Religion

สภาพแวดล้อมอนุรักษ์นิยมและเคร่งศาสนาทำให้อัตราแม่วัยเรียนสูงขึ้น

การตั้งครรภ์ขณะเรียนของเด็กวัยรุ่นเป็นปัญหาหนึ่งของสังคมยุคอุตสาหกรรม เนื่องจากพ่อแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมในการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตามมา หลักสูตรสมัยใหม่ทั่วไปจึงหาทางเพิ่มเติมเรื่องเพศศึกษาและการคุมกำเนิดเข้าไปในระบบการศึกษาด้วย

สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาการตั้งครรภ์ของเด็กวัยรุ่นหนักหนาที่สุดของโลก โดยเฉลี่ยในเด็กสาวอายุ 15-19 ปี 1,000 คน จะมี 39.1 คนได้เป็นแม่คนตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ

แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม แต่งานวิจัยหลายชิ้นก็ระบุยืนยันว่าการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่เด็กมีส่วนช่วยลดอัตราแม่วัยเรียนของนักเรียนในโรงเรียนได้

นักวิทยาศาสตร์แค่ 15% เชื่อว่าวิทยาศาสตร์กับศาสนาไปด้วยกันไม่ได้

ความขัดแย้งที่ยืนยงที่สุดในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์คงไม่พ้น "ศาสนา VS. วิทยาศาสตร์" หลายคนคงจะนึกว่านักวิทยาศาสตร์มีมุมมองต่อต้านศาสนากันเกือบทุกคน แต่สถิติที่เปิดเผยโดยทีมวิจัยที่นำโดย Elaine Howard Ecklund แห่ง Rice University ชี้ให้เห็นว่าความจริงนั้นเกือบจะตรงกันข้ามเลยทีเดียว

จากการสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ทั้งสายวิทยาศาสตร์สังคม (social science) และสายวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural science) จำนวน 275 คนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 21 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา พบว่ามีนักวิทยาศาสตร์เพียง 15% เท่านั้นที่เห็นศาสนาเป็นคู่ขัดแย้งตลอดกาลของวิทยาศาสตร์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ๋ (70%) เห็นว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกันเพียงในบางกรณีเท่านั้น และนักวิทยาศาสตร์อีก 15% เห็นว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์ไม่ขัดแย้งกันเลย

ที่น่าสังเกตคือนักวิทยาศาสตร์ที่แสดงจุดยืนว่าตัวเองมีความเชื่อทางจิตวิญญาณในรูปแบบใดแบบหนึ่งมีแนวโน้มที่จะมองว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์ไม่ขัดแย้งกัน

นอกจากนี้งานวิจัยยังสรุปวิธีที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการจัดการความขัดแย้งศาสนา-วิทยาศาสตร์ไว้ด้วยกัน 3 วิธี คือ

  • แปลงคำจำกัดความ "ศาสนา" ให้กว้างขึ้น ครอบคลุมถึงจิตวิญญาณแบบที่ไม่ต้องอิงกับความเชื่อของสถาบันทางศาสนาใดๆ

  • ใช้มุมมองตามแบบที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของศาสนาและวิทยาศาสตร์

  • เถียงกันตรงๆ เลย (ผมเดาว่าวิธีสุดท้ายนี้น่าจะนิยมใน 15% ที่ต่อต้านศาสนานั่นแหละ รวมทั้งผมด้วย)

ในงานวิจัยยังยกตัวอย่างสถานการณ์อึดอัดระหว่างนักวิทยาศาสตร์ที่เผชิญกับความขัดแย้งด้วย เช่น นักชีววิทยาที่ไม่เชื่อในพระเจ้าคนหนึ่งต้องสอนนักศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิวัฒนาการ เธอก็เลือกวิธีการสอนที่กระทบศรัทธาทางศาสนาของนักศึกษาให้น้อยที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เธอเชื่อ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะเห็นว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์สามารถอยู่ร่วมกันได้ (อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) ก็ไม่ได้แปลว่านักวิทยาศาสตร์จะยอมให้ศาสนาเข้ามายุ่มย่ามกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ยังไงก็ได้ นักวิทยาศาสตร์เกือบทั้งหมดส่ายหัวไม่เห็นด้วยกับ Creationism และ Intelligent Design ซึ่งเป็นความพยายามทำมาหากินของฝ่ายศาสนาที่จับเอาความเชื่อสุดโต่งแบบเก่าๆ มาย้อมแมวให้ดูเป็นวิทยาศาสตร์

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal for the Scientific Study of Religion (DOI: 10.1111/j.1468-5906.2011.01586.x)

ที่มา - PhysOrg

คนที่เคยได้รับประสบการณ์ฝังจิตทางศาสนามีสมองฮิปโปแคมปัสหดลงในบั้นปลาย

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าการบำเพ็ญทางศาสนาทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น แต่ว่าไม่ค่อยจะมีใครศึกษาถึงผลกระทบของศาสนาต่อสมองในระยะยาวมากนัก

ทีมวิจัยที่นำโดย Amy Owen แห่ง Duke University ได้ใช้เครื่องสแกน MRI ตรวจวัดปริมาตรของสมองส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปโปเตมัส "ฮิปโปแคมปัส" (hippocampus) ของกลุ่มตัวอย่างชายหญิงที่มีอายุมากกว่า 58 ปีขึ้นไปจำนวน 268 คน

ผลปรากฏว่าคนที่รายงานว่าเคยได้รับประสบการณ์ทางศาสนาในระดับเปลี่ยนชีวิตมีปริมาตรของฮิปโปแคมปัสเล็กกว่าคนอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนคนที่นับถือนิกายโปรแตสแตนท์แต่ไม่ได้มีประสบการณ์จริงจังทางศาสนากลับมีการหดตัวของฮิปโปแคมปัสน้อยกว่าเมื่อเทียบกับทั้งกลุ่มคนที่มีเคยประสบการณ์และคนที่ไม่สนใจศาสนา

ฮิปโปแคมปัสมีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความจำ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าความเครียดในชีวิตน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฮิปโปแคมปัสหดตัวเล็กลง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าสรุปแบบฟันธงว่าผลการทดลองนี้มีสาเหตุมาจาก "ความเครียดในการบูชาศาสนาอย่างจริงจัง" หรือ "เป็นเพราะคนที่มีความเครียดในชีวิตมักจะหันเหชีวิตเข้าสู่เส้นทางศาสนา" กันแน่ พึงสังเกตว่าคนที่ไม่สนใจศาสนาเลยบางคนก็มีการหดตัวของฮิปโปแคมปัสในระดับที่มากกว่าคนอื่นๆ เหมือนกัน

ที่มา - Scientific American

หนึ่งในห้าของนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าศรัทธาในจิตวิญญาณ

คำว่า "จิตวิญญาณ" (spirituality) อาจฟังดูเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาและพระเป็นเจ้า แต่สำหรับบางคนโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ เรื่องของจิตวิญญาณกลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระเจ้าและศาสนาเลย

จากการศึกษาของ Howard Ecklund แห่ง Rice University ที่ได้สัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคมจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งจำนวน 275 คน ได้ผลออกมาว่าประมาณ 20% ของนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า (atheist) ยืดอกยอมรับว่าตัวเองศรัทธาในจิตวิญญาณ (spirituality)

จิตวิญญาณที่นักวิทยาศาสตร์พวกนี้บูชาไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาเลย แต่เป็นความศรัทธาในรูปแบบของการ "ค้นหาความหมาย" (quests for meaning) ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นแนวคิดเดียวกับปรัชญาวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้พวกเขายังเห็นว่า "ศรัทธาในจิตวิญญาณ" กับ "ศาสนา" มีความแตกต่างกันด้วย ขณะที่ศาสนาเป็นกิจกรรมที่มีการจัดตั้ง, เป็นชุมชน, รวมเป็นหนึ่ง, และรวบรวมสะสม (organized, communal, unified and collective) แต่เรื่องของจิตวิญญาณเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล, เป็นเรื่องส่วนตัว, และก่อสร้างขึ้นในจิตใจของแต่ละคนเอง (individual, personal and personally constructed)

ไม่ใช่แค่นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เอาพระเจ้าเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อพระเจ้าอีกหลายคนก็ยอมรับว่าตัวเองเชื่อในจิตวิญญาณตามแนวทางเดียวกันนี้เหมือนกัน

ที่มา - Live Science, PhysOrg

หากเชื่อว่าพระเจ้าใจดี คนจะโกงกันมากขึ้น

มุมมองของแต่ละคนที่มีต่อพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจจะต่างกันไปตามแต่จิตแต่ใจ บางคนก็ไม่เชื่อในพระเจ้า บางคนก็เชื่อว่าพระเจ้าใจดีมีเมตตา บางคนก็เชื่อว่าพระเจ้าคือผู้ลงทัณฑ์

Azim F. Shariff แห่งมหาวิทยาลัยโอเรกอน และ Ara Norenzayan แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ได้ทำการทดลองเพื่อดูว่ามุมมองที่มีต่อพระเจ้ามีอิทธิพลต่อความซื่อสัตย์ของเราอย่างไร

การทดลองแรก นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมที่เป็นนักศึกษา 61 คน ทำข้อสอบคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นข้อสอบที่ง่ายๆ แต่ว่าต้องคิดยุ่งยากหลายขั้นตอน นักวิจัยบอกกับผู้เข้าร่วมทดสอบว่าซอฟท์แวร์ข้อสอบมีปัญหาเล็กน้อย หากไม่กด space bar ตรงคีย์บอร์ดหลังจากที่คำถามแต่ละข้อโผล่ขึ้น สักพักคำตอบจะปรากฏขึ้นมาเอง ดังนั้นนักวิจัยจึง "ขอร้อง" ให้ผู้เข้าร่วมกด space bar ด้วย หลังจากที่ทำข้อสอบเสร็จ ผู้เข้าร่วมทุกคนจะต้องแบบสอบถามว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับพระเจ้า

การทดลองที่สอง ผู้เข้าร่วมที่เป็นนักศึกษา 39 คนถูกเรียกมาทำแบบทดสอบเกี่ยวกับมุมมองที่เขามีต่อเรื่องต่างๆ ก่อน ผลของแบบทดสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์ว่าผู้เข้าร่วมแต่ละคนคิดอย่างไรกับพระเจ้า จากนั้นพวกเขาก็จะต้องทำข้อสอบคณิตศาสตร์แบบเดียวกับการทดลองแรก และพวกเขาก็ถูกขอร้องให้กด space bar เหมือนกัน

นักวิจัยทั้งสองคนแอบบันทึกการกด space bar ของผู้เข้าร่วมทดสอบทุกคนเอาไว้โดยที่ผู้เข้าร่วมไม่รู้ตัว จากนั้นก็เอาไปหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนครั้งที่กด space bar กับความเชื่อที่แต่ละคนมีต่อพระเจ้า

ผลการทดลองทั้งสองอันปรากฏไปในทางเดียวกันว่า กลุ่มนักศึกษาที่ไม่เชื่อในพระเจ้ากับนักศึกษาที่เชื่อในพระเจ้ามีอัตราการโกง (ไม่ยอมกด space bar) พอๆ กัน แต่ในกลุ่มที่เชื่อในพระเจ้า คนที่เชื่อว่าพระเจ้าใจดีมีเมตตาและชอบใหอภัย เลือกที่จะโกงข้อสอบด้วยการไม่กด space bar มากกว่าคนที่เชื่อว่าพระเจ้าเข้มงวดและชอบลงโทษมนุษย์

แม้ว่าการทดลองนี้จะให้ผลแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แต่มันก็เป็นเพียงการทดสอบในเรื่องการโกงข้อสอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแถมยังเป็นข้อสอบที่เอื้อให้โกงอีกต่างหาก ไม่ได้รวมถึงการโกงประเภทอื่นๆ ผลการทดลองนี้จึงเป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นที่ทำให้นักจิตวิทยาสามารถเริ่มอธิบายถึงความจำเป็นของการใช้ความเชื่อทางศาสนามาควบคุมศีลธรรมในสังคมมนุษย์

ที่มา - Medical Xpress

อายุที่ยืนขึ้นทำให้คนรุ่นใหม่สนใจศาสนาน้อยลง

รายงานวิจัยล่าสุดของ ดร. Elissaios Papyrakis แห่ง University of East Anglia และ ดร. Geethanjali Selvaretnam แห่ง University of St Andrews ในสหราชอาณาจักร ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอายุคาดหวัง (life expectancy) ของประชากรและความสนใจในทางศาสนา

จากการวิเคราะห์ข้อมูลประชากรทั่วโลกที่ได้มาจาก World Value Survey Dataset และ World Bank พวกเขาพบว่าในขณะที่แนวโน้มอายุความคาดหวังของประชากรเพิ่มขึ้นนั้น ความสนใจในกิจกรรมศาสนาและความศรัทธาต่อหลักศาสนากลับลดลง แนวโน้มลักษณะนี้เห็นได้ชัดเจนมากในประเทศพัฒนาแล้วที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า ประชากรโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้รับการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ดีๆ ทำให้มีโอกาสที่จะมีชีวิตยืนยาวเพิ่มมากขึ้น เช่น ในสหราชอาณาจักร มีคนที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไปจำนวน 26% เข้าโบสถ์หรือร่วมพิธีกรรมทางศาสนาเป็นประจำ ตัวเลขนี้หดลงเหลือเพียง 11% ในหมู่คนที่อายุ 16-44 ปี เรียกว่าหายไปมากกว่าครึ่งเสียอีก, หรือในสหรัฐอเมริกาตัวเลขของคนรุ่นใหม่ที่เคร่งครัดศาสนาก็ลดลงเช่นกัน

นักวิจัยทั้งสองสันนิษฐานว่าเบื้องหลังของแนวโน้มนี้ส่วนหนึ่งคงจะมาจากแนวทางคำสอนของศาสนาที่มักจะเน้นไปถึงประโยชน์ที่จะได้รับในชีวิตหลังความตายหรือชาติหน้า เช่น การขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้า, หรือการลงไปปีนกระทะทองแดงในนรก เป็นต้น เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับอายุคาดหวังที่ยาวนานเลยไม่อยากจะให้ความใส่ใจนัก เพราะคิดว่ายังชีวิตสนุกๆ ให้ได้เริงร่ากับสวรรค์บนดินไปได้อีกนาน ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุที่มีเวลาบนโลกเหลือน้อยลงก็อยากจะเก็บต้นทุนทางศาสนาไว้ใช้ในชีวิตใหม่ตามความเชื่อ (ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยแสดงให้เห็นด้วยว่าคนที่ใกล้ตายมักจะเชื่อในแนวคิด "Intelligent Design" ซึ่งอธิบายว่าทุกสิ่งในจักรวาลนี้ล้วนถูกกำหนดให้เป็นไปด้วยอำนาจของผู้สร้างอันชาญฉลาด)

อย่างไรก็ตาม ศาสนาในประเทศยากจนที่ประชากรยังมีอายุเฉลี่ยไม่สูงนักยังคงแข็งแกร่งอยู่ สงสัยจะจริงตามคำพูดที่ว่า "ความทุกข์ยากทำให้ศาสนาเบ่งบาน"

ที่มา - Live Science, Science Daily

ศาสนาจะสูญพันธุ์?

ในที่ประชุมของ American Physical Society ในดัลลัส ประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลการสำรวจจำนวนประชากรผู้ที่ "ไม่ฝักใฝ่ในศาสนา" ในหลายประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย แคนาดา สาธารณรัฐเชค ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ พอมีข้อมูลมากพอ นักวิทยาศาตร์ก็เริ่มนำเอาข้อมูลเหล่านี้ไปการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ขึ้นมา เพื่ออธิบายแนวโน้มอนาคตของความศรัทธาต่อศาสนาในหมู่ประชากร

ไม่น่าเชื่อ! ผลจากแบบจำลองทำนายว่าในที่สุดแล้ว ศาสนาในประเทศเหล่านี้จะสูญพันธุ์ สาเหตุมาจากจำนวนของผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ศาสนาและไม่นับถือศาสนากำลังเพิ่มขึ้นในลักษณะที่ไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinear) สุดท้ายแล้วคนที่นับถือศาสนาจะเหลือเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่คอยเวลาให้ถูกกลืนหายไป คล้ายกับกรณีของภาษาเล็กๆ ที่ไม่มีใครใช้ วันหนึ่งก็จะสูญหายไปตามกาลเวลา

ปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนกำลังจะเป็นแนวโน้มของประเทศประชาธิปไตยสมัยใหม่ทั่วโลก เช่น ในเนเธอร์แลนด์ มีคนประกาศตัวว่าไม่ฝักใฝ่ศาสนาใดๆ ถึง 40%, ในสาธารณรัฐเชค ตัวเลขนี้พุ่งไปถึง 60% เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์คิดว่าคงจะมีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวแปรในแบบจำลองนี้ ยังไม่มีใครมั่นใจว่าศาสนาจะหายไปเมื่อไร อย่างไร เพราะตัวแบบจำลองเองก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่ผลเบื้องต้นที่ออกมานี้ก็ชี้ให้เห็นอะไรได้หลายอย่างทีเดียว

ที่มา - BBC News

ผมคิดว่าประเทศไทยคงไม่ต้องกลัวเรื่องศาสนาสูญพันธุ์เท่าไรมั้ง เราเป็นประเทศที่เจริญทางด้านจิตใจอยู่แล้วหนิ

ไร้ศาสนา แต่ไม่ไร้ยี่ห้อ

บางทีศรัทธาที่เรามีต่อยี่ห้อสินค้าอาจจะเป็นสิ่งทดแทนความเชื่อทางศาสนาก็ได้

ทีมวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University, Duke University และ New York University ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธาที่คนมีต่อศาสนากับการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า สิ่งที่พวกเขาค้นพบอาจจะขัดกับความคาดหมายของใครหลายๆ คนในที่นี้ก็ได้

การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ คือ

ส่วนแรกคือการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล นักวิจัยได้เก็บข้อมูลจำนวนร้านสินค้ายี่ห้อดังๆ (เช่น Apple, Macy's และ Gap) เทียบกับจำนวนสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและจำนวนคนที่เข้าร่วมพิธีกรรมในหลายเมืองและมลรัฐทั่วสหรัฐอเมริกา

เมื่อตัดปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ, การศึกษา, และความเจริญของเมืองออกไปแล้ว พบว่าจำนวนร้านสินค้าเหล่านี้มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับสถานที่ประกอบพิธีกรรมและความตื่นตัวทางกิจกรรมศาสนาของประชาชน

ส่วนที่สองของงานวิจัยเป็นการทดลอง นักวิจัยแบ่งกลุ่มนักศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะต้องเขียนบทความเกี่ยวกับอิทธิพลของศาสนาต่อชีวิต ส่วนอีกกลุ่มให้เขียนเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน จากนั้นทั้งสองกลุ่มจะต้องเข้าไปช็อปปิ้งในสถานการณ์จำลอง สินค้าที่มีให้เลือก ได้แก่ แว่นตากันแดด, เครื่องประดับ, ถ่านไฟฉาย, และยาทาแก้ปวด

ผลปรากฏว่านักศึกษาที่เขียนรายงานเกี่ยวกับศาสนามาก่อนมีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้ามียี่ห้อน้อยกว่านักศึกษาอีกกลุ่ม โดยเฉพาะกรณีที่สินค้านั้นเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ภายนอก เช่น เครื่องประดับ แว่นตา เสื้อผ้า

วาติกันเผนแพร่เอกสารว่าด้วยหลักการจริยธรรมทางชีววิทยา

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนำมาสู่ความก้ำกึ่งของหลักการทางจริยธรรมหลายประการที่เราเคยรู้สึกว่า "รู้ๆ กัน" อย่างเช่นประเด็นของการทำแท้ง ที่อาจจะมีการหยุดยั้งการตั้งครรภ์ได้หลายช่วงเวลา หรือการทำโคลนนิ่งที่มีการทำลายตัวอ่อนที่ระดับพัฒนาการต่างๆ

ประเด็นเหล่านี้นำมาซึ่งการเผยแพร่เอกสารว่าด้วยการรวบรวมหลักข้อเชื่อในประเด็นทางชีววิทยาต่างๆ โดยเนื้อความแล้วเอกสารฉบับนี้ต่อต้านเทคนิคการมีบุตรด้วยเทคนิคพิเศษหลายประการ เนื่องจากการมีบุตรเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นจากการแต่งงานจากคู่แต่งงานต่างเพศเท่านั้น รวมถึงการต่อต้านยาคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกจัดกลุ่มเข้าเป็นการทำแท้งชนิดหนึ่ง

เอกสารฉบับนี้ถูกเผยแพร่ออกมาหลังการพูดคุยกันภายในเป็นเวลาหกปี และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 21 ปีที่วาติกันออกประกาศเช่นนี้

หาเอกสารฉบับเต็มได้ที่เว็บการประชุมบิชอปแห่งสหรัฐฯ (PDF)

ที่มา - The New York Times

วาติกันระบุ "ทฤษฎีวิวัฒนาการเข้ากันได้กับไบเบิล"

อาร์กบิชอป Gianfranco Ravasi รัฐมนตรีวัฒนธรรมแห่งกรุงวาติกันได้ออกมาระบุเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นไม่ได้ขัดแย้งกับเนื้อหาในพระคัมภีร์ไบเบิลแต่อย่างใด และทางวาติกันเตรียมการที่จะจัดประชุมวิชาการที่รวมเอานักวิทยาศาสตร์, นักศาสนศาสตร์, และนักปรัชญา ในเดือนมีนาคมปีหน้าในโอกาสครบรอบ 150 ปีของทฤษฎีวิวัฒนาการอีกด้วย

ชุมชนคริสเตียนหลายกลุ่มในโลกมีความคิดในแง่ลบต่อทฤษฎีวิวัฒนาการเนื่องจากเนื้อความในพระคัมภีร์ไบเบิลส่วนปฐมกาล (Genesis) ได้มีการระบุถึงการที่พระเจ้าได้สร้างโลกในยุคเริ่มต้นเอาไว้ เช่นในเมือง Dover ที่สหรัฐฯ ได้มีการฟ้องร้องกันเพื่อให้มีการระบุถึงทฤษฎี Intelligent Design ไว้ในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกันไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการจากทางวาติกัน โดยครั้งแรกนั้นเป็นการแสดงความยอมรับจากสันตะปาปา Pius ที่เจ็ดในปี 1950 และอีกครั้งหนึ่งจากสันตะปาปา John Paul ในปี 1996 ส่วนสันตะปาปา Benedict นั้นเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตีความพระคัมภีร์ไบเบิลแบบตามตัวอักษร

ที่มา - Reuters

Syndicate content