไปด้วยดี วงแหวนกำเนิดแรงโน้มถ่วงจะได้รับการทดสอบติดตั้งกับสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เร็วๆ นี้

ด้วยโครงสร้างการออกแบบ NASA สามารถจะเอาส่วนประกอบอะไรมาใส่เพิ่มหรือจะเอาส่วนไหนออกจาก NAUTILUS-X ก็ได้ให้เหมาะกับสภาพงานของแต่ละภารกิจ เมื่อใช้งานเสร็จ NASA ก็ยังเก็บ NAUTILUS-X ไว้ใช้งานในคราวต่อไปได้อีก ซึ่งก็น่าจะคุ้มค่ากว่าการสร้างยานอวกาศมาลำหนึ่งแล้วใช้แค่ภารกิจเดียว

อย่างไรก็ตาม NAUTILUS-X ยังมีสภาพไม่ต่างอะไรไปจากจินตนาการเท่าไรนัก เพียงแต่เป็นการจินตนาการจากเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน หลังจากวางแผนการสร้างเรียบร้อย ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างต่ำอีก 64 เดือนในการก่อสร้างและงบประมาณอีก 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ที่มา - Hobby Space via Popular Science

ยาน Cassini พบออกซิเจนบนดวงจันทร์ของดาวเสาร์

ในขณะที่เคลื่อนที่ผ่าน Rhea ดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นที่สองของดาวเสาร์ ยานอวกาศ Cassini ของ NASA ได้ดักจับชั้นบรรยากาศของ Rhea มาตรวจสอบ และพบว่าในชั้นบรรยากาศนั้นประกอบด้วยก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์

ชั้นบรรยากาศของ Rhea นั้นเบาบางมากจนกระทั่งแทบตรวจสอบไม่ได้ด้วยกล้องโทรทรรคน์ Hubble หรือวิธีการแบบที่ทำกับดาวดวงอื่น จากการประเมินตัวอย่างที่ Cassini เก็บได้ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าความหนาแน่นของก๊าซออกซิเจนในชั้นบรรยากาศของ Rhea อยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านโมเลกุลต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 20,000 ล้านโมเลกุลต่อลูกบาศก์เมตร

ในบรรดาดวงจันทร์ของดาวเสาร์ นอกจาก Rhea แล้ว ยังมี Titan ดวงจันทร์ที่ใหญ่สุดอีกดวงที่มีมวลมากพอจะมีแรงดึงดูดรักษาชั้นบรรยากาศของตัวเองไว้ได้ ชั้นบรรยากาศของ Titan นั้นประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจนและมีเธน

นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่แน่ใจว่าชั้นบรรยากาศของ Rhea กำเนิดมาได้อย่างไร แต่ก็สงสัยว่าน่าจะเกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาตกระแทกเข้ากับน้ำแข็งของ Rhea (นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามวลส่วนใหญ่ของ Rhea ประกอบด้วยน้ำแข็ง)

นอกจากนี้การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ "เก็บตัวอย่างออกซิเจนได้ตรงๆ จากวัตถุอวกาศ" อีกด้วย

ที่มา - Popular Science

ยานอวกาศของ Virgin Galactic จะใช้ Biofuel

ประธานของบริษัท Virgin Galactic บริษัทท่องเที่ยวอวกาศในเครือ Virgin หมายมั่นปั้นมือจะให้ประสบการณ์การท่องอวกาศของคุณเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Go Green!

บริษัทลูกอีกแห่งในเครือคือ Virgin Fuels กำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้ไบโอฟูเอลหรือเชื้อเพลงชีวภาพกับยานแม่ Mothership Eve ซึ่งจะลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศและเอาไว้เก็บยานอวกาศที่จะออกสู่อวกาศจริง นอกจากนี้ ยานอวกาศ SpaceShipTwo ยังจะใช้ไบโอฟูเอลที่เรียกว่า biobutanol (ทำจากสาหร่าย) ปัจจุบันนี้ ยาน SpaceShipTwo ยังใช้เชื้อเพลิง kerosene (น้ำมันก๊าด) แบบเก่าในการบินทดสอบอยู่

อย่างไรก็ตาม Virgin Galactic อ้างว่า ลำพังแค่เชื้อเพลิง kerosene แบบเก่าก็ทำให้การบินของ Virgin Galactic นั้นปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่ 60% ของเที่ยวบินระหว่างนิวยอร์กกับลอนดอนด้วยซ้ำ ถ้า biobutanol ใช้งานได้จริง ตัวเลขนี้จะลดลงไปอีก

ในเดือนหน้า Virgin จะเริ่มสร้างฐานปล่อยจรวดในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งออกแบบเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นอย่างดี ส่วนยานอวกาศทั้งสองลำจะเริ่มทดสอบบินร่วมกันในปีหน้า

ที่มา - Fast Company

นาซาเตรียมความพร้อมให้กับภารกิจ "เคปเลอร์"

ภารกิจค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของนาซา หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เคปเลอร์" (Kepler) มีความก้าวหน้าไปอีกขั้น เมื่อตัวยานสามารถผ่านการทดสอบอุณหภูมิแบบสุดขั้ว

การทดสอบอุณหภูมิในภาวะสูญญากาศ เป็นส่วนหนึ่งของชุดทดสอบยานอวกาศก่อนที่จะปล่อยออกสู่อวกาศ ซึ่งตามกำหนดการ ยานสำรวจอวกาศเคปเลอร์ จะถูกส่งด้วยจรวด Delta 2 ภายในปี 2009

เคปเลอร์ จะทำการเฝ้ามองดวงดาวกว่า 100,000 ดวง, ทำการค้นหาสัญญาณของดาวเคราะห์ ซึ่งรวมถึงดาวเคราะห์ที่มีขนาดเท่าหรือเล็กกว่าโลก ซึ่งจนถึงปัจจุบันดาวเคราะห์ที่ค้นพบล้วนมีขนาดใหญ่กว่าโลกทั้งสิ้น

ที่มา - Physorg

นาซ่าใส่โช้คอัพกันกระเทือนให้ Ares 1

โครงการ Ares 1 เป็นโครงการยานอวกาศในยุคหน้าที่เตรียมการไว้เพื่อการส่งมนุษย์ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ และเตรียมการไปยังดาวอังคารในอนาคต ล่าสุดทางนาซ่าได้แถลงข่าวถึงเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาการสั่นไหวจากแรงขับของจรวด (thrust oscillation) ด้วยการติดสปริงระหว่างจรวดส่วนที่หนึ่งกับส่วนที่สอง

การสั่นไหวนี้เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงแข็งในจรวดส่งไปตามท่อส่งเชื้อเพลิงทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกับเครื่องดนตรีแบบเป่าทำให้เกิดความสั่นพ้องที่ความถี่ประมาณ 12 ถึง 14 เฮิร์ต ทำให้นักบินทำงานได้ลำบาก ที่แย่กว่านั้นคืออาจจะทำให้นักบินบาดเจ็บหรืออุปกรณ์เสียหายได้

ระบบนี้มีข้อเสียคือนักบินจะต้องพบกับแรงกดดันที่สูงกว่าเดิมเป็น 5 ถึง 6 แรงจี หรือสองเท่าตัวของแรงกดดันบนกระสวยอวกาศปรกติ

ที่มา - USA Today

แคสสินีเริ่มส่งข้อมูลของดวงจันทร์เอนเซลาดัสกลับโลก

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา (เวลาแปซิฟิก) ยานสำรวจดาวเสาร์ "แคสสินี" ได้เริ่มส่งข้อมูลกลับมาสู่โลก หลังจากได้บินเฉียดดวงจันทร์เอนเซลาดัส (Enceladus) ในระยะห่างจากพื้นผิวเพียง 50 กิโลเมตร

สัญญาณที่ส่งมาของยานแคสสินี ถูกรับโดยเครือข่าวสำรวจอวกาศห้วงลึก (Deep Sapce Network) ในประเทศออสเตรเลีย และได้ถ่ายทอดสัญญาณต่อไปยังศูนย์ควบคุมภาระกิจที่นาซา

การบินเฉียดในระยะใกล้นี้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 15.21 (เวลาแปซิฟิก) ด้วยความเร็ว 17.7 กิโลเมตรต่อวินาที โดยในระหว่างการบินเฉียด ต้วกล้องและอุปกรณ์ภายในยานได้พุ่งเป้าไปยังขั้วใต้ของดาว ซึ่งเป็นบริเวณที่นักวิทยาศาสตร์สนใจ เพราะมีน้ำและไอน้ำออกมาจากรอยแยกบนผิวดาว

นักวิทยาศาสตร์มีแผนจะให้ยานแคสสินี บินเฉียดดวงจันทร์เอนเซลาดัสอีกครั้งในเดือนตุลาคม โดยมีระยะห่างเพียง 25 กิโลเมตรจากพื้นผิว

ที่มา - ScienceDaily

นาซาวางแผนไปเยี่ยมดวงอาทิตย์อีกครั้ง

นักดาราศาสตร์สนใจศึกษาดวงอาทิตย์มาเป็นระยะเวลากว่า 400 ปีแล้ว ถึงคราวที่นาซาจะไปสำรวจท่านประธานของระบบสุริยะเสียที

ชื่อของภารกิจยานสำรวจดวงอาทิตย์ในครั้งนี้ มีชื่อว่า Solar Probe+ (โซลาร์โพรบพลัส) ตัวยานถูกออกแบบให้ทนต่อความร้อนจากดวงอาทิตย์ เพื่อที่จะสามารถพุ่งลงไปสำรวจชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ โดยจะเก็บตัวอย่างของลมสุริยะ และตรวจวัดสนามแม่เหล็กภายในชั้นบรรยากาศ นาซาวางแผนจะปล่อยยานลำนี้ในช่วงปี 2015 และจะสำเร็จภารกิจภายใน 7 ปีให้หลัง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า Solar Probe+ จะช่วยแก้ข้อสงสัยสำคัญสองประการของนักดาราฟิสิกส์ นั่นคืออุณหภูิมิที่สูงมากของชั้นโคโรนา และปริศนาเรื่องการเร่งความเร็วของลมสุริยะ นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะมีการค้นพบใหม่ๆ ในระหว่างการเดินทางอีกด้วย

ห้องวิจัยฟิสิกส์ประยุกต์ (Applied Physics Lab) ของมหาวิทยาลัย John Hopkin จะเป็นผู้ออกแบบตัวยาน ซึ่งห้องวิจัยนี้ เคยมีประสบการณ์ในการออกแบบยานสำรวจดวงอาทิตย์

ในขั้นตอนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ Solar Probe+ จะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 7 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 9 เท่าของรัศมีดวงอาิทิตย์ โล่ห์กันความร้อนซึ่งสร้างจากวัสดุผสมคาร์บอน จะต้องทนอุณหภูมิที่สูงกว่า 1,400 องศาเซลเซียส และต้องทนต่อการระเบิดของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งไม่มียานสำรวจดวงอาทิตย์ลำไหนเคยเจอมาก่อน

ที่มา - ScienceDaily

ฟีนิกซ์เตรียมวิเคราะห์ดินที่ขุดได้

ยานสำรวจดาวอังคาร "ฟีนิกซ์" เตรียมพิสูจน์ข้อสงสัย เกี่วกับดินจากดาวอังคารที่ขุดได้ เพื่อค้นหาสัญญาณบ่งบอก ถึงปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดและดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต หลังจากที่ขุดตัวอย่างดินมาได้จำนวนหนึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ดินที่ได้จากการขุด จะต้องถูกนำมาผ่านกระบวนการทดสอบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการอบที่อุณหภูมิกว่า 1,800 องศา, การวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีต่างๆ เพื่อค้นหาน้ำ หรือแร่ธาตุชนิดใดๆ ก็ตาม ที่สนับสนุนการเกิดหรือดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะร่องรอยของ คาร์บอน, ไฮโดรเจน, ออกซิเจน และ ไนโตรเจน โดยในช่วงเวลาเดียวกัน นักวิทยศาสตร์ วางแผนให้ ฟินิกซ์ ขุดตัวอย่างดินอย่างน้อยสองตัวอย่าง มาวิเคราะห์เพิ่มเติม ภายในสัปดาห์หน้า

ถึงแม้บนพื้นผิวของดาวอังคาร จะไม่ปรากฏร่องรอยของน้ำอยู่เลยก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็เชื่อมั่นว่า เมื่อตอนที่ดาวอังคารยังอุ่นและเปียกชื้นมากกว่านี้ น่าจะเคยมีน้ำอยู่มาก่อน แต่ปัจจุบันน่าจะอยู่ในรุปของน้ำแข็ง ภายใต้ชั้นดินที่ลึกลงไป

ที่มา - Physorg

ฟิีนิกซ์ปล่อยแแขนกลออกมาสำรวจดาวอังคารแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ เริ่มปล่อยแขนกลของยานสำรวจดาวอังคาร "ฟีนิกซ์" ออกมาสำรวจพืนผิวแล้ว หลังจากที่ล่าช้าไปหนึ่งวัน เนื่องมาจากปัญหาเกี่ยวกับสัญญาณวิทยุ

ปัญหาเกิดขึ้นมาจาก ดาวเทียมทวนสัญญาณ ที๋โคจรอยู่รอบดาวอังคาร อยู่ในช่วงที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าพอดี เมื่อตอนที่คำสั่งถูกส่งออกไป

ที่มา - Physorg

Syndicate content