Open Access

American Physical Society เปิดตัว Physical Review X

American Physical Society หรือ APS ได้ประกาศเปิดตัววารสารวิชาการใหม่ในชื่อ Physical Review X (PRX) โดยวารสารใหม่นี้จะเผยแพร่ออนไลน์แบบ Open Access ให้ทุกคนเข้าไปอ่านกันได้ฟรีๆ

คนที่จะมารับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการของ PRX คือ ศาสตราจารย์ Jorge Pullin แห่งมหาวิทยาลัยหลุยเซียนา ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะบรรณาธิการของวารสารวิชาการชื่อดังอีกหลายเล่ม และยังเป็นสมาชิกของ APS Council และ fellow of the APS and AAAS อีกด้วย

บทความทั้งหมดที่ตีพิมพ์ลงใน PRX จะอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution 3.0 License โดยลิขสิทธิ์จะยังคงเป็นของเจ้าของผลงานที่ตีพิมพ์นั้นๆ เรื่องที่จะได้ลงตีพิมพ์ใน PRX ก็เป็นบทความรีวิววิชาการในสาขาฟิสิกส์ ครอบคลุมทุกแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง (ตามชื่อวารสารนั่นแหละ) ส่วนเงินสนับสนุนที่จะมาทำให้ PRX ฟรีและฟรีตลอดไปนั้นก็มาจากเงินที่เรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์นั่นเอง* ไม่มากไม่น้อยครับ เพียงบทความละ 1,500 เหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 45,000 บาทเท่านั้น!

PRX จะเริ่มเปิดรับบทความในเดือนมีนาคม และคาดว่าบทความแรกจะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปลายปี 2011 นี้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://prx.aps.org/

ที่มา - PhysOrg

*หมายเหตุ การตีพิมพ์บทความในวารสารวิชาการส่วนใหญ่ เจ้าของบทความต้องเสนอบทความและจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับวารสารนั้นๆ ต่างจากวารสารหรือสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดอื่นๆ ที่สำนักพิมพ์ต้องจ่ายเงินให้คนเขียนเป็นค่าเรื่อง อันนี้คนเขียนเรื่องลงต้องเสียเงิน ซึ่งราคา 1,500 เหรียญสหรัฐฯ ในข่าวนี้ถือว่าเป็นระดับราคาทั่วไป ไม่ได้แพงมาก บางวารสารค่าธรรมเนียมอาจสูงถึง 5,000 เหรียญสหรัฐฯ ก็มี (ไม่รวมค่ากระดาษและค่าพิมพ์รูป)

มหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ร่วมสนับสนุนร่างกฏหมายสนับสนุนการเข้าถึงผลงานวิจัยแบบเปิด

ในโลกงานวิจัย น่าสนใจว่าผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากการบริจาค หรือกระทั่งงานที่ได้รับทุนจากภาษีจำนวนมากนั้นไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ เป็นช่องทางให้บริษัทจำนวนมากเก็บค่าเข้าอ่านผลงานวิจัยเหล่านี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ในสหรัฐฯ ซึ่งมีเงินทุกวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ จำนวนมหาศาล ก็ไม่พ้นวังวนนี้เช่นกันทำให้มีเสนอร่างกฏหมายที่ชื่อว่า Federal Research Public Access Act of 2009 - FRPAA เพื่อรสนับสนุนให้มีงานวิจัยจำนวนมากเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้

กฏหมาย FRPAA มีสาระสำคัญคือหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยเกิน 100 ล้านดอลลาร์ทุกหน่วยงานจะต้องสร้างช่องทางการส่งมอบเอกสารผลงานวิจัยในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะภายในหกเดือนหลังมีการตีพิมพ์ครั้งแรก

กฏรูปแบบเดียวกันนี้ถูกใช้ในหลายหน่วยงานรัฐ และมหาวิทยาลัยมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่นสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health - NIH) มีข้อบังคับให้งานวิจัยที่รับทุนจากสถาบันจะต้องเปิดเผยงานสู่สาธารณะชนในหนึ่งปี แต่กฏหมายฉบับนี้จะสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศเป็นครั้งแรก พร้อมๆ กับกำหนดเกณฑ์ที่แน่นกว่ากฏอื่นๆ ที่ใช้อยู่ในตอนนี้

ผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยชั้นนำล้วนออกมาแสดงความตอบรับกฏหมายฉบับนี้อย่างคับคั่งไม่ว่าจะเป็น Carnegie Mellon, Cornell, Duke, Harvard และอีกจำนวนมาก

แน่นอนว่าการต่อสนับสนุนครั้งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ธุรกิจมูลค่ามหาศาลอาศัยการเข้าถึงงานวิจัยเป็นการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ สำนักพิมพ์ผู้จัดงานวิจัยและวารสารออกมาคัดค้านกฏหมายนี้ โดยไม่ได้คัดค้านการเข้าถึงแบบเสรีโดยตรง (อาจจะเพราะน่าเกลียดเกินไป) แต่คัดค้านว่าระยะเวลาหกเดือนนั้นอาจจะสั้นเกินไป และธุรกิจของพวกเขาอาจจะดำเนินไปไม่ได้

ในแง่ของคนไทย เราร่วมวงสนับสนุนได้เต็มที่ครับ มหาวิทยาลัยไทยจ่ายค่าเข้าถึงงานวิจัยเหล่านี้แพงมาก แถมผมใช้ๆ งานก็เจอปัญหาโควต้าเต็มใช้งานไม่ได้อยู่เรื่อยๆ เสียอีก

ที่มา - ArsTechnica, FRPAA, จดหมายเปิดผนึก

MIT สนับสนุนการเปิดให้อ่านงานวิจัยฟรี

ในพักหลังนั้นกระแสการเปิดให้งานวิจัยนั้นสามารถเข้าอ่านได้ฟรีนั้นเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ (ทางสายการแพทย์นี่ก็มี PubMed Central ซึ่งให้งานวิจัยที่ได้รับทุนจาก National Institute of Health ของสหรัฐต้องสามารถเข้าได้ฟรี) วันนี้ทาง MIT เองก็เตรียมออกนโยบายใหม่นี้เหมือนกัน (ส่วน Havard นั้นนำไปก่อนแล้ว)

นโยบายดังกล่าวนั้นได้ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมแล้ว และเตรียมจะออกมาใช้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะมีผลกับทุกส่วนของมหาวิทยาลัย

"มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ในขณะที่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่นั้นมีหน้าที่ในการหาเงินให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งระบบนี้มันไม่ค่อยถูกต้องซะเท่าไหร่" Hal Abelson ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันนโยบายใหม่นี้กล่าว

อย่างไรก็ดี นโยบายนี้ไม่ได้จำเป็นว่าทุกคนต้องปฏิบัติตาม ทำให้งานวิจัยบางงาน (โดยเฉพาะงานใหญ่ที่สำคัญๆ ที่ได้ลงพวก Science หรือ Nature) อาจยังไม่ฟรีอยู่ดี

ที่มา: Wired

Syndicate content