รางวัลโนเบลถือได้ว่าเป็นความฝันอันสูงสุดของนักวิทยาศาสตร์บนพื้นพิภพนี้ทุกคน ตัวรางวัลจริงๆ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าประกาศนียบัตร, เหรียญทอง, และเงิน 10,000,000 โครนสวีเดน (45,000,000 บาท) แต่ผลประโยชน์จากการได้รางวัลโนเบลมีค่ามากกว่าเงินจำนวนนี้มาก
จากการวิจัยของทีมนักเศรษฐศาสตร์แห่ง Georgia State University พบว่าการมีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลนั่งอยู่ในบอร์ดบริหารจะช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทได้ถึง 24 ล้านเหรียญสหรัฐตอนเสนอขายหุ้น IPO (initial public offering)
อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทยาหรือสารเคมีวิทยาศาสตร์เหล่านี้พ้นระยะแรกไปแล้ว นักลงทุนก็จะมองหาปัจจัยอื่นที่แสดงความั่นคงของบริษัทมากขึ้น คุณค่าของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
นอกจากผลประโยชน์ที่เป็นเงินแล้ว งานวิจัยในปี 2008 ยังแสดงให้เห็นด้วยว่านักเคมีและนักฟิสิกส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลมีอายุเฉลี่ยยืนกว่านักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้รับรางวัลประมาณ 1-2 ปี (เจ้าของรางวัลโนเบลที่มีอายุยืนสุดในปัจจุบันมีอายุ 102 ปี)
Roger Highfield บรรณาธิการของ New Scientist กล่าวว่า "รางวัลโนเบลคือเกียรติยศสูงสุดของนักวิทยาศาสตร์ หากว่าเป็นไปได้ นักวิทยาศาสตร์คงยินดีเอายายตัวเองขึ้นไปขายบน eBay เพื่อแลกกับรางวัลนี้" (พูดแบบนี้ได้ไง... ยายผมตายไปแล้ว อดเลย)
มหาวิทยาลัยเองก็ได้ผลประโยชน์จากรางวัลโนเบลด้วย คิดดูสิว่าการมีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลประดับไว้ในมหาวิทยาลัยจะเยี่ยมยอดขนาดไหน เอาว่ามหาวิทยาลัยบ้านเรายังไม่มีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล แค่มีเจ้าของรางวัลโนเบลมาปาฐกถาก็ขึ้นป้ายโฆษณากันยกใหญ่แล้ว
แต่เกียรติยศแห่งรางวัลโนเบลก็อาจมีผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน Gary Becker เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1992 บอกว่า "รางวัลโนเบลทำให้นักศึกษาน้อมเคารพเกินกว่าจะกล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาบอก" ซึ่งเขาเห็นว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย...
...เพราะไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลก็คือมนุษย์ ย่อมมีผิดพลาดได้เสมอ
ที่มา - AFP via PhysOrg