Obesity

ชีวิตอันเจ็บปวดของคนอ้วน

งานวิจัยล่าสุดของ Arthur Stone และ Joan Broderick แห่ง Stony Brook University อาจจะเป็นข่าวร้ายที่ซ้ำเติมชีวิตคนอ้วนให้เศร้าหนักมากขึ้นกว่าเก่า นักวิจัยทั้งสองวิเคราะห์พบว่ายิ่งเราอ้วนมากเท่าไร เราก็จะต้องเจอกับอาการเจ็บปวดในชีวิตประจำวันมากขึ้นเท่านั้น

ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ครั้งนี้เอามาจากข้อมูลการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของชาวอเมริกัน 1,010,762 คนที่ทำโดย Gallop Organization ระหว่างปี 2008-2010 นักวิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 5 กลุ่มตาม BMI (body mass index) ดังนี้ กลุ่มที่มี BMI ต่ำกว่า 25 ลงไป, กลุ่มน้ำหนักเกินมาตรฐาน (BMI 25-30), กลุ่มอ้วนระดับ 1 (BMI 30-35), กลุ่มอ้วนระดับ 2 (BMI 35-40), และกลุ่มอ้วนระดับ 3 (BMI 40 ขึ้นไป)

ผลจากการวิเคราะห์ออกมาว่า เมื่อเอากลุ่มที่มี BMI ต่ำกว่า 25 เป็นฐาน กลุ่มที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมีแนวโน้มรายงานว่าร่างกายตัวเองเจอความเจ็บปวดในชีวิตประจำวันถี่กว่าฐานของคนน้ำหนักตัวปกติ 20% และตัวเลขนี้ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำหนักตัว กลุ่มอ้วนระดับ 1 รายงานความเจ็บปวดถี่กว่าฐานปกติ 68%, กลุ่มอ้วนระดับขยับขึ้นมาเป็น 136%, กลุ่มอ้วนระดับ 3 พุ่งไปถึง 254% เมื่อเทียบกับฐาน

แม้จะตัดปัจจัยเรื่องผลของน้ำหนักตัวที่สร้างภาระต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อออกไปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างความอ้วนและความเจ็บปวดก็ยังคงปรากฏมีอยู่ แสดงให้เห็นว่าไขมันส่วนเกินที่สะสมในร่างกายของคนอ้วนน่าจะไปกระตุ้นอะไรบางอย่างที่เพิ่มความเจ็บปวด เช่น เพิ่มการอักเสบ เป็นต้น

นอกจากนี้ก็อาจจะยังมีเรื่องของภาวะซึมเศร้าเข้ามาเกี่ยวข้อง คนที่เป็นโรคอ้วนมีแนวโน้มจะเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนปกติอยู่แล้ว และก็เคยมีงานวิจัยชี้ว่าภาวะซึมเศร้าเองก็มีผลเพิ่มความรู้สึกเจ็บปวดด้วย

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Obesity doi:10.1038/oby.2011.397

ที่มา - Stony Brook News, Live Science

งานวิจัยชี้โรคอ้วน 'แพร่เชื้อ' ได้ในหนูทดลอง

เคยมีการศึกษาก่อนหน้าที่แสดงให้เห็นว่าโรคอ้วน (obesity) สามารถแพร่กระจายในหมู่เพื่อนฝูงได้ เนื่องจากคนที่สนิทกันมักจะปรับตัวให้มีพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน แต่ทีมวิจัยที่นำโดย Richard Flavell แห่ง Yale School of Medicine ค้นพบว่าแบคทีเรียมีส่วนในการแพร่โรคอ้วนจากหนูตัวหนึ่งไปยังสู่เพื่อนหนูในกรงเดียวกันได้

การค้นพบนี้มาจากการทดลองกับหนูทดลองที่ถูกนักวิจัยดัดแปลงให้มีความผิดทางระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดเป็นโรคที่เรียกว่า "Non-alcoholic fatty liver disease" (NAFLD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของกระบวนการเมตาบอลิซึมที่ตับ หนูที่เป็น NAFLD จะมีไขมันสะสมในตับและพัฒนาเป็นโรคอ้วน เมื่อจับหนู NAFLD อยู่กับหนูปกติที่มีน้ำหนักตัวปกติ ปรากฏว่าหนูปกติเกิดอาการของ NAFLD ขึ้นมาและกลายเป็นหนูอ้วน

ความอ้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสิว

การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร The Archives of Dermatology (DOI:10.1001/archderm.148.1.131) แสดงให้เห็นว่าดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index หรือ BMI) มีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวบนใบหน้า โดยเฉพาะสาววัยแรกรุ่น

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้เป็นวัยรุ่นวัย 18-19 ปีในเมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ จำนวนประมาณ 3,600 คน เมื่อนักวิจัยเอาข้อมูล BMI และการเกิดสิวมาวิเคราะห์โดยที่ตัดปัจจัยของตัวแปรอื่นๆ ออกไป ก็พบว่า วัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงในการเกิดสิวบนใบหน้ามากกว่าเด็กวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวปกติ และความสัมพันธ์นี้ชัดเจนอย่างมีนัยสำคัญในวัยรุ่นหญิง

ก่อนหน้านี้ในปี 2006 ก็มีการศึกษาซึ่งให้ผลทำนองเดียวกัน นั่นคือเด็กวัยรุ่นที่เป็นสิวมีค่า BMI มากกว่าเด็กวัยรุ่นที่ไม่เป็นสิว (PMID:16709487)

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเบื้องหลังความสัมพันธ์นี้คงเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนพวก androgen เพราะเคยมีงานวิจัยระบุว่าการที่ร่างกายผลิตฮอร์โมน androgen มากกว่าปกติเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้ (PMID:6237127 และ PMID:18561581) และพอยิ่งเกิดสิว ร่างกายก็จะเกิดความเครียด ซึ่งมีผลให้อาการแย่ลงไปอีก (นี่อาจเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้หญิงถึงได้มีอาการหนักกว่าผู้ชาย ก็เพราะวัยรุ่นผู้หญิงเครียดกับปัญหาใบหน้ามากกว่าผู้ชายนั่นเอง)

ที่มา - New York Times

อังกฤษเป็นชาติที่มีผู้หญิงอ้วนมากที่สุดในยุโรป

Eurostat สำนักงานสถิติของสหภาพยุโรปได้สรุปรายงานสัดส่วนของคนที่เป็นโรคอ้วน (obese) ในประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป

ข้อมูลดิบที่ใช้คือ ค่า BMI (body mass index) ที่สำรวจโดย European Health Interview Survey (EHIS) กลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรที่มีอายุ 18-74 ปีใน 19 ประเทศ แม้ว่า BMI จะไม่ใช่สามารถบอกปริมาณไขมันในร่างกายได้โดยตรง แต่โดยทั่วไปเราก็ใช้ค่า BMI ในการจัดกลุ่มว่าใครมีน้ำหนักน้อยกว่าหรือมากกว่ามาตรฐานอย่างไร

รายงานฉบับเด็มสามารถดาวน์โหลดได้จาก epp.eurostat.ec.europa.eu/cache/ITY_PUBLIC/3-24112011-BP/EN/3-24112011-BP-EN.PDF สถิติที่น่าสนใจมีดังนี้

  • ประเทศที่มีสัดส่วนผู้หญิงเป็นโรคอ้วนมากที่สุด คือ สหราชอาณาจักร (23.9%) ตามมาติดๆ ด้วยมอลตา (21.1%) และลัตเวีย (20.9%)

  • ส่วนประเทศที่มีสัตส่วนผู้ชายเป็นโรคอ้วนมากสุดสามอันดับแรก คือ มอลตา (24.7%), สหราชอาณาจักร (22.1%), ฮังการี (21.4%)

  • และประเทศที่มีสัดส่วนของคนเป็นโรคอ้วนน้อยเกินหน้าเกินตาเพื่อนบ้าน ได้แก่ โรมาเนีย (หญิง 8.0%, ชาย 7.6%), อิตาลี (หญิง 9.3%, ชาย 11.3%), บัลกาเรีย (หญิง 11.3%, ชาย 11.6%)

นอกจากความแตกต่างของประเทศแล้ว แนวโน้มที่ปรากฏในรายงานยังแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของคนที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นตามอายุอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในบัลกาเรีย สาววัยแรกรุ่นอายุ 18-24 ปีเป็นโรคอ้วนเพียง 1.0% ในขณะที่คุณยายวัย 65-74 ปีเป็นโรคอ้วนกันถึง 18.9% เป็นต้น

ที่มา - BBC News, Eurostat

ชีวิตเด็กปีหนึ่งไม่ได้ทำให้คนเป็นโรคอ้วน

จากข่าวเก่า "ชีวิตในมหาวิทยาลัยทำให้คนอ้วนขึ้น" หลายคนคงรู้สึกสงสัยว่ามหาวิทยาลัยสมัยนี้กลายสภาพเป็นคอกหมูไปแล้วหรืออย่างไร ทีมวิจัยที่นำโดย Jay Zagorsky แห่ง Ohio State University และ Patricia Smith แห่ง University of Michigan-Dearborn พบว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่ได้แย่ขนาดนั้น คืออย่างน้อยก็ไม่ได้บัดซบเท่าความเชื่อที่ว่า "พอเข้าปีหนึ่ง น้องใหม่วัยใสจะอ้วนขึ้นสิบโล"

ทั้งสองคนได้เอาผลของการสำรวจ National Longitudinal Survey of Youth ในปี 1997 (NLSY97) มาวิเคราะห์ใหม่ ซึ่งการสำรวจ NLSY97 นี้ได้มีการเก็บข้อมูลน้ำหนักและประวัติการศึกษาเด็กวัยรุ่นอายุ 13-17 ปีจำนวนถึง 7,418 คนเอาไว้ แม้ว่าข้อมูลอาจจะเก่าไปบ้าง แต่ก็น่าจะเพียงพอในการพิสูจน์ความเชื่อ "1 ปี 10 กิโล" ข้างต้น

ผลปรากฏว่า ในปีแรกของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ผู้หญิงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย ส่วนผู้ชายเพิ่มขึ้น 1.5 กิโลกรัม ตามที่ปรากฏในข้อมูล มีไม่ถึง 10% ที่พอจบปีหนึ่งแล้วน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกิน 7 กิโลกรัม และที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือประมาณ 25% ของนักศึกษาปีหนึ่งมีน้ำหนักตัวลดลง

นักวิจัยยังพบอีกว่า เมื่อเทียบกับคนอายุเท่าๆ กัน น้ำหนักตัวของนักศึกษาปีหนึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าคนที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเพียงประมาณ 0.2 กิโลกรัมเท่านั้น

นอกจากนี้ นักวิจัยยังสรุปอีกว่าชีวิตมหาวิทยาลัยไม่ใช่ช่วงเดียวที่เราสะสมความอ้วน เพราะภายใน 4 ปีแรกหลังจากจบการศึกษา น้ำหนักตัวของบัณฑิตใหม่ก็เพิ่มขึ้น 0.7 กิโลกรัมต่อปีโดยเฉลี่ย ดังนั้นแม้แต่คนที่ยังไม่อ้วนตอนเรียนมหาวิทยาลัย หากจบมาแล้วปล่อยตัวปล่อยใจไปกับชีวิตทำงาน ก็มีสิทธิ์เป็นโรคอ้วนได้เหมือนกัน

ที่มา - Science Daily

สหพันธ์กาชาดเผย "จำนวนคนอ้วนบนโลกแซงหน้าคนขาดสารอาหารแล้ว"

สหพันธ์กาชาดสากล (the International Federation of the Red Cross) ได้เผยตัวเลขสถิติอันน่าเศร้าว่า ประชากรโลกทุกวันนี้มีจำนวนคนที่เป็นโรคอ้วนมากกว่าคนที่ตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหารแล้ว

ตัวเลขของคนที่เป็นโรคอ้วน (obesity) ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 พันล้านคน หรือประมาณ 20% ของประชากรโลก ส่วนคนขาดสารอาหารนั้นอยู่ที่ 925 ล้านคน หรือประมาณ 15% ของประชากรโลก

สถิตินี้ยืนยันข้อเท็จจริงอันโหดร้ายของความไม่เท่าเทียมทางด้านปัจจัยอาหาร ขณะที่คนส่วนหนึ่งบนโลกเป็นทุกข์เพราะภาวะโภชนาการเกิน (หรือมีให้กินมากเกินไป) คนอีกส่วนหนึ่งกลับไม่สามารถหาอาหารมาประทังความหิวได้

สาเหตุของปัญหาไม่ใช่ว่าโลกเราประสบภาวะขาดอาหาร แต่เป็นเพราะปัญหาเรื่องการกระจายทรัพยากร ยิ่งตัวเลขคนอ้วนแซงจำนวนคนขาดสารอาหารก็แปลได้ว่าปัญหายิ่งหนักขึ้นทุกวัน นี่ไม่ต้องพูดถึงราคาของอาหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัวในช่วงปีที่ผ่านมา (จะว่าไปการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการพุ่งขึ้นของราคาอาหารด้วย)

Bekele Geleta เลขาธิการของสหพันธ์กาชาดฯ ให้ความเห็นว่า "หากแรงของตลาดเสรีให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นโลกที่ประชากรมนุษย์ 15% ต้องอดอยาก ขณะที่คนอีก 20% อ้วนเกินไป แสดงว่ามันต้องมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นที่ไหนสักที่แล้ว"

"If the free interplay of market forces has produced an outcome where 15 percent of humanity are hungry while 20 percent are overweight, something has gone wrong somewhere."

ที่มา - Medical Xpress

คนอ้วนบางคนก็ไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนัก

คนทั่วไปมักมองว่าโรคอ้วน (obesity) เป็นตัวชักนำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย คนที่เป็นโรคอ้วนหลายคนก็เครียดเรื่องสุขภาพและพยายามลดน้ำหนักกันแทบเป็นแทบตาย

แต่งานวิจัยของ Jennifer Kuk แห่ง York University ในโตรอนโต ชี้ให้เห็นว่าคนอ้วนไม่จำเป็นต้องมีสุขภาพแย่เสมอไป คนที่เป็นโรคอ้วนบางคนไม่ต้องวิ่งหาคลีนิคลดน้ำหนักก็สามารถใช้ชีวิตชิลๆ กับสุขภาพที่ดีได้

แทนที่จะจัดกลุ่มคนอ้วนตามวิธีทั่วไป ทีมวิจัยของ Jennifer Kuk กลับใช้วิธีที่เรียกว่า "Edmonton Obesity Staging System" (EOSS) ซึ่งแบ่งผู้ป่วยโรคอ้วนออกเป็นระดับ 0-4 ตามเกณฑ์ระดับของโรคและอาการที่เกี่ยวเนื่องกับโรคอ้วน เช่น เบาหวาน อาการเครียด ปวดหลัง อาการซึมเศร้า ฯลฯ หากผู้ป่วยไม่มีโรคอะไรพวกนี้เลยก็จัดอยู่ในระดับ 0 หากมีเล็กน้อยก็เป็นระดับ 1 และถ้าหนักขึ้นๆ ก็เป็น 2, 3, 4 ตามลำดับ

ทีมวิจัยใช้ข้อมูลของผู้ป่วยโรคอ้วนชาวอเมริกันวัยกลางคนจำนวน 6,000 คนที่เข้ารับการตรวจสุขภาพที่คลินิคแห่งหนึ่งตั้งแต่ปี 1987-2001 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ภายในเวลา 16 ปี ผู้ป่วยที่อยู่ในระดับ 2-3 มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 1.6 เท่า หนึ่งในสาเหตุการตายหลัก คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งผู้ป่วยระดับ 2-3 ตายด้วยโรคนี้มากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 2 เท่า

ในทางตรงกันข้าม อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยระดับ 0-1 กลับไม่แตกต่างจากคนที่มีน้ำหนักปกติเลย แถมยังมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำกว่าคนทั่วไปที่มีน้ำหนักปกติด้วย!

เป็นไปได้ว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคอ้วนระดับ 0-1 มีสุขภาพดีน่าจะมาจากการที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีแนวโน้มรับประทานผักผลไม้และออกกำลังกายอย่างสมำ่เสมอมากกว่าผู้ป่วยระดับ 2-3 แม้ว่าผู้ป่วยระดับ 0-1 ส่วนมากจะไม่ค่อยสนใจเข้าร่วมคอร์สลดน้ำหนักอย่างจริงจังเท่าไร กลับเป็นผู้ป่วยระดับ 2-3 เสียอีกที่นิยมเข้าคอร์สลดน้ำหนักมากกว่า

ผลการวิจัยยังชี้อีกด้วยว่าผู้ป่วยโรคอ้วนที่เข้าคอร์สลดน้ำหนักส่วนใหญ่มีนำ้หนักเพิ่มขึ้นกลับคืนในภายหลังมากกว่าที่ลดไปได้ในตอนแรก หรือที่รู้จักกันดีว่า Yo-yo effect

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็เตือนว่าผลวิจัยนี้แค่เน้นให้ผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีสุขภาพดีและใช้ชีวิตอย่างถูกสุขลักษณะอยู่แล้วไม่ต้องดิ้นรนกระวนกระวายเข้าคอร์สลดน้ำหนักหรืออดอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่มีตรงไหนในงานวิจัยนี้บอกให้ผู้ป่วยโรคอ้วนกินได้ไม่จำกัดโดยไม่สนใจสุขภาพตัวเอง

ที่มา - Live Science

การนั่งมากเกินเป็นอันตรายถึงตาย

จากผลการทดลอง James Levine นักวิจัยจาก Mayo Clinic ใน Rochester, Minnesota บอกว่าการนั่งมากเกินเป็นอันตรายถึงตาย เขาเริ่มการทดลองเพราะ สงสัยว่าทำไมอาหารปริมาณเท่ากันทำให้บางคนอ้วน บางคนไม่อ้วน จึงได้เริ่มทำการทดลองหาสาเหตุมาตั้งแต่ปี 1999 ทำอยู่หลายปีก็ไม่ได้ข้อสรุป จนเมื่อปี 2005 เขาได้เอากางเกงตรวจจับความเคลื่อนไหวมาใช้ จึงสามารถสรุปออกมาได้ว่า คนที่ไม่อ้วนเคลื่อนไหวโดยไม่จงใจมากกว่าคนอ้วน

ความอ้วนเกี่ยวข้องกับความจำและความคิดที่ลดลง

รายงานว่าความอ้วนนั้นเกี่ยวเนื่องกับโรคต่างๆ เช่นหลอดเลือดหัวใจ, เบาหวาน, และความดันสูง แต่ล่าสุดรายงานการศึกษาคนที่เป็นโรคอ้วนจำนวน 150 คนพบว่าโรคอ้วนอาจจะเป็นสาเหตุของความจำและระดับความคิดที่ลดลง

การศึกษานี้อาศัยข้อมูลจากผู้เข้าร่วมที่เป็นโรคอ้วน 150 คนที่กำลังเข้ารับการผ่าตัดลดน้ำหนักเพื่อทำการทดสอบการรับรู้ พบว่าคนกลุ่มนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับล่างของเส้นปรกติ โดยเกือบหนึ่งในสี่อยู่ต่ำกว่าเส้นผิดปรกติไป

ผ่านไปสามเดือน กลุ่มทดสอบจำนวนหนึ่งเข้ารับการผ่าตัดและลดน้ำหนักได้ประมาณ 22 กิโลกรัม เมื่อทดสอบอีกครั้งพบว่าผลการทดสอบดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มที่น้ำหนักลดนี้สามารถทำคะแนนทดสอบได้ระดับเฉลี่ยหรือดีกว่าค่าเฉลี่ยในการทดสอบ ขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับการผ่าตัดกลับทำคะแนนเฉลี่ยได้แย่กว่าการทดสอบครั้งแรกเสียอีก

ทีมวิจัยศึกษาไปถึงความเกี่ยวเนื่องภายในของผลนี้ พบว่าสารชี้บ่งอาการอักเสบที่ชื่อว่า C-reactive protien - CRP (PDF) นั้นมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปรกติของเนื้อขาว (white matter) โดยในคนเป็นโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นจะมีระดับของ CRP สูงกว่าคนทั่วไป และในคนในมี CRP ในเลือดสูงเหล่านี้จะพบการผิดปรกติของชั้นป้องกันของเนื้อขาวได้บ่อยขึ้น ซึ่งอาจจะแสดงถึงอาการเรื้อรังแบบค่อยเป็นค่อยไป

ว่าแล้วก็ได้เวลาลด

ที่มา - Science News

"ดื่มน้ำก่อนกินข้าวช่วยลดความอ้วน" เรื่องจริงหรือหลอกลวง?

คำตอบคือ เรื่องนี้จริง ครับ

แต่อ่านให้จบก่อนดีกว่าครับ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง

ผมคิดว่าหลายคนคงจะมีความเชื่อที่ว่า ถ้าเราดื่มน้ำก่อนทานอาหารในแต่ละมื้อ ทำให้เรากินอาหารได้น้อยลงและอิ่มเร็วขึ้น เพราะน้ำเข้าไปแย่งที่ในกระเพาะหมด พอกินน้อยลง เราก็จะได้ไม่อ้วน

ความเชื่อนี้เพิ่งจะได้รับการพิสูจน์จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์เมื่อไม่กี่ปีมานี้นี่เอง

ล่าสุดงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากเวอร์จิเนียเทคที่ได้ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้พิสูจน์โดยทดลองกับผู้มีอายุ 55 ปีขึ้นไปที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน โดยกลุ่มตัวอย่างต้องเข้าคอร์สลดน้ำหนักเหมือนกัน แต่กลุ่มหนึ่ง นักวิจัยบอกให้ดื่มน้ำสองถ้วยก่อนทานอาหารทุกมื้อเป็นเวลา 30 นาที ส่วนอีกกลุ่มไม่บอกอะไร ผลออกมาปรากฏว่ากลุ่มที่ดื่มน้ำลดน้ำหนักไปได้เฉลี่ย 15.5 ปอนด์ ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มน้ำลดได้เพียง 11 ปอนด์โดยเฉลี่ย (อ้างอิง Dennis et al 2010)

ย้อนไปก่อนหน้านั้นสองปี ในปี 2008 ก็มีการทดลองคล้ายๆ กันนี้จากเวอร์จิเนียเทคอีกเช่นเคย ทดลองกับผู้สูงอายุที่น้ำหนักเกินเหมือนกันเลย ผลที่ได้ก็ออกมาในทางเดียวกัน กล่าวคือ กลุ่มที่ดื่มน้ำก่อนทานอาหารได้รับแคลอรี่น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่มน้ำก่อนทานถึง 12% (อ้างอิง Davy et al 2008)

ผลวิจัยทั้งสองอันก็ฟังดูปรกติดีหนิ แล้วทำไมผมถึงต้องบอกให้อ่านให้จบก่อนด้วย?

Syndicate content