Mosquito

ยุงปล่อยเลือดออกมาจากก้นเพื่อระบายความร้อน

ถ้าคิดว่าเกิดเป็นยุงคอยสูบเลือดสัตว์อื่นกิน แล้วจะสบาย ไม่ต้องย่อยอาหารเอง ก็คิดผิดเสียแล้ว การกินเลือดของยุงแต่ละครั้งมีปัญหาตามมามากมาย

หนึ่งในปัญหาสำคัญคือเรื่องของอุณหภูมิ ยุงเป็นสัตว์เลือดเย็นที่อุณหภูมิในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิแวดล้อม ดังนั้นเลือดร้อนๆ ที่ยุงซดเข้าไปทุกอึกจะส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายของยุงเพิ่มขึ้น ถ้าหากร้อนมากเกินไป ยุงก็อาจตายได้

ทีมวิจัยที่นำโดย Claudio Lazzari แห่ง University of Tours ของประเทศฝรั่งเศส พบว่าเลือดที่ยุงปล่อยออกมาทางก้นขณะที่ดูดเลือดมีส่วนช่วยไม่ให้ร่างกายยุงร้อนเกินไป

จากการทดลองโดยให้ยุงสองชนิด คือ ยุงลาย Aedes aegypti และยุงก้นปล่อง Anopheles stephensi กินเลือดแล้วจับภาพอุณหภูมิด้วยกล้องอินฟราเรด ผลปรากฏว่ายุงก้นปล่องที่มีนิสัยชอบปล่อยเลือดออกมาทางก้นขณะกินอาหารมีอุณหภูมิร่างกายคงที่มากกว่ายุงลายซึ่งไม่ปล่อยเลือดออกมา

นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าการระเหยของเลือดซึ่งเป็นของเหลวช่วยลดอุณหภูมิร่างกายของยุงได้ ท่าทางการกินเลือดของยุงก้นปล่องก็จะชูก้นตั้งฉากกับผิวหนังของเหยื่อที่ยุงกัดอยู่แล้ว ทำให้เลือดที่ปล่อยออกมาจากก้นจะอาบล้อมส่วนท้องของยุงเอาไว้ เป็นตัวระบายความร้อนตามธรรมชาติ

งานวิจัยก่อนหน้านี้โดยทีมของ David Denlinger แห่ง Ohio State University ก็มีการค้นพบว่ายุงมีกลไกทางชีวเคมีเพื่อรับมือกับความร้อนของเลือดด้วยโปรตีนที่เรียกว่า heat shock protein

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสรีรวิทยาของยุงจะมีส่วนช่วยในการควบคุมยุงและเชื้อโรคที่มันเป็นพาหะในอนาคต แต่ว่าจะมีส่วนช่วยได้มากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครรู้

ที่มา - COSMOS Magazine

ยุงบินฝ่าสายฝนได้

หากใครเคยคิดว่าตอนฝนตก ยุงจะบินมากัดคนไม่ได้ ต้องเปลี่ยนความคิดแล้ว และถ้าหากคิดว่ายุงบินซอกแซกหลบเม็ดฝนได้ ก็คิดผิดเหมือนกัน

ทีมวิจัยที่นำโดย David Hu วิศวกรแห่ง Georgia Institute of Technology สงสัยว่ายุงจะสามารถบินผ่านสายฝนได้หรือไม่ เขาจึงได้ทำการทดลองจับยุงมาใส่ในกล่องอะครีลิคใส จากนั้นก็หยดน้ำผ่านตาข่ายด้านบนลงไปบนตัวยุงที่กำลังบินอยู่ เพื่อจำลองสภาพการณ์ที่ยุงต้องบินฝ่าสายผน

เป็นที่น่าแปลกใจว่ายุงไม่ได้แสดงความสนใจที่จะหลบหยดน้ำเลยแม้ว่าหยดน้ำจะชนตัวมันอย่างจังๆ ก็ตาม พอหยดน้ำชนตัวมัน ยุงก็สูญเสียการทรงตัวเล็กน้อย สักพักก็ปรับคืนสมดุลได้และบินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่หยดน้ำบางหยดมีน้ำหนักมากกว่ายุงถึง 50 เท่า

นักวิจัยทำการศึกษาต่อไปโดยเอาเม็ดโฟมมาแทนตัวยุง จากนั้นก็หยดน้ำเข้าชนเหมือนเดิม ผลจากการคำนวณสรุปได้ว่า ในการชนแต่ละครั้ง โมเมนตัมของหยดน้ำถูกถ่ายทอดไปที่ตัวยุงเพียงเล็กน้อย โดยเฉลี่ยเม็ดฝนสูญเสียความเร็วไปเพียง 1-17% ต่อการชนยุงหนึ่งตัวขึ้นอยู่กับมุมที่ชน

ดาวน์โหลดวิดีโอการทดลองได้จาก arXiv.org มีทั้งแบบความละเอียดสูงและต่ำ

สาเหตุที่ยุงรับโมเมนตัมจากเม็ดฝนที่ตกกระทบเพียงเล็กน้อยมาจากคุณสมบัติสองข้อ ข้อแรกคือปีกของมันที่สามารถกันน้ำได้ และข้อสองคือขนาดของมันเล็กเกินกว่าที่จะทำให้เม็ดฝนแตกกระจาย เม็ดฝนที่ตกมาชนยุงจึงวิ่งซวบผ่านตัวมันไป โมเมนตัมของเม็ดฝนจึงไม่เปลี่ยนไปมากนัก

อย่างไรก็ตาม การบินฝ่าสายฝนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับยุง ในการชน 1 ไมโครวินาที ยุงจะโดนกระทำด้วยความเร่งถึง 30-300 g (g คือความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่ผิวโลก มีค่าประมาณ 9.8 เมตรต่อวินาที2 มนุษย์เจอความเร่งประมาณ 25 g ก็ลูกตาถลนแล้ว)

ความรู้นี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบหุ่นยนต์บินสอดแนมขนาดจิ๋วในอนาคตให้สามารถปฏิบัติการได้ในทุกสภาพอากาศ

ที่มา - New Scientist

นักวิทยาศาสตร์งง อยู่ดีๆ ยุงในแอฟริกา (บางจุด) หายไป

โรคมาลาเรียถือได้ว่าเป็นหนึ่งในโรคที่คร่าชีวิตคนมากที่สุด โดยเฉพาะคนในทวีปแอฟริกา หลายปีมานี้ เรามีมาตรการลดจำนวนประชากรยุงก้นปล่องซึ่งเป็นพาหะนำโรคมากมาย เช่น การกางมุ้ง หรือการพ่นยาฆ่ายุง เป็นต้น

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรที่ข้อมูลประชากรยุงโดยรวมของประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น แทนซาเนีย, เอริเทรีย, รวันด้า, เคนยา, แซมเบีย เป็นต้น จะลดลงอย่างมากในช่วงปีหลังๆ

แต่สิ่งที่ทำให้ทีมนักวิจัยร่วมเดนมาร์ค-แทนซาเนียที่นำโดย ศ. Dan Meyrowitsc แห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนงุนงงเป็นอย่างมาก คือ การลดลงอย่างฮวบฮาบของประชากรยุงในพื้นที่บางจุดซึ่งไม่ได้มีมาตรการลดประชากรยุงอะไรเลย ตัวอย่างเช่น พื้นที่หนึ่งเคยวางกับดักจับยุงได้ถึง 5,000 ตัวในปี 2004 แต่พอถึงปี 2009 กลับจับยุงได้เพียง 14 ตัวจากจุดเดียวกัน!

นักวิจัยบางคนในทีมคิดว่าสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกที่ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ยุงจึงไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ เพราะลูกน้ำยุงต้องการแหล่งน้ำเป็นที่อยู่อาศัย แต่นักวิจัยอีกส่วนก็ไม่เชื่อตามนั้น มีนักวิจัยอีกหลายคนคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเกิดโรคระบาดหรือปัจจัยอื่นในประชากรยุงมากกว่า

อีกประเด็นที่สำคัญมากกว่าสาเหตุ คือ คำถามที่ว่า "ยุงที่หายไปจะกลับมาอีกหรือไม่?" และถ้ามันกลับมา มันจะกลายเป็นยุงที่แข็งแรงกว่าเดิมและแพร่เชื้อมาลาเรียได้เก่งกว่าเดิมหรือเปล่า?

ที่มา - BBC News

มนุษย์ตัวเหม็น

ในบรรดาเผ่าพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้วกลิ่นตัวของมนุษย์ถือว่าเป็นของแรงที่สุดและมีเอกลักษณ์เฉพาะ นักวิทยาศาสตร์พบว่ายุงอย่างน้อย 2 ชนิดสามารถหาตัวเราเจอได้ด้วยกลิ่นเหงื่อของเราดุจดังทหารไทยใช้ GT200 หาระเบิดหรือเด็ก PMC ปิดตาหาแม่ ...ว่าไปนั่นกันเลยทีเดียว... ต่อให้เอาคนไปยืนกลางคอกวัวคอกหมู ยุงก็จะหาเหยื่อมนุษย์ของมันเจอแบบสบายๆ

ทีมวิจัยของ Renate Smallegange, Niels Verhulst และ Willem Takken แห่ง Wageningen University ได้วิเคราะห์กลิ่นเหงื่อที่มนุษย์ปล่อยออกมา พบว่าหลักๆ แล้วกลิ่นเหงื่อของเราเกิดจากสารเคมีในเหงื่อ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย กรดแลกติก และพวกกรดคาร์บอกซิลิค โดยเฉพาะกรดคาร์บอกซิลิคนี่ตัวดีเลย กลิ่นสาบเหงื่อฉุนๆ เหม็นเปรี้ยวๆ

ความหวังครั้งใหม่ ยุงลาย GM ถูกปล่อยเข้าต้านภัยไข้เลือดออกแล้ว

ต้านภัยไข้เลือดออกด้วยการปล่อยยุงเพิ่มเนี่ยนะ? งงกันหละสิ

ไม่ต้องแปลกใจครับเพราะยุงลายที่ปล่อยในการสู้กับโรคไขเลือดออกนี้เป็นยุงพิเศษที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้เป็นหมัน

โครงการปล่อยยุง GM (Genetically Modified Mosquitoes) เป็นโครงการวิจัยของบริษัท Oxitec การทดลองปล่อยยุงคราวนี้ทำในเขตทดลองพื้นที่ 40 เอเคอร์บนเกาะ Cayman Islands ระยะเวลาเริ่มกันตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคมที่เพิ่งผ่านมาปีนี้เอง โดยยุงลายตัวผู้ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้เป็นหมันถูกปล่อยเข้าไปในพื้นที่ทุกๆ สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมจำนวนยุงที่ปล่อยไปแล้วทั้งหมดกว่า 3,000,000 ตัว

จากการประเมินครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคม พบว่ายุงลายในพื้นที่ลดลงไปถึง 80% เมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียงที่ไม่ได้ปล่อยยุง GM เข้าไป แม้ว่าจะยังประเมินไม่ได้ว่าปริมาณยุงที่ลดลงจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกได้มากแค่ไหน เพราะการทดลองทำในพื้นที่ขนาดเล็ก แต่ประชากรยุงลดลงไปตั้ง 80% อย่างนี้มันก็เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ

อาวุธเลเซอร์กลับมาอีกครั้ง เพื่อต่อสู้กับ... ยุง

อเมริกานั้นเคยสร้างอาวุธเลเซอร์สำหรับยิงขีปนาวุธของโซเวียตที่บินข้ามทวีปมาถล่มอเมริกา โครงการนี้มีชื่อว่า Star Wars แต่ก็ไม่เคยถูกนำมาใช้

หลายสิบปีผ่านไป อาวุธเลเซอร์ถูกพัฒนาอีกครั้ง โดยนักวิทยาศาสตร์ด้านฟิสิกส์ชั้นยอดจากสถาบันวิจัยชั้นนำหลายแห่งที่เคยพัฒนาอาวุธในช่วงสงคราม แต่รอบนี้เพื่อต่อสู้กับศัตรูของมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ยุงนั่นเอง

เรารู้กันอยู่แล้วว่ายุงเป็นพาหะของโรคมาลาเรีย ซึ่งถือเป็นโรคร้ายสำคัญอันหนึ่งที่มนุษย์รู้จัก และทุกปีมีคนตายจากมาลาเรียมากกว่า 1 ล้านคน

อาวุธที่กำลังทดลองอยู่ในตอนนี้มีหลายอย่าง ส่วนที่ใช้เลเซอร์นั้นเป็นการยิงยุงด้วยเลเซอร์สีแดงที่มีอำนาจทำลายล้างต่ำ (แต่ก็เพียงพอที่จะกำจัดยุงได้) โดยหาพิกัดยุงในกล่องทดลองจากกล้องดิจิทัลธรรมดา โครงการนี้เริ่มโดย Nathan Myhrvold อดีตพนักงานของไมโครซอฟท์ ซึ่งเคยรับงานจากบิล เกตส์ ขอให้หาวิธีเจ๋งๆ แบบใหม่ในการกำจัดยุง ถือเป็นหนึ่งในโครงการของมูลนิธิของเกตส์

Nathan Myhrvold ไปหา Lowell Wood อดีตหัวหน้าโครงการ Star Wars และมันก็ออกมาเป็นการใช้เลเซอร์กำจัดยุงในที่สุด นักวิทยาศาสตร์ทีมนี้มองว่าในอนาคตเราอาจเห็นบาเรียเลเซอร์รอบที่อยู่อาศัย หรือเครื่องบินติดเลเซอร์ที่ไล่กราดยิงยุงก็เป็นได้

โครงการเกี่ยวกับยุงอื่นๆ ก็มีการปราบยุงด้วยคลื่นไมโครเวฟ, กลิ่น, พิษ, แสงแฟลชทำให้ตายุงบอด และกรรมวิธีอื่นๆ ให้ประสาทสัมผัสของยุงไม่สามารถใช้งานได้

ที่มา - Wall Street Journal

กำจัดไข้เลือดออกด้วยการย่นชีวิตยุง

ไข้เลือดออกเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ยังคงเป็นปัญหาในกลุ่มประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) ถึงแม้จะมีมาตรการในการกำจัดยุงมากมายเช่น การฉีดพ่นยาฆ่าแมลง แต่ว่าดูเหมือนว่ายุงก็จะยังคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ คราวนี้นักวิจัยมีไอเดียใหม่ๆ ด้วยการทำให้ชีวิตของยุงสั้นลงครับ

คุณ Scott O'Neill จาก University of Queensland ในออสเตรเลีย กำลังศึกษาวิธีการย่นย่อชีวิตของยุง Aedes aegypti ซึ่งเป็นยุงชนิดที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสเดงกี่ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เลือดออก โดยมีหลักการคือ ให้ยุงติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia ซึ่งลูกยุงที่เกิดจากแม่ยุงที่ติดเชื้อนี้จะมีชีวิตสั้นมากจนไม่เพียงพอต่อการเติบโตของเชื้อไวรัสไข้เลือดออก เพราะเชื้อไวรัสเดงกี่จะต้องการเวลาโดยประมาณสองสัปดาห์ก่อนที่เชื้อจะสามารถติดต่อไปยังคนได้

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าเรายังไม่มีข้อมูลของผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาวออกมาครับ

ที่มา: Science via Health Blog, MedGadget

Syndicate content