Pandemic

สกัดการแพร่เชื้อโรคด้วยการวิเคราะห์เสียงไอ

โรคติดต่อสมัยใหม่นั้นติดต่อผ่านทางการเดินทางของผู้ที่ติดเชื้อ และสนามบินก็เป็นจุดหนึ่งในการสกัดกั้นโรคนี้ไม่ให้แพร่ได้ ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยเองนั้นก็ได้อาศัยเทคโนโลยีในการตรวจวัดไข้เพื่อกรองผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อโรค แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในกรณีที่บางโรคนั้นอาจไม่มีไข้ทั้งๆ ที่มีเชื้ออยู่ (เช่น ไข้หวัด H1N1 เองก็ไม่จำเป็นต้องมีไข้เมื่อติดเชื้อในวันแรกๆ) เทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นอาจช่วยเราคัดกรองได้มากขึ้นครับ

บริษัท Biorics ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย Catholic University of Leuven ในเบลเยี่ยม กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับการใช้ไมโครโฟนเล็กๆ ติดภายในสนามบินเพื่อจับเสียงที่เกิดขึ้นจากการ "ไอ" ของผู้ที่ติดเชื้อ โดยซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนามาเป็นพิเศษนั้นสามารถที่จะแยกแยะเสียงไอที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อออกจากเสียงไอธรรมดาได้ และยังสามารถวิเคราะห์ตำแหน่งของผู้ที่ไอ เพื่อใช้ร่วมกับกล้องวงจรปิดในการตรวจค้นผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ

นอกจากที่จะจับเสียงในคนแล้ว บริษัทยังได้ทดสอบระบบดังกล่าวในฟาร์มหมู และพบว่าสามารถค้นหาหมูที่ป่วยได้ถึง 82% ภายในเวลาสามชั่วโมงอีกด้วย และ Biorics เองยังหวังว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวนั้นอาจจะนำไปประยุกต์กับไมโครโฟนของโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายอีกด้วย

อย่าไอสุ่มสี่สุ่มห้านะครับ!

ที่มา: NewScientist

ไข้หวัดร้ายอาจหลับใหลอยู่ใต้ทะเลน้ำแข็ง

ผลการศึกษาของ Bowling Green State University พบว่าไข้หวัดใหญ่ร้ายแรงที่มนุษยชาติต้องเผชิญกันอยู่ในทุกสมัย อาจจะหลับใหลอยู่ใต้ธารน้ำแข็งที่ขั้วโลก หรือว่าทะเลสาบในไซบีเรียที่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง

และถ้าหิมะหรือน้ำแข็งละลาย ไข้หวัดเหล่านี้อาจกลับมาได้อีกครั้งแม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วเป็นพันปี พาหะนำโรคที่เป็นไปได้มากที่สุดคือนกที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น นักวิทยาศาสตร์เสนอสมมติฐานว่าไซบีเรียน่าจะเป็นจุดกำเนิดของหวัดแบบร้ายแรงเหล่านี้ และแพร่กระจายไปยังถิ่นอื่นๆ ผ่านนกที่อพยพหนีหนาวลงใต้

ข้อสนับสนุนสมมติฐานนี้ก็คือ ไวรัสหวัดแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพันธุกรรมเลย แม้ว่าจะปรากฎตัวบนโลกห่างกัน 20 ปี จึงเป็นไปได้ว่ามันอาจถูกแช่แข็งอยู่และกลับมาอีกครั้งในสภาพแบบเดิม

ความน่ากลัวก็คือถ้ามนุษย์ไม่เจอกับไวรัสชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนแล้ว ภูมิคุ้มกันในไวรัสชนิดนั้นๆ อาจลดลงไป

ที่มา - Wired

ย้อนอดีต: ไข้หวัดใหญ่ระบาดในประวัติศาสตร์

แม้ว่าโรคใหม่ๆ เท่ๆ อย่างเอดส์หรืออีโบล่าจะดูน่าตื่นเต้นกว่า แต่จริงๆ แล้วไข้หวัดใหญ่ (influenza) นี่ล่ะที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปมากกว่าใคร ตัวเลขคนตายจากไข้หวัดใหญ่ในอเมริกาปีนึงอยู่ที่ 36,000 คน ในโอกาสที่ H1N1 ยังไม่ทันจาง เรามาย้อนดูกันว่าในอดีตเคยมีหวัดใหญ่ระบาดครั้งไหนบ้าง

  • 1580 - ครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้ ไข้หวัดใหญ่ระบาดจากเอเชียมายังแอฟริกาและยุโรป สเปนแทบจะเป็นเมืองร้าง และโรมมีคนตายไป 8,000 คน คำว่า Influenza ก็เกิดขึ้นมาจากการระบาดรอบนี้ โดยมันมาจากภาษาอิตาลีว่า "influenza del freddo? หรือ ?influence of the cold? ในภาษาอังกฤษ
  • 1918/1919 - ไข้หวัดสเปน เป็นการระบาดครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เคยมีการคาดการณ์กันไว้ว่าตายไป 50-100 ล้านคน
  • 1956/1958 - ไข้หวัดเอเชีย แต่เกิดในอเมริกา ตายไป 70,000 คน ไวรัสเป็นชนิดเดียวกับตระกูล H2N2 ที่เคยระบาดในรัสเซีย
  • 1968 - ไข้หวัดฮ่องกง เกิดในอเมริกาเช่นกัน ตายไป 33,800 คน แต่ถ้าใครติดหวัดเอเชียมาจะมีภูมิคุ้มกันเพราะเป็นสายเดียวกัน
  • 1976 - ไข้หวัดหมู H1N1 เป็นหวัดสายพันธุ์เดียวกับหวัดสเปน คราวนี้เป็นแค่การตื่นตูม มีคนตายเพราะหวัดหมูไปแค่คนเดียว อีก 25 คนตายเพราะวัคซีน
  • 1977/1978 - ไข้หวัดรัสเซีย เป็นตระกูล H1N1 อีกเช่นกัน ที่น่าสนใจคือมันจะติดเฉพาะคนที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีที่ยังไม่ค่อยพัฒนาภูมิต้านทาน
  • 2003 - ไข้หวัดนก H5N1 มีอัตราตายสูงถึง 60% ถ้าติดหวัดชนิดนี้ แต่ว่าติดต่อจากคนไปสู่คนได้ยาก และไวรัสเองมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานพอที่จะระบาดได้นาน

ที่มา - PopSci

Syndicate content