Reproduction

สเปิร์มอาจไม่ได้ราคาถูกอย่างที่คิด...อย่างน้อยก็ในจิ้งหรีด

นักชีววิทยามักคิดกันว่าตัวผู้ลงทุนน้อยกว่าตัวเมียในแง่ของการผลิตเซลล์สืบพันธุ์ เนื่องจากสเปิร์มมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ไข่มาก ตัวผู้สามารถผลิตสเปิร์มได้เป็นล้านอย่างสบายๆ แต่การทดลอง Damian Dowling แห่ง Monash University และ Leigh Simmons แห่ง University of Western Australia กลับแสดงให้เห็นว่าต้นทุนของการผลิตสเปิร์มก็ไม่ได้ราคาถูกอย่างที่เชื่อกัน

สัตว์ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองนี้ คือ จิ้งหรีด Teleogryllus oceanicus นักวิจัยจับจิ้งหรีดตัวผู้ใส่ลงในกล่อง กล่องแต่ละใบจะมีตัวเมียอยู่ 1 ตัว ซึ่งตัวเมียก็จะมีทั้งแบบ "ตัวเมียที่ยังไม่โตถึงวัยเจริญพันธุ์", "ตัวเมียที่โตพร้อมแล้วแต่โดนนักวิจัยเอากาวอุดตรงช่องสืบพันธุ์", และ "ตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ได้ (และไม่โดนกาวอุด)"

ผลการทดลองปรากฏว่า ตัวผู้ที่อยู่กล่องเดียวกับตัวเมียที่ยังไม่โตถึงวัย ผลิตสเปิร์มน้อยกว่าตัวผู้ที่อยู่กับตัวเมียที่โตถึงวัยผสมพันธุ์ถึงสองเท่า และการผลิตสเปิร์มปริมาณมากส่งผลเสียต่อระบบภูมิต้านทานบางอย่าง เช่น ทำให้มีปริมาณโปรตีนใน "เลือด" น้อยลง เป็นต้น แม้ความสัมพันธ์ของปริมาณสเปิร์มที่ผลิตกับระบบภูมิต้านทานก็อยู่เพียงระดับอ่อนๆ เท่านั้น แต่ก็มีนัยสำคัญในทางสถิติ

ในธรรมชาติก็แปลได้ว่า จิ้งหรีดตัวผู้ที่ลงทุนไปกับการสร้างสเปิร์มมาก จะต้องมีแบกรับความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรีย การที่ตัวผู้ลดการผลิตสเปิร์มลงเมื่อไม่มีตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ ก็อาจจะเป็นกลยุทธปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขาดทุน

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS ONE doi:10.1371/journal.pone.0030172

ที่มา - PhysOrg

จู๋นกกระจอกเทศโด่ด้วยน้ำเหลือง ไม่ใช่เลือดอย่างที่เคยเชื่อกัน

โดยทั่วไป นกจะผสมพันธุ์กันด้วยการเอารูทวารร่วม (cloaca = รูที่ใช้ปล่อยอุจจาระ, ปัสสาวะ, และผสมพันธุ์) มาสัมผัสกันแบบที่เรียกว่า cloacal kiss เพื่อให้สเปิร์มว่ายจากตัวผู้เข้าไปยังตัวเมีย แต่นกบางชนิด เช่น เป็ด ห่าน ฟลามิงโก เป็นต้น จะมีองคชาติ (penis) ไว้เพื่อสืบพันธุ์ องคชาติของนกจะแข็งตัวด้วยน้ำเหลือง (lymphatic erection) ต่างจากของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลานที่ใช้เลือดอัดเข้าไปในระบบเส้นเลือด (blood vascular)

นกกลุ่ม ratite หรือกลุ่มของนกที่บินไม่ได้อย่างพวกนกกระจอกเทศ นกอีมู (emu) นกเรีย (rhea) ก็มีองคชาติเช่นกัน แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่าองคชาตินกพวกนี้มันแข็งตัวได้อย่างไร เคยมีงานวิจัยก่อนหน้าที่ระบุว่าองคชาติของนกกระจอกเทศใช้เลือดในการแข็งตัว ซึ่งสร้างความสับสนให้กับนักปักษีวิทยามาก

และแล้วความสับสนก็หายไป เมื่อเร็วๆ นี้ Patricia Brenna และ Richard O. Prum แห่งมหาวิทยาลัยเยลล์ ค้นพบว่าลักษณะทางกายวิภาคขององคชาตินกกระจอกเทศ นกอีมู และนกเรีย จะต้องใช้ระบบน้ำเหลืองในการแข็งตัวแน่นอน เนื้อเยื่อขององคชาตินกกระจอกเทศมีความหนาแน่นของคอลลาเจนมากกว่าและมีเส้นเลือดหนาแน่นตรงโคน อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักวิจัยก่อนหน้าคิดไปว่ามันใช้เลือดในการแข็งตัว

การค้นพบว่านก ratite ใช้น้ำเหลืองในการแข็งทำให้ภาพจิ๊กซอว์ของวิวัฒนาการการผสมพันธุ์ของนก (Class Aves) ลงตัวมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครตอบได้ว่าทำไมนกถึงหันมาใช้น้ำเหลืองแทนเลือด โดยปกติความดันในท่อน้ำเหลืองก็ต่ำกว่าในหลอดเลือดอยู่มากโข มันเลยดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลทางสรีรวิทยาเท่าไร (แม้นกบางชนิดจะสามารถดันน้ำเหลืองให้องคชาติแข็งตัวได้อย่างรวดเร็วก็ตาม)

ที่มา - BBC News

สัญญาณ Wi-Fi จากโน้ตบุ๊คทำร้ายสเปิร์ม

ทีมนักวิจัยร่วมจาก Nascentis Centre for Reproductive Medicine ในอาร์เจนตินา และ Eastern Virginia Medical School ของสหรัฐอเมริกา ทดลองพบว่าการเปิดสัญญาณ Wi-Fi ใกล้สเปิร์มจะลดความสามารถในการสืบพันธุ์ของสเปิร์ม

การทดลองใช้ตัวอย่างสเปิร์มจากชายสุขภาพดี 29 คน อายุระหว่าง 26-45 ปี ตัวอย่างสเปิร์มจะถูกแยกไว้ในจานทดลองสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งตั้งไว้ในข้างใต้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่เชื่อมต่อ Wi-Fi ตลอดเวลา อีกกลุ่มตั้งไว้อีกห้องที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ อุณหภูมิของทั้งสองกลุ่มถูกควบคุมให้อยู่ที่ 25 องศาเซลเซียสเท่าๆ กัน

หลังจากผ่านไปสี่ชั่วโมง นักวิจัยก็เก็บตัวอย่างอสุจิมาตรวจสอบ ผลปรากฎว่าสเปิร์มกลุ่มที่อยู่ใต้โน๊ตบุ๊ค 25% ไม่ "ว่าย" อย่างกระฉับกระเฉง และสเปิร์ม 9% มีร่องรอยของ DNA ถูกทำลาย เทียบกับตัวอย่างสเปิร์มที่อยู่อีกห้อง มีเพียง 14% เท่านั้นที่ไม่ว่ายและ 3% ที่ DNA ถูกทำลาย

แต่อัตราการตายของสเปิร์มทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

คางคกที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและโคลนนิ่งตัวเองในเวลาเดียวกัน

สัตว์ส่วนใหญ่จะมีโครโมโซมด้วยกันสองชุด หรือที่เรียกเป็นภาษาชีววิทยาว่า "diploid" เวลาสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โครโมโซมก็จะแบ่งครึ่งเหลือแค่ชุดเดียว (ศัพท์ชีววิทยาเรียกว่า "การแบ่งเซลล์แบบ meiosis") พอไข่กับสเปิร์มผสมกันก็ได้เป็นตัวอ่อนที่มีโครโมโซมสองชุดกลับมาเหมือนเดิม

แต่ก็มีสัตว์บางชนิดเหมือนกันที่มีโครโมโซมมากกว่าสองชุด ส่วนใหญ่จะเป็นพวกลูกผสมข้ามสปีชีส์ คราวนี้พวกที่มีจำนวนชุดโครโมโซมเป็นเลขคี่ก็จะเกิดอาการหารสองไม่ลงตัว หากไม่เป็นหมัน ก็ต้องใช้วิธีสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศหรือ "โคลนนิ่งตัวเอง" เอาแบบที่เรียกว่า Parthenogenesis (บางทีก็ยังต้องใช้สเปิร์มจากตัวผู้สายพันธุ์อื่นมากระตุ้นการโคลนนิ่งตัวเองแล้วค่อยเขี่ยโครโมโซมของสเปิร์มทิ้งทีหลัง อ่าน Hybridogenesis)

แต่แล้วก็ยังมีแต่อีก (ชีววิทยามีข้อยกเว้นกันได้เสมอๆ) คางคกภูเขาบาทูร่า (Bufo baturae) ในทางตอนเหนือของประเทศปากีสถาน เป็นคางคกสปีชีส์ลูกผสม (hybrid species) ที่มีโครโมโซม 3 ชุด (triploid) ชุดละ 11 แท่ง รวมมีโครโมโซม 33 แท่ง พวกมันสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศด้วยและก็โคลนนิ่งตัวเองด้วยในเวลาเดียวกัน

ทีมวิจัยที่นำโดย Matthias Stöck แห่งมหาวิทยาลัยโลซานน์ สังเกตว่าคางคกบาทูร่าทุกตัวจะมีโครโมโซมอยู่สองชุดที่มียีน NOR+ บนโครโมโซมแท่งที่ 6 และอีกชุดมียีน NOR- จากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมแสดงให้เห็นว่าชุดโครโมโซมที่มี NOR- นั้นสืบทอดผ่านกันมาจากแม่สู่ลูกโดยตรง ส่วนอีกสองชุดที่มี NOR+ จะเป็นการผสมระหว่างชุดโครโมโซมที่มาจากไข่และสเปิร๋ม

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าสเปิร์มของคางคกตัวผู้เกิดจากการขจัดโครโมโซมชุดหนึ่ง (ชุดที่มี NOR-) ทิ้งไปเลยแล้วอีกสองชุดที่เหลือก็แบ่งตัวแบบ meiosis ทำให้สเปิร์มมีแต่โครโมโซมชุดที่มี NOR+ ส่วนตัวเมียจะแบ่งโครโมโซมที่มี NOR+ ลงไปในไข่ใบละ 1 ชุดไว้ผสมกับชุดโครโมโซมของสเปิร์ม และก็โคลนนิ่งชุดโครโมโซมที่มี NOR- อีกชุดใส่ลงไปในไข่แต่ละใบด้วย

[18+] ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่ามนุษย์จะสืบพันธุ์บนอวกาศไม่ได้

ลองจินตนาการถึงวันหนึ่งที่เผ่าพันธุ์มนุษย์โดยสารยานอวกาศไปตั้งรกรากบนดาวเคราะห์ดวงใหม่ เอาแค่การเดินทางไปยังระบบดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุดก็ต้องใช้เวลานับร้อยๆ ปีแล้ว นั่นแปลว่าทางเดียวที่เราจะไปสร้างอาณานิคมบนโลกใหม่ก็คือเราต้องสืบพันธุ์ออกลูกออกหลานกันบนยานอวกาศให้ได้

Athena Andreadis นักชีววิทยาแห่ง University of Massachusetts Medical School ให้ความเห็นในงานประชุม 100-Year Starship Symposium เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2011 ว่ากระบวนการสืบพันธุ์ของมนุษย์นั้นวิวัฒนาการมากับสภาพแรงโน้มถ่วงของโลก ในอวกาศที่เป็นสภาพไร้น้ำหนัก เราอาจจะมีปัญหาได้

เริ่มตั้งแต่ขั้นแรกของการสืบพันธุ์เลย แม้แต่กับการมีเซ็กซ์ เราไม่สามารถรับประกันได้ว่ามนุษย์บนยานอวกาศจะสามารถหลั่งน้ำอสุจิให้สเปิร์มว่ายเข้าไปผสมกับไข่ได้ การมีเซ็กซ์ในสภาพไร้น้ำหนักนั้นก็ไม่ต่างการดันกำแพงไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่มีแรงเสียดทานกับพื้นคอยต้าน

ขั้นต่อมาเมื่อตัวอ่อนพัฒนาในครรภ์ เราก็ไม่รู้อีกว่าตัวอ่อนจะเจริญเป็นทารกที่สมบูรณ์ได้หรือไม่ เรารู้แค่ว่าสภาพไร้น้ำหนักทำให้ร่างกายผู้ใหญ่มีความดันโลหิตลดลง, กระดูกสูญเสียแร่ธาตุ, กล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ ฯลฯ ผลกระทบต่อตัวอ่อนในครรภ์อาจจะรุนแรงถึงขั้นมีผลต่อระบบประสาทเลยทีเดียว

ขั้นสุดท้ายคือการคลอด ถ้าอยู่บนโลก น้ำหนักตัวของทารกจะช่วยผลักให้ทารกเคลื่อนตัวออกจากช่องคลอดได้ แต่ในสภาพไร้น้ำหนัก เราก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าจะทำคลอดทารกอย่างไรดี

หนทางออกของปัญหานี้ดูเหมือนจะต้องรอเทคโนโลยีการสร้างแรงโน้มถ่วงเทียมบนยานอวกาศซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา มีอย่างมากก็แค่ควัน (อย่าว่าแต่ยานอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงเทียมเลย เอาแค่ยานอวกาศที่จะให้มนุษย์อาศัยได้เป็นร้อยๆ ปีก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำกันอย่างไร)

และอันนี้คือแค่ "การเดินทางไป" เท่านั้นนะครับ ยังไม่รับประกันว่าเมื่อไปถึงที่ดาวเคราะห์อีกดวงแล้ว เราจะสามารถตั้งรกรากกันได้สำเร็จ

ถึงอย่างไรก็อย่าเพิ่งหมดหวังในมนุษยชาติแล้วกัน...

ที่มา - SPACE.com

รักจัดหมึก...จัดหมดไม่สนตัวผู้ตัวเมีย

หมึก Octopoteuthis deletron ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในทะเลลึก การสืบพันธุ์ของ O. deletron ก็เหมือนกับหมึกส่วนใหญ่ นั่นคือตัวผู้จะใช้ระยางค์เส้นเฉพาะหยิบเอาถุงน้ำเชื้อที่เรียกว่า "spermatangia" ไปวางแปะไว้บนตัวเมีย หลังจากนั้นสเปิร์มก็จะหาทางว่ายเข้าไปผสมกับไข่ด้วยตัวเอง

ทีมวิจัยที่นำโดย Hendrik Hoving แห่งสถาบันวิจัย Monterey Bay Aquarium Research Institute ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ต้องการศึกษาชีวิตรักของ O. deletron ในธรรมชาติ พวกเขาจึงติดตั้งกล้องเข้ากับยานควบคุมทางไกล (remotely operated vehicles) แล้วส่งยานไปดำน้ำลึกที่ระดับ 400-800 เมตรในเขต Monterey Submarine Canyon

พวกเขาสามารถจับภาพ O. deletron ได้ถึง 108 ตัว แต่แยกแยะเพศได้เพียงแค่ 39 ตัว ในจำนวนนี้พบว่าหมึก 19 ตัวมี spermatangia ติดอยู่บนตัว (แต่ละตัวมี spermatangia ประมาณ 15-150 ถุง)

ที่น่าประหลาดใจคือ หมึกที่ spermatangia ติดอยู่บนตัว 10 ตัวเป็นหมึกตัวเมีย ทีเหลืออีก 9 ตัวเป็นตัวผู้!

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบด้วยว่าซากหมึก O. deletron ตัวผู้บางตัวที่ติดกับอวนประมงก็มี spermatangia เปล่าๆ ติดอยู่บนตัวเหมือนกัน

ดังนั้นทีมวิจัยจึงสรุปได้ทันทีว่า หมึก O. deletron ตัวผู้ผสมพันธุ์โดยไม่สนใจว่าคู่ของมันจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย

หมึก O. deletron ตัวผู้ส่วนใหญ่จะตายหลังจากได้วาง spermatangia แล้ว ดังนั้นการเที่ยวแปะ spermatangia มั่วซั่วแบบนี้จึงถือว่าเป็นการลงทุนที่เสี่ยงมาก (ต่อให้ไม่ตาย การแปะ spermatangia บนตัวผู้ก็เป็นการขาดทุนอยู่ดี) Hendrik Hoving เชื่อว่าเหตุผลที่ O. deletron ยอมเสี่ยงวัดดวงแปะ spermatangia โดยไม่สนเพศนี้เป็นเพราะโอกาสที่หมึกจะได้เจอหมึกตัวอื่นในทะเลลึกนั้นน้อยมาก (หมึก O. deletron บางตัวอาจไม่เคยเจอหมึกตัวอื่นเลยตลอดอายุขัยของมัน) และความมืดในทะเลลึกก็ทำให้การรู้เพศฝ่ายตรงข้ามเป็นเรื่องที่ยาก หมึกตัวผู้ที่ต้องการสืบเผ่าพันธุ์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแปะไปมั่วๆ เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนก็เชื่อว่าพฤติกรรมการกินกันเอง (cannibalism) น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย หมึกตัวผู้คงจะไม่ยอมเสียเวลามาเพ่งมองว่าหมึกที่ว่ายผ่านมานั้นเป็นตัวเมืยหรือตัวผู้ เพราะถ้าหากเล็งนานเกินไป ตัวมันเองอาจจะถูกจับกินก่อนได้ผสมพันธุ์

ที่มา - Discovery News, PhysOrg, Live Science

ตั้กแตนกิ่งไม้ที่สืบพันธุ์ด้วยการโคลนนิงมาเป็นล้านปี

ตั๊กแตนกิ่งไม้ในสกุล Timema หลายชนิดที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ตัวเต็มวัยตัวเมียจะออกลูกเป็นตัวเมียอีกตัวโดยไม่ต้องพึ่งการผสมจากสเปิร์ม ซึ่งในทางเทคนิคก็ไม่ต่างจากการโคลนนิงตัวเองเท่าไรนัก เพราะตัวลูกกับตัวแม่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมือนกันเกือบทุกประการ

ทีมนักวิจัยที่นำโดย ดร. Tanja Schwander แห่ง Simon Fraser University ประเทศแคนาดา อยากรู้ว่าตั๊กแตนกิ่งไม้ Timema spp. ที่โคลนนิงตัวเองเหล่านี้มีวิวัฒนาการมานานขนาดไหนแล้ว พวกเธอจึงวิเคราะห์ DNA ย้อนกลับไปยังจุดกำเนิดที่ตั๊กแตนกิ่งไม้พวกนี้แยกออกมาเป็นสปีชีส์

ผลปรากฏว่าตั๊กแตนกิ่งไม้ Timema 5 สปีชีส์มีวิวัฒนาการแยกตัวเองออกมาเป็นอิสระตั้งแต่เมื่อ 500,000 ปีที่แล้ว และอีก 2 สปีชีส์ คือ Timema tahoe และ Timema genevievae มีวิวัฒนาการย้อนกลับไปถึง 1 ล้านปี (เป็นอย่างต่ำ)

ตั๊กแตนกิ่งไม้ Timema spp. เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ขัดกับความเชื่อเดิมๆ ที่คิดการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจะนำไปสู่ทางตันของวิวัฒนาการ เพราะสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศควรจะมีความหลากหลายทางพันธุกรรมน้อย (แหงแหละ ก็เล่นโคลนกันมาทั้งดุ้น) พวกมันจึงไม่ควรจะปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ และก็ควรจะสูญพันธุ์ไปซะ

สิ่งเดียวที่น่าจะเป็นข้อได้เปรียบของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ ความสามารถในการขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ตั๊กแตนกิ่งไม้ที่โตเต็มที่สามารถออกลูกออกหลานได้เลย ไม่ต้องไปเที่ยวหา/นั่งคอยตัวผู้มาผสมพันธุ์ (ซึ่งในธรรมชาติของตั๊กแตนกิ่งไม้สปีชีส์ดังกล่าวก็ไม่มีตัวผู้อยู่แล้ว)

หรือบางทีการที่ตั้กแตนกิ่งไม้โคลนนิงสามารถมีสายวิวัฒนาการเป็นล้านๆ ปีแบบนี้อาจจะมีความลับอะไรอยู่เบื้องหลังอีกก็ได้

ที่มา - BBC News

มีลูกแฝดแปลว่าแม่แข็งแรง

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าการมีลูกแฝดเป็นอุบัติเหตุในการตั้งครรภ์ ธรรมชาติปกติของมนุษย์คือการมีลูกหนึ่งคนต่อครั้ง การต้องดูแลลูกอ่อนมากกว่า 1 คนพร้อมกันในเวลาเดียวจะทำให้สุขภาพและชีวิตของผู้เป็นแม่แย่ลง

แต่ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ได้ดึงเอาข้อมูลจาก Utah Population Database มาวิเคราะห์ พวกเขาคัดเอาแต่ข้อมูลของผู้หญิงที่เกิดในระหว่างปี 1807-1899 และมีอายุขัยเกิน 50 ปีขึ้นไป เพราะในช่วงนั้นเทคโนโลยีการผสมเทียมและการคุมกำเนิดยังไม่ก้าวหน้านัก จึงรับประกันได้ว่าข้อมูลที่ได้เป็นการคลอดลูกแฝดตามธรรมชาติจริงๆ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านสุขภาพของผู้หญิงที่มีลูกแฝด 4,603 คน และผู้หญิงที่ไม่มีลูกแฝด 54,183 คน พวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีลูกแฝดมีสุขภาพดีกว่าผู้หญิงที่ไม่มีลูกแฝดในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านอายุขัยที่ยืนยาวกว่า, ระยะเวลาที่สืบพันธุ์ได้นานกว่า, ใช้เวลาพักฟื้นหลังคลอดน้อยกว่า, จำนวนลูกที่ผลิตได้ตลอดชีวิตมากกว่า ในยุคก่อนปี 1870 แม่ที่มีลูกแฝดแต่ละคนผลิตลูกรวมทั้งหมดได้มากกว่าแม่ที่ไม่มีลูกแฝดถึง 1.9 เท่า ในยุคหลังปี 1870 ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นไปอีกอยู่ที่ 2.3 เท่า ซึ่งน่าจะเป็นเพราะการแพทย์ที่เจริญขึ้นและเข้าถึงได้มากขึ้น

เมื่อผลออกมาลักษณะนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงสงสัยว่าการมีลูกแฝดคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญไปเสียทีเดียว การมีลูกแฝดคงจะเป็นหนทางช่วยให้ผู้หญิงที่มีสุขภาพร่างกายดีกว่าคนทั่วไปส่งผ่านยีนของตัวเองไปยังรุ่นต่อไปได้มากกว่าเดิมในคราวเดียว ก่อนหน้านี้ในปี 2001 ก็มีงานวิจัยในประเทศแกมเบียชี้ว่าผู้หญิงที่มีลูกแฝดมีสุขภาพในทางเจริญพันธุ์ดีกว่าคนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าสมมติฐาน "แม่แข็งแรงออกลูกแฝด" จะใช้ได้กับกรณีแฝดสาม แฝดสี่... ได้ด้วยหรือไม่

ที่มา - Discovery News, Live Science

งูทะเลตัวเมียไม่หลายใจ

โดยทั่วไป งูตัวเมียส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์กับตัวผู้หลายๆ ตัวเพื่อเก็บน้ำเชื้อไว้ผสมกับไข่ เพราะฉะนั้นลูกงูในครอกเดียวกันอาจจะมีพ่อต่างกันก็ได้ แต่จากการศึกษาเร็วๆ นี้ เราค้นพบว่างูทะเลในวงศ์ Elapidae (วงศ์เดียวกับงูเห่าและจงอาง) กลับเป็นแม่ที่หาพ่อเพียงตัวเดียวให้ลูกของตน

นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียที่ชื่อว่า Vimoksalehi Lukoschek แห่ง James Cook University ได้เก็บตัวอย่างงูทะเลตัวเมียที่ตั้งท้อง 12 ตัวจากแหอวนของเรือประมง จากนั้นก็สกัดเอา DNA จากงูตัวแม่และลูกๆ ในท้องมาตรวจสอบเพื่อดูว่าลูกงูในท้องมีพ่อมาจากที่ไหนบ้าง ผลปรากฏว่าลูกงูในท้องของตัวเมียแต่ละตัวมีพ่อตัวเดียวกัน งูทั้งหมด 12 ตัวจาก 6 สปีชีส์ไม่มีตัวไหนเลยที่มีครอกลูกงูเกิดจากพ่อมากกว่าหนึ่งตัว

นักชีววิทยายังคงงงๆ อยู่ว่าหลักฐานนี้จะยืนยันได้หรือไม่ว่างูทะเลเป็นเมียที่รักเดียวใจเดียว ผสมพันธุ์กับตัวผู้ที่เป็นคู่ครองเพียงตัวเดียว (monandry) และถ้างูทะเลในวงศ์ Elapidae มีพฤติกรรมการผสมพันธุ์แบบ monandry แล้ว งูอื่นๆ ในสายวิวัฒนาการที่ใกล้เคียงกันจะมีพฤติกรรมแบบเดียวกันหรือเปล่า

ที่มา - New Scientist

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันปลาฉลามตั้งท้องโดยไม่ได้ผสมพันธุ์ครั้งที่สอง

มีรายงานระบุว่าปลาฉลามหูดำแอตแลนติก (Atlantic blacktip) ได้ให้กำเนิดลูกโดยไม่มีเพศสัมพันธ์ โดยรายงานนี้ได้รับการตรวจสอบจากดีเอ็นเอเรียบร้อยแล้ว โดยแม่ฉลามตัวนี้ชื่อ ทิดบิต (Tidbit)

รายงานนี้เกิดขึ้นหลังการตายของแม่ปลาเมื่อ 16 เดือนก่อน เนื่องจากความเครียดจากการตั้งท้อง ระหว่างการชันสูตรทีมงานจึงพบว่าทิดบิตได้ตั้งท้อง โดยช่วงแรกยังสันนิษฐานว่าอาจมีการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กับฉลามพันธุ์อื่นในตู้ เนื่องจากไม่มีฉลามเพศผู้สายพันธุ์เดียวกันในตู้เลย แต่จากการตรวจสอบดีเอ็นเอก็แน่ใจได้ว่าลูกฉลามที่เกิดขึ้นได้รับดีเอ็นเอจากแม่เท่านั้น

ก่อนหน้านี้มีรายงานแบบเดียวกันแต่เป็นฉลามหัวฆ้อนมาก่อนแล้ว

ลูกฉลามที่ทิดบิตคลอดออกมาถูกฉลามตัวอื่นในตู้กินหลังคลอดไปไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ต้องนำซากที่เก็บได้จากตู้เพื่อมาตรวจสอบดีเอ็นเอ

ที่มา - PhysOrg

Syndicate content