Movies

Apogee of Fear ภาพยนตร์ไซไฟเรื่องแรกที่ "ถ่ายทำในอวกาศ"

Richard Garriott เป็นผู้สร้างวิดีโอเกมชื่อดังชาวอังกฤษ ผลงานที่สำคัญของเขาคือเกมตระกูล Ultima ทั้งหมด และตัวตนของเขาก็ถูกถ่ายทอดลงไปในตัวละครชื่อ Lord British ภายในเกมทุกภาคด้วย

นอกจากทำเกมแล้ว Garriott ยังสนใจเรื่องอวกาศอยู่มาก (พ่อของเขาเป็นนักบินอวกาศด้วย) และหลังจากเขาขายบริษัท Origin ให้กับ EA ในปี 1992 เขาก็รวยพอที่จะมีเงินไปเที่ยวอวกาศ และความฝันของเขาก็เป็นจริงในปี 2008 โดยแวะไปเยือนสถานีอวกาศนานาชาติอยู่ช่วงหนึ่ง

Garriott ไปลองทำโน่นทำนี่มากมายบนสถานีอวกาศนานาชาติ และที่น่าจับตาคือ เขาไป "ถ่ายหนังสั้นไซไฟ" บนสถานีอวกาศนานาชาติด้วย

ภาพยนตร์ของ Garriott มีชื่อว่า Apogee of Fear (จุดไกลสุดของความกลัว) โดยเขาถ่ายฟุตเตจของหนังบนสถานีอวกาศ และเมื่อกลับลงมาที่โลก ก็ถ่ายฉากอื่นๆ และใส่เอฟเฟ็คต์เพิ่มเข้าไป

Ridley Scott เซ็นสัญญากำกับภาพยนตร์ Blade Runner ภาคใหม่

บริษัทภาพยนตร์ Alcon Entertainment ถึงแม้จะไม่ดังนัก แต่ก็เป็นเจ้าของหนังอย่าง The Blind Side และ The Book of Eli เซ็นสัญญาซื้อสิทธิในการสร้างภาพยนตร์ภาคใหม่ของเรื่อง Blade Runner

Blade Runner เป็นภาพยนตร์ไซไฟคลาสสิคเรื่องหนึ่ง สร้างเมื่อปี 1982 โดยอิงจากนิยายไซไฟเรื่อง Do Androids Dream of Electric Sheep? ของ Philip K. Dick ได้แฮริสัน ฟอร์ดมาเป็นพระเอก และกำกับโดย Ridley Scott ที่โด่งดังมาจาก Alien ภาคแรก ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยกย่องอย่างมากในฐานะไซไฟที่กำหนดธีมเรื่องหุ่นยนต์ในโลกอนาคตที่มืดหม่น

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดใน Blade Runner ภาคใหม่ (ซึ่งยังไม่บอกว่าจะเป็นภาคต่อหรือภาคก่อน) คือ Alcon สามารถนำ Ridley Scott มากำกับได้อีกครั้ง

ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดเรื่องหนังภาพใหม่นี้ แต่น่าจะเริ่มถ่ายทำอย่างเร็วก็ปี 2013 ครับ

ที่มา - Deadline via Slashdot

ภาพยนตร์ Neuromancer เดินหน้า เริ่มถ่ายทำต้นปี 2012

นักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์คงคุ้นกับชื่อ William Gibson นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้คิดคำว่า "ไซเบอร์สเปซ" และเจ้าของผลงานชื่อดัง Neuromancer ในปี 1984 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ "อารยธรรมไซเบอร์พังค์" (ไซบอร์กและแฮ็กเกอร์ ตัวอย่างภาพยนตร์แนวนี้ได้แก่ Blade Runner และ The Matrix)

Neuromancer เป็นนิยายที่เกี่ยวข้องกับไซบอร์กและแฮ็กเกอร์ที่ถูกฝังบางส่วนของคอมพิวเตอร์ลงไป และอาศัยอยู่ในโลกอนาคตที่ไฮเทคแต่เสื่อมโทรม ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัลสูงสุดของนิยายวิทยาศาสตร์ 3 รางวัลในปีเดียวกันคือ Hugo/Nebula/Philip K. Dick

นิยายดังขนาดนี้ก็มีความพยายามจะแปลงเป็นหนังหลายรอบแต่ไม่สำเร็จเสียที แต่ในรอบล่าสุดก็มีข่าวยืนยันแล้วว่า ผู้กำกับ Vincenzo Natali (เจ้าของผลงาน Cube และ Splice) จะมากำกับ Neuromancer ฉบับภาพยนตร์ โดยจะเริ่มถ่ายทำในไตรมาสแรกของปี 2012 และยังไม่ระบุวันฉายครับ

ที่มา - /Film

NASA ประกาศให้ "2012" เป็นหนังวิทยาศาสตร์ยอดแย่

"2012" หนังวิทยาศาสตร์แนววันสิ้นโลกระดับฟอร์มยักษ์ของปี 2010 ที่ผ่านมา กลายเป็นหนังที่ NASA และ Science & Entertainment Exchange (SEE) ให้ตำแหน่ง "หนังวิทยาศาสตร์ที่แย่ที่สุด" ตำแหน่งทรงเกียรติที่คงไม่มีใครอยากได้

รางวัลอัปยศนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย Donald Yeomans หัวหน้าโครงการ Near-Earth Asteroid Rendezvous mission ของ NASA ให้ความเห็นว่า 2012 เป็นหนังที่ใช้ความวิตกกังวลของสาธารณะชนเกี่ยวกับเรื่องปฏิทินของชาวมายันมาผูกกับเรื่องวิทยาศาสตร์อย่างมั่วซั่วบัดซบ

ในพล็อตเรื่อง "2012" มีนักฟิสิกส์ค้นพบว่าอนุภาค "นิวตริโน" จากดวงอาทิตย์กระตุ้นให้ใจกลางโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหว ซึนามี และแผ่นทวีปทั่วโลกเคลื่อนตัว แต่ในความเป็นจริง นิวตริโน (neutrino) เป็นอนุภาคที่เป็นกลาง โดยปกติมันจะไม่ทำปฏิกิริยากับสสารใดๆ หรือต่อให้ใจกลางโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงจากพายุสุริยะได้จริง ความเร็วของอัตราการเปลี่ยนแปลงระดับที่ "2012" ใช้ปูเรื่องนั้นเป็นก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ขนาดที่เรียกได้ว่า "ภาวะโลกร้อน" แบบอภิมหาสปีดใน The Day After Tomorrow ยังต้องชิดซ้าย

วิทยาศาสตร์ในหนังเรื่อง Up ของ Pixar

ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องใหม่ของ Disney/Pixar คือเรื่อง Up เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเอาบ้านไปผูกลูกโป่งให้ลอยและผจญภัยต่อจากนั้น ในฐานที่ JuSci เป็นเว็บวิทยาศาสตร์ก็ต้องทำตัวให้เข้ากับสถานการณ์เสียหน่อย

คำถามก็คือ การเอาบอลลูนไปทำให้บ้านลอยนั้นเป็นไปได้แค่ไหนในทางวิทยาศาสตร์?

บริษัทรับย้ายบ้านเก่า Wolfe House Movers ให้ความเห็นว่าบ้านในหนังน่าจะหนักประมาณ 100,000 ปอนด์ (ราว 45 ตัน) ซึ่งสามารถคำนวณได้ว่าต้องใช้ฮีเลียมจำนวน 1,492,537 คิวบิกฟุต หรือลูกโป่งขนาด 1 เมตรประมาณ 1 แสนลูก จึงจะทำให้บ้านเริ่มลอยได้ และการผจญภัยในอากาศจริงๆ ย่อมต้องใช้มากกว่านั้นแน่

ปัจจุบันมีคนทำแบบนี้จริงๆ แล้วที่ Cluster Balloon เพียงแต่อุ้มคนให้ลอยไปบนฟ้าแทนที่จะเป็นบ้าน ใช้บอลลูนขนาด 6 ฟุตราว 13,208 ลูก

ที่มา - Wired

มารู้จักกับระเบิด Antimatter ใน Angels & Demons

ภาพยนตร์ Angels & Demons ที่กำลังเข้าฉายนั้นมีระเบิด Antimatter หรือปฏิสสารเข้ามาเกี่ยวข้องในเนื้อเรื่อง เรามาดูกันดีกว่าว่าในแง่วิทยาศาสตร์แล้ว Antimatter จริงๆ นั้นเป็นอย่างไรบ้าง

  • ระเบิด Antimatter 1 ปอนด์ มีผลทำลายล้างเท่ากับระเบิด TNT 19 เมกะตัน
  • Antimatter ต้องเก็บอยู่ในสภาพสุญญากาศอย่างสมบูรณ์ ห้ามไม่ให้มันไปสัมผัสกับพื้นผิวของกล่องที่ใส่ ไม่งั้น ตูม!
  • ในเรื่อง ระเบิด Antimatter ถูกขโมยมาจาก CERN (ผู้สร้างเครื่อง LHC) ในความเป็นจริง CERN มี Antimatter อยู่จริงๆ ซะงั้น แต่มีอยู่ในปริมาณระดับเศษเสี้ยวธุลี คนของ CERN บอกว่าถ้าเอาปริมาณ Antimatter ที่ CERN ผลิตขึ้นได้ในรอบ 30 ปีมารวมกัน มันจะได้แค่ 1 ในหมื่นล้าน กรัมเท่านั้น
  • ถ้า Antimatter ปริมาณที่มีอยู่ระเบิดบนนิ้วของคุณ จะอารมณ์ประมาณจุดไม้ขีด ไม่แรงไปกว่านั้น
  • CERN ชี้แจงบนเว็บไซต์ว่าอย่ากลัว มันต้องใช้เวลาเป็นพันๆ ล้านปีในการสร้างระเบิด Antimatter ที่มีพลังทำลายล้างเท่ากับนิวเคลียร์ในปัจจุบัน
  • วิธีการสร้าง Antimatter ในปัจจุบันคือยิงรังสีอานุภาพพลังงานสูงเข้าไปชนเป้าหมาย (ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำอยู่ใน LHC) แต่หลายหน่วยงาน เช่น NASA ก็กำลังคิดวิธีใหม่ๆ อยู่เช่นกัน
  • NASA ประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการผลิต Antimatter 1 ไมโครกรัมอยู่ที่ 62.5 ล้านดอลลาร์
  • แต่ถ้ามีโรงงานผลิตอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อาจลดค่าใช้จ่ายลงมาเหลือ 25,000 ดอลลาร์ต่อไมโครกรัม แต่ค่าโรงงานนี่ 3,000-10,000 ล้านดอลลาร์

ที่มา - Wired

Ask JuSci: มีใครไปดู Star Trek กันมาแล้วบ้างครับ?

ไหนเลย Star Trek เป็นหนังไซไฟเรื่องแรกที่ฉายหลังกำเนิดใหม่ของ JuSci พอดี ดังนั้นเราประเดิม Ask JuSci ตอนแรกด้วยการแลกเปลี่ยนประเด็นเรื่อง Star Trek ภาคล่าสุดกันดีกว่า

ใครไปดูมาแล้ว เป็นอย่างไร สนุกไหม สป็อคคนใหม่เท่ไหม ถ้ายังไม่ดูจะไปดูหรือเปล่า เคยดู Star Trek มาก่อนหรือไม่ หรือใครเป็นแฟนตัวยงก็แสดงตัวกันหน่อย ถ้าใครเขียนเป็นบล็อกไว้แล้วจะตอบเป็นบล็อกก็ได้ไม่ว่ากัน

มาสร้างการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้สนุกผ่านภาพยนตร์ไซไฟกันเถอะ!

Syndicate content