Robotics

รัฐบาลโอบามาอัดเงิน 70 ล้านดอลลาร์ ร่วมลงขันสนับสนุนการวิจัยเรื่องหุ่นยนต์ในสหรัฐ

รัฐบาลสหรัฐดันโครงการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์อย่างเต็มที่ โดยประกาศโครงการ National Robotics Initative ซึ่งรัฐบาลสหรัฐจะลงเงินก้อนแรก 70 ล้านดอลลาร์ และภาคีอื่นๆ ทั้งภาคการศึกษา ภาคเอกชน จะช่วยลงขันกันเป็นจำนวน 500 ล้านดอลลาร์

โครงการนี้จะนำเทคโนโลยีจากหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น NASA, National Science Foundation และองค์กรอื่นๆ เพื่อสร้าง "หุ่นยนต์" สำหรับการใช้งานต่างๆ ที่ไม่ใช่การทหาร เช่น หุ่นยนต์ที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ในชีวิตประจำวันทั่วไป

เงิน 70 ล้านดอลลาร์ถือว่าจิ๊บๆ เมื่อเทียบกับงบประมาณทางการทหารของสหรัฐ แต่ถ้ามองในแง่การวิจัยภาคพลเรือน ก็อาจช่วยให้เทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์หลายๆ อย่างเป็นจริงได้

ในงานแถลงข่าวเปิดโครงการ โอบามาก็เล่นมุขตลกว่าในฐานะ "จอมทัพ" ของสหรัฐโดยตำแหน่ง เขาคงต้อง "ระวังภัยจากหุ่นยนต์" เสียแล้ว

ที่มา - Geek.com

แขนกล Dr. Octopus มาแล้ว!

บริษัทผลิดเครื่องจักรและอุปกรณ์อัตโนมัติสัญชาติเยอรมันที่ชื่อ Festo ได้ออกแบบและผลิตแขนกลแบบที่เหมือน Dr. Octopus ในหนัง Spiderman ด้วยการเลียนแบบการทำงานของ "งวงช้าง"

ชื่อของเจ้าแขนกล (หรือ งวงกล) นี้คือ "Bionic Handling Assistant" โครงสร้างของมันประกอบด้วยกระเปาะอากาศ (air bladders) เรียงกันเป็นแนวยาวคล้ายกับกระดูกสันหลัง ตัวงวงแบ่งเป็นสามส่วนทำให้สามารถโค้งงอเป็นรูปตัว S ได้ ส่วนปลายสุดเป็นโครงสร้างพิเศษคล้ายข้อมือ (Hand Axis) และนิ้ว (FinGripper) ไว้จับยึดวัตถุ

เร่งสำรวจความลับที่หลงเหลือในพีระมิดคูฟูก่อนสิ้นปีนี้

กว่า 4,500 ปีแห่งการยืนหยัดของมหาพีระมิดเมืองกิซ่า มนต์สเน่ห์ของมันได้สะกดทุกคนที่พยายามจะล่วงรู้ความลับอันยิ่งใหญ่ ทั้งยังสร้างความท้อแท้ได้ในเวลาเดียวกัน

ใจกลางของพีระมิดคูฟู ประกอบด้วยห้องราชาและราชินี มีความเชื่อว่าช่องแคบๆที่ทำมุม 45 องศามุ่งจากห้องราชาสู่ภายนอกพีระมิดเพื่อส่งดวงวิญญาณของพระองค์สู่สรวงสวรรค์ท่ามกลางหมู่ดาว ทว่าที่ห้องของราชินี ช่องเล็กๆได้ถูกค้นพบเช่นกันในปี 1872 เนื่องจากช่องเหล่านั้นไม่ได้ทะลุออกมาด้านนอกเหมือนห้องพระราชา จึงยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของคณะสำรวจมากขึ้นว่าสุดปลายของช่องนั้นคืออะไร

จนมาในปี 1992 มีการส่งกล้องขึ้นไปในช่องด้านหนึ่งได้ไกล 60 เมตรแต่กลับพบว่ามีประตูหินปูนพร้อมด้ามจับทองแดงกั้นอยู่ หลังจากนั้นอีกสิบปีต่อมา แม้จะมีการเจาะประตูนี้เข้าไป แต่หลังจากเจาะไปได้อีกเพียง 20 เซนติเมตรก็กลับพบประตูที่กั้นอยู่ด้านหลังอีกชั้น

หลังจากเตรียมการมากว่า 5 ปี ทีมโรโบติกส์ โดยการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยลีดส์ ร่วมกับดอกเตอร์ซาฮี ฮาวาส แห่งสภาโบราณสถานอียิปต์ (SCA) กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมส่งหุ่นยนต์จากโปรเจค Djedi ขึ้นไปสำรวจให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยหุ่นยนต์นี้มีคุณสมบัติทั่วไปคือสามารถวัดความหนาของหินที่จะเจาะด้วยคลื่นอัลตราโซนิค และมีกล้องขนาดเล็กที่สามารถสอดเข้าไปส่องด้านหลังของชั้นหินที่ถูกเจาะได้ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสำรวจคือต้องพยายามสร้างความเสียหายแก่โบราณสถานให้น้อยที่สุด

ที่มา: Independent (กรุณาตามไปอ่านคอมเมนต์ที่มีทั้งสาระและความฮา)

เพิ่มเติม:
 ซาฮี ฮาวาส (Zahi Hawass)
 สภาโบราณสถานอียิปต์ (Supreme Council of Antiquities หรือ SCA)
 Djedi Project

แขนเทียมแบบสั่งได้ด้วยสมองเริ่มใกล้ความจริง

โครงการ LifeHand และมหาวิทยาลัย Campus Bio-Medico di Roma ได้ประกาศความสำเร็จในการทดสอบแขนเทียมที่ควบคุมด้วยสายไฟที่เชื่อมสัญญาณออกมาจากเส้นประสาท และยังสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเมื่อแขนกลสัมผัสกับวัตถุได้อีกด้วย

คนไข้ที่เข้ารับการทดสอบนี้ชื่อว่า Pierpaolo Petruzziello เขาเสียแขนช่วงต่อศอกลงไปจากอุบัติเหตุทางรถ เมื่อรับการรักษาในโรงพยาบาลในปี 2008 จึงมาเข้าร่วมกับโครงการนี้

ปัจจุบันแขนกลสามารถรับคำสั่งได้ถูกต้องร้อยละ 95

สหภาพยุโรปลงทุนกับโครงการนี้ไปกว่าสามล้านดอลลาร์และใช้เวลาอีกกว่า 5 ปี โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • มหาวิทยาลัย Scuola Superiore Sant'Anna เป็นผู้พัฒนาอัลกอลิธึมในการแปลสัญญาณจากคลื่นสมองเป็นข้อมูลดิจิตอล
  • Campus Bio-Medico di Roma เป็นผู้ผ่าตัดและดูแลคนไข้
  • ห้องแลป Fraunhofer-Gesellschaft (เจ้าของเดียวกับฟอร์แมต MP3) เป็นผู้พัฒนาอิเล็กโทรดที่ใช้เชื่อมสัญญาณกับเส้นประสาท
  • มหาวิทยาลัย Barcelona เป็นผู้ทดสอบการใช้อิเล็กโทรดในสัตว์

ขั้นต่อไปของโครงการนี้คือการพัฒนาให้ผู้ใช้สามารถใช้งานในชีวิตประจำวัน และใช้งานในระยะยาว โดยคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะไปถึงขั้นนั้น

ที่มา - C|Net, Le Scienze

หุ่นยนต์ดำน้ำพิชิตช่องแคบมาเรียนา

ช่องแคบมาเรียนา (Marianas Trench) ในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้กับประเทศฟิลิปปินส์เป็นจุดที่ลึกที่สุดของโลก (10,902 เมตร ก็สิบกิโลน่ะครับลองจินตนาการดู) ที่ผ่านมาเคยมีทีมสำรวจลงไปสุดช่องแคบได้เพียง 2 ครั้ง (ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1998)

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. หุ่นตัวที่สามได้ลงไปสัมผัสจุดสุดลึกได้สำเร็จ ชื่อของมันคือ Nereus จาก Woods Hole Oceanographic Institution (WHOI)

Nereus โยงตัวเองไว้กับเรือ Kilo Moana ด้วยสายไฟเบอร์ และดำน้ำลงไปสำรวจช่องแคบมาเรียนา มันมีความฉลาดพอสมควร และมีโหมดว่ายน้ำตามสบาย (Free-Swimming) ซึ่งปฏิบัติการด้วยตัวเองได้แบบไม่ต้องมีสาย ทำให้ทีมงานผู้ควบคุมหุ่นมีความคล่องตัวขึ้นมาก

เนื่องจากความลึกของมัน ช่องแคบมาเรียนาจึงถูกสำรวจทางวิทยาศาสตร์น้อยมาก การสำรวจจุดลึกสุดของช่องแคบครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1960 โดยใช้เรือดำน้ำแบบมีคนขับชื่อว่า Trieste ใช้เวลาเดินทาง 9 ชม. และอยู่ในจุดลึกสุดได้ประมาณ 20 นาที ส่วนครั้งที่สองคือปี 1998 เป็นทีมจากญี่ปุ่นใช้หุ่นดำน้ำชื่อ Kaiko

การมาถึงของหุ่นรุ่น Nereus จะทำให้การสำรวจใต้ทะเลลึกทำได้ง่ายขึ้นอีกมาก

ที่มา - BBC

กำเนิด KOBIAN หุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ที่สามารถแสดงอารมณ์ได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ร่วมมือกับ TMSUK พัฒนาเจ้าหุ่นชื่อว่า KOBIAN ที่สามารถยืนสองขาได้ อีกทั้งยังสามารถใช้ร่างกายและสีหน้าในการแสดงอารมณ์ได้อีกด้วย

เจ้า KOBIAN ถูกพัฒนาโดยการนำเอาเทคโนโลยีจากหุ่นสองตัวก่อนหน้านี้มาควบรวมกันออกมาเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถยืนได้ด้วยสองขา และสามารถรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ทางกายภาพได้อีกด้วย และที่ถือเป็นจุดเด่นของเจ้าหุ่นตัวนี้คือมันสามารถแสดงอารมณ์ผ่านทางใบหน้าและท่าทาง นอกจากนี้ยังเพิ่มข้อต่อที่คอเข้าไปเพื่อให้สามารถแสดงอารมณ์ได้หลากหลายขึ้น (ดูวิดิทัศน์ประกอบ)

สามารถดูรูปแบบในการแสดงสีหน้าทั้งเจ็ดรูปแบบของเจ้า KOBIAN ได้จากที่มา (แต่ละหน้าฮามาก)

โดยเจ้า KOBIAN ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ และยังนำไปต่อยอดเพื่อนำไปใช้ในการดูแลคนไข้ได้อีกด้วย

ที่มา : PinkTentacle via Gizmodo

Syndicate content