Pluto

ยาน New Horizons ทำสถิติใหม่ เข้าใกล้พลูโตยิ่งกว่ายาน Voyager 1 แล้ว

ข่าวสั้นๆ ไม่มีอะไรน่าหวือหวาครับ วันนี้ยาน New Horizons ได้เข้าใกล้พลูโตยิ่งกว่าที่ Voyager 1 เคยทำไว้ในปี 1986 ที่ระยะห่าง 1.58 พันล้านกิโลเมตรแล้ว

ยาน New Horizons ถูกปล่อยจากโลกตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2006 ภารกิจหลักของมันคือการทำความรู้จักกับพลูโตให้ดียิ่งขึ้น โดยมันจะเข้าใกล้พลูโตสูงสุดที่ 12,500 กิโลเมตรในวันที่ 14 กรกฎาคม 2015 ครับ

ที่มา: New Horizons ผ่าน NASA บน G+

นักดาราศาสตร์ NASA พบดวงจันทร์ดวงที่สี่ของพลูโต

ดวงจันทร์พลูโตดวงแรกที่ถูกค้นพบคือ Charon ในปี 1978 (และเป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของพลูโตด้วย) ต่อมาในปี 2005 ก็พบดวงจันทร์อีกสองดวง คือ Nix และ Hydra

ล่าสุดปี 2011 กล้อง Hubble Space Telescope ก็ถ่ายภาพที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเป็นดวงจันทร์ดวงที่สี่ของพลูโต

ดวงจันทร์ที่เพิ่งค้นพบนี้ถูกตั้งชื่อเรียกไปพลางๆ ก่อนว่า "P4" มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 - 34 กิโลเมตร วงโคจรของ P4 อยู่ระหว่างวงโคจรของ Nix และ Hydra

ภาพแรกของ P4 ถูกถ่ายโดยกล้อง Wide Field Camera 3 ของ Hubble เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2011 ที่ผ่านมา ต่อมาก็ได้รับการยืนยันด้วยภาพอีกสองภาพที่ถ่ายในวันที่ 3 และ 18 กรกฎาคม 2011 อย่างไรก็ตามนักดาราศาสตร์ของ NASA เชื่อว่า P4 น่าจะถูกถ่ายติดมาตั้งแต่ปี 2006 แล้ว เพียงแต่ว่าภาพในตอนนั้นยังไม่คมชัดมากพอ เป็นเพียงรอยเปื้อนที่ถูกมองข้ามไป

ที่มา - NASA

บรรยากาศของพลูโตใหญ่ขึ้นและคล้ายดาวหาง

นักวิทยาศาสตร์ได้ส่องกล้อง James Clerk Maxwell Telescope ไปที่พลูโต แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าชั้นบรรยากาศของพลูโตมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าที่เคยวัดได้ แถมยังเหมือนกับว่ามีหางพุ่งออกไปแบบดาวหางด้วย

Jane Greaves แห่ง University of St Andrews ผู้ค้นพบเรื่องนี้วัดความหนาของชั้นบรรยากาศพลูโตใหม่ได้กว่า 3,000 กิโลเมตร มากกว่าค่าเดิม 100 กิโลเมตรที่มีคนเคยวัดไว้กว่า 30 เท่า ความหนานี้เทียบเท่ากับหนึ่งในสี่ของระยะทางระหว่างพลูโตกับดวงจันทร์ของมันที่ชื่อ ชารอน

ไม่ใช่แค่ความหนาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ส่วนประกอบในบรรยากาศก็เปลี่ยนไปด้วย Jane Greaves พบก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ในปริมาณมาก ทั้งที่ในการวัดเมื่อปี 2000 นักวิทยาศาสตร์ไม่ตรวจเจอก๊าซ CO เลย

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าน่าจะเป็นเพราะขั้วใต้ของพลูโตหันเข้าหาดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในรอบ 120 ปี ก๊าซ CO จึงระเหิดออกมามาเกินกว่าปริมาณที่มันควบแน่นกลับลงที่ขั้วเหนือ การเปลี่ยนแปลงคล้ายกันนี้เคยเกิดแล้วในปี 1989 ที่พลูโตโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดจนทำให้บริเวณพื้นผิวมีก๊าซมีเธนมากขึ้นอย่างพุ่งพรวด

นอกจากจะหนาขึ้นแล้ว Jane Greaves ยังคิดว่าบรรยากาศ CO ของพลูโตน่าจะมีทิศทางพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์คล้ายดาวหางด้วย เพราะเมื่อดูสเปคตรัมของ CO ที่วัดได้ เขาพบว่ามี red shift อยู่นิดหน่อย (red shift ในแถบสเปคตรัมหมายถึงว่าวัตถุนั้นกำลังเคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต) ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าก๊าซ CO ในชั้นบรรยากาศอันเบาบางของพลูโตถูกอิทธิพลของลมสุริยะพัดกระหน่ำจนเป็นหางงอกออกมา

โธ่ พลูโตที่น่าสงสาร โดนลดจากดาวเคราะห์มาเป็นดาวเคราะห์แคระรอบหนึ่งแล้ว คราวนี้จะโดนลดชั้นเหลือเป็นแค่ "ดาวหาง" หรือเปล่านะ?

ที่มา - Discovery News

พลูโตอาจมีมหาสมุทร

แม้ว่าพลูโตจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากและมีอุณหภูมิที่พื้นผิว -226 องศาเซลเซียส แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในชั้นที่ลึกลงไปจากพื้นผิว 190 กิโลเมตร พลูโตอาจจะมีมหาสมุทรซ่อนอยู่

จากหลักฐานที่มีในตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแกนกลางของพลูโตมีสารกัมมันตรังสีอยู่ การสลายตัวของสารกัมมันตรังสีเหล่านี้จะให้ความร้อนออกมา ความร้อนจะไปละลายน้ำแข็งทำให้เกิดเป็นมหาสมุทร จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์โดย Guillaume Robuchon นักดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ประเมินได้ว่า แค่โพแทสเซียมกัมมันตรังสีเพียง 100 ส่วนในพันล้าน (parts per billion) ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พลูโตมีมหาสมุทรใต้พิภพที่มีความลึก 96-170 กิโลเมตร

ข่าวดีคือแบบจำลองนี้จะได้รับการพิสูจน์ในไม่ช้า เพราะยานสำรวจ New Horizon ของ NASA กำลังจะเดินทางไปถึงพลูโตในเดือนกรกฎาคม ปี 2015 เมื่อนั้นเราก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับพลูโตและชารอน (ดวงจันทร์ของพลูโต) เพิ่ม ถ้าโชคดีเจอรอยแยกของชั้นน้ำกับน้ำแข็งหรือบ่อน้ำพุ นักวิทยาศาสตร์ก็จะสรุปได้ทันทีว่าแบบจำลองถูกต้อง ต่อให้ไม่เจอ เราก็ยังมีหลักฐานไว้หาทฤษฏีใหม่เกี่ยวกับพลูโตกันได้มากขึ้น

ที่มา - Discovery News

พลูโตอาจกลับมาเป็นดาวเคราะห์?

เมื่อปี 2006 พลูโตถูกลดขั้นจาก "ดาวเคราะห์" ไปเป็น "ดาวเคราะห์แคระ" ถือได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ที่สุดในวงการดาราศาสตร์ระดับโลก การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โตขนาดนี้ย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสหภาพดาราศาสตร์สากลก็ยังยึดถือชื่อ​ "ดาวเคราะห์แคระพลูโต" เรื่อยมานับจากนั้น แต่จากข้อมูลใหม่ในปี 2010 นี้ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอาจจะมีความหวังที่จะได้เห็น "ดาวเคราะห์พลูโต" กลับมาอีกครั้ง

ย้อนความกลับไปสักหน่อย วันวานอันแสนชื่นที่วงการดาราศาสตร์เชื่อกันว่าระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์อยู่ 9 ดวงต้องมีอันพังทลายลงหลังจากการค้นพบ Eris ในปี ค.ศ. 2005 ในตอนนั้นนักดาราศาสตร์เชื่อว่า Eris มีขนาดและมวลมากกว่าพลูโตอยู่เล็กน้อย แต่โคจรห่างจากดวงอาทิตย์ถึง 15,000 ล้านกิโลเมตร ไกลกว่าวงโคจรของพลูโตเกือบสองเท่า ความจริงข้อนี้รบกวนจิตใจของนักดาราศาสตร์ผู้อ่อนไหวอย่างไม่อาจจะทานทน เพราะเริ่มเกิดความไม่แน่ใจว่าควรจะนับ Eris เป็นดาวเคราะห์ดีหรือไม่ แล้วถ้าอนาคตเกิดเจออะไรแบบ Eris เพิ่มขึ้นมาอีก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์กี่ดวงกันแน่

คนตั้งชื่อดาวพลูโต เสียชีวิตแล้ว

ดาวเคราะห์แคระพลูโต (หรือเดิม "ดาวพลูโต") ถูกค้นพบในปี 1930 และถูกตั้งชื่อโดยเด็กผู้หญิงชาวอังกฤษชื่อ Venetia Burney ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 11 ปี

ในวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา Venetia Phair (นามสกุลหลังแต่งงาน) ได้เสียชีวิตลงแล้วที่เมือง Banstead ประเทศอังกฤษด้วยอายุ 90 ปี

ตำนานการตั้งชื่อ "พลูโต" นี้เกิดจากเธอกินข้าวเช้ากับแม่และตาซึ่งเป็นอดีตบรรณารักษ์ของห้องสมุดในมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด คุณตาเล่าข่าวการค้นพบดาวพลูโต (ซึ่งปรากฎตัวในทางทฤษฎีมาตั้งแต่ปี 1906 แล้วแต่ยังไม่มีใครถ่ายภาพออกมาได้) ให้เธอฟัง และถามเธอว่ามันควรจะมีชื่อ เมื่อชื่อ "พลูโต" ปิ๊งออกมาจากหัวของเธอ เรื่องก็เริ่มขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ตาของเธอได้เสนอชื่อนี้ให้เพื่อนนักดาราศาสตร์ที่อ็อกซฟอร์ดฟัง ซึ่งนักดาราศาสตร์คนนี้ก็ได้เสนอต่อที่ประชุมนักดาราศาสตร์ของอังกฤษอีกทอดหนึ่ง ชื่อคู่แข่งอื่นๆ ได้แก่ Kronos, Minerva, Zeus, Atlas, Persephone, Onehtn เป็นต้น แต่สุดท้ายแล้วชื่อพลูโตชนะการโหวตด้วยเหตุผลที่ว่า อักษรสองตัวแรก (PL) เป็นตัวย่อของ Percival Lowell ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหอดูดาวที่ค้นพบดาวพลูโตเป็นที่แรก

ตระกูลนี้ยังประสบความสำเร็จในการตั้งชื่อดาวอีกครั้ง โดยน้องชายของคุณตาบรรณารักษ์คนนี้ เป็นคนตั้งชื่อดวงจันทร์ Phobos และ Deimos ของดาวอังคาร

ที่มา - New York Times

10 เรื่องที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับดาวพลูโต

จากบล็อก Bad Astronomy ครับ

  1. ดาวพลูโตเคยถูกถ่ายภาพติดตั้งแต่ปี 1919 แต่ไม่มีใครเคยสนใจเพราะว่ามันจางมาก กว่าจะถูกค้นพบอีกครั้งก็คือปี 1930 โดย Clyde Tombaugh
  2. วงโคจรของพลูโตนั้นตัดกับเนปจูน แต่มันกลับไม่เคยชนกัน สาเหตุนี้เป็นเพราะถ้ามองจากแผนภาพแบบ 2d วงโคจรมันจะตัดกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว พลูโตมันจะโคจรแบบเอียงๆ ต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่น (ภาพประกอบ)
  3. พลูโตเป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณดาวเนปจูน ถึงแม้ว่าเนปจูนจะใหญ่มาก แต่พลูโตไม่เคยตกอยู่ใต้แรงดึงดูดของเนปจูนเลย เป็นเพราะว่ารอบของวงโคจรนั้นไม่เท่ากัน แถมในบางครั้งพลูโตนั้นอยู่ใกล้ดาวยูเรนัสมากกว่าเนปจูนเสียอีก
  4. ขนาดและมวลของพลูโต ตามที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินนั้นเล็กลงเรื่อยๆ ตามยุคสมัย เนื่องจากว่าพลูโตมันไกลมากก็ต้องใช้วิธีเดา พอเครื่องมือในการวัดนั้นแม่นขึ้น ก็พบว่าพลูโตนั้นเล็กกว่าที่คิดไว้มาก ตอนนี้ตัวเลขล่าสุดคือพลูโตมีมวลคิดเป็น 0.2% ของโลก และมีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์
  5. แต่ว่าพลูโตไม่ใช่ดาวที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่สุดขอบของสุริยะจักรวาล นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์กันมานานแล้วว่าแถวๆ พลูโตจะต้องมีดาวขนาดใกล้เคียงกันอยู่ และสุดท้ายในปี 2005 ก็มีคนค้นพบดาวเอรีส (Eris) และดวงจันทร์ของเอรีสชื่อดีสโนเมีย (Dysnomia) ซึ่งมีมวลรวมกันมากกว่าพลูโต 27%
  6. พลูโตมีชั้นบรรยากาศ ถึงแม้จะบางมากแต่ก็มีอากาศ ความดันที่ผิวดาวนั้นคิดเป็น 0.00001 เท่าของโลก และก๊าซส่วนมากเป็นไนโตรเจน มีก๊าซมีเทนเล็กน้อย และช่วงที่พลูโตโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าปกติ ก๊าซที่แข็งตัวอยู่จะระเหิดเป็นไอทำให้มีบรรยากาศเพิ่มขึ้น
  7. พลูโตเป็นระบบดาวคู่ โดยพลูโตนั้นมีขนาดใกล้เคียงกับดวงจันทร์ชารอน (Charon) ของตัวเองมาก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบความสัมพันธ์โลก-ดวงจันทร์) ลักษณะของวงโคจรจึงไม่ใช่ชารอนโคจรรอบพลูโตเหมือนกับดวงจันทร์ของโลก แต่เป็นการโคจรรอบกันและกันแทน (ภาพประกอบ)
  8. เรามีภาพพื้นผิวของดาวพลูโตด้วยนะ เพียงแต่มันเบลอมากจนมองอะไรไม่เห็น เพราะมันไกลมากนั่นเอง (ภาพประกอบ)
  9. แกนของพลูโตนั้นเอียงมากๆ มากกว่ายูเรนัสเสียอีก แกนของพลูโตเอียง 122 องศา ยูเรนัสเอียง 98 องศา ส่วนโลกนั้น 24 องศา แต่ก็ไม่มีใครเอียงเท่ากับดาวศุกร์ที่ซัดไปซะ 177 องศาเชียวแน่ะ
  10. ถึงแม้ว่าพลูโตจะถูกเรียกว่าเป็นดาวน้ำแข็ง แต่จริงๆ แล้ว70% ของมันน่ะเป็นหินอยู่ข้างในต่างหาก

ที่มา - Bad Astronomy

Syndicate content