Moon

ดาวเทียมแฝดสำรวจดวงจันทร์ของ NASA ได้ชื่อใหม่: Ebb กับ Flow

เดิมทีดาวเทียมแฝดที่ NASA ส่งขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์นั้นมีชื่อชั่วคราวว่า GRAIL-A และ GRAIL-B ตามชื่อของภารกิจ GRAIL (Gravity Recovery And Interior Laboratory) ชื่อแบบนี้ฟังดูแล้วไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร NASA จึงเปิดโอกาสให้เด็กประถมจากโรงเรียนทั่วสหรัฐอเมริกาเสนอชื่อเข้ามาประกวดคัดเลือกซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม แม้แต่โรงเรียนในเปอร์โตริโก้ยังส่งชื่อเข้ามาร่วมเลย

และชื่อที่ชนะได้รับเลือกก็คือ "Ebb" กับ "Flow" ซึ่งส่งมาจากชั้น ป. 4 ของโรงเรียน Emily Dickinson Elementary School ในรัฐมอนทานา

ชื่อคู่นี้ชนะการประกวดเพราะเป็นชื่อที่สื่อถึงหน้าที่ภารกิจของดาวเทียมแฝดได้ตรงและเรียบง่ายที่สุด หน้าที่ของดาวเทียม GRAIL หรือที่เรียกในชื่อใหม่ว่า Ebb กับ Flow คือขึ้นไปสำรวจทำแผนที่ภาพสนามโน้มถ่วงของดวงจันทร์ ("Ebb and Flow" มีความหมายถึงน้ำขึ้น-น้ำลงซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากแรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์กระทำต่อน้ำบนโลก)

Ebb กับ Flow ถูกยิงขึ้นจากพื้นโลกไปตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน 2011 และเข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2011 และ 1 มกราคม 2012 ตามลำดับ

รางวัลที่เด็กนักเรียนจาก Emily Dickinson Elementary School จะได้รับ คือ เกียรติในการเลือกว่าจะให้ Ebb กับ Flow ถ่ายภาพดวงจันทร์จุดไหนเป็นจุดแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ MoonKAM (Moon Knowledge Acquired by Middle school students) ของ NASA

โครงการ MoonKAM จะเปิดให้เด็กนักเรียนเสนอเข้ามาว่าจะให้ดาวเทียมแฝดถ่ายรูปอะไรที่ไหนบ้าง ตอนนี้มีโรงเรียนเกือบ 2,000 แห่งเข้าร่วมในโครงการ MoonKAM แล้ว

ที่มา - NASA's GRAIL Mission News, Discovery News

ภาพถ่ายสถานีอวกาศนานาชาติเคียงจันทร์

in

ปรกติแล้ว เราสามารถมองเห็นสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และดาวเทียมดวงอื่นๆ ได้ด้วยตาเปล่า แต่มันจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่เคลื่อนที่เร็ว (แต่ช้ากว่าดาวตก) บนท้องฟ้าเท่านั้น ถ้าต้องการรับชมรายละเอียดของ ISS ให้มากขึ้น ก็อย่าลืมใช้กล้องสองตาหรือกล้องดูดาวประกอบด้วย

แต่หลายคนก็ไม่มีกล้องสองตาดีๆ ไว้ส่องสาวดาว ส่วนกล้องดูดาวนั้นก็ต้องอาศัยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้ชี้เป้าไปยังจุดหมายได้ถูกต้องตลอดเวลาอีก งานนี้ก็ไม่ต้องหมดหวังไปถ้าจะไม่ได้ชมภาพสวยๆ เพราะตากล้องที่ NASA ได้ถ่ายภาพของ ISS คู่ดวงจันทร์เมื่อวันพุธที่แล้วมาให้ชมกันครับ

อนึ่ง ISS อยู่ห่างจากพื้นผิวโลกประมาณ 390 กิโลเมตร ส่วนดวงจันทร์อยู่ห่างออกไปประมาณ 380,000 กิโลเมตร (ห่างกันเกือบ 1000 เท่า) ครับ

ที่มา: ภาพต้นฉบับจาก NASA ผ่าน NASA บน G+

สนามแม่เหล็กลึกลับของดวงจันทร์อาจเกิดเพราะโลก

เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ครั้งที่นักบินอวกาศในโครงการอะพอลโลเก็บหินจากดวงจันทร์กลับมา นักดาราศาสตร์ประหลาดใจมากเมื่อได้พบว่าลักษณะของหินบ่งชี้ว่า เมื่อ 4.2 พันล้านปีที่แล้ว ดวงจันทร์ยังคงมีสนามแม่เหล็กอยู่ ทั้งๆ ที่นักดาราศาสตร์เคยเชื่อว่าสนามแม่เหล็กของดวงจันทร์ควรจะหมดไปตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยล้านปีก่อนหน้านั้นแล้ว

สนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์อย่างโลกเกิดจากการเคลื่อนที่หมุนวนของโลหะหลอมเหลวที่อยู่ใจกลางโลกเนื่องจากความร้อน การเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นมาในลักษณะที่เรียกว่า dynamo แต่ในกรณีของดวงจันทร์นั้น ความร้อนในใจกลางของมันสร้างสนามแม่เหล็กได้เพียงนิดเดียวเมื่อตอนแรกเกิดและก็ควรจะหยุดไปตั้งนานโขแล้ว หินดวงจันทร์ที่นักบินอวกาศเก็บได้ไม่ควรจะมีร่องรอยของสนามแม่เหล็กชัดเจนขนาดนั้น

ล่าสุด ดูเหมือนว่าจะมีนักดาราศาสตร์สองทีมแก้ปริศนานี้ออก และรายงานแนวคิดของพวกเขาลงในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 10 พ.ย. 2011

หินบนดวงจันทร์อุดมไปด้วยแร่ไททาเนียม

ในการประชุมร่วมระหว่างสภาวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์แห่งยุโรป (European Planetary Science Congress) และแผนกวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ของสมาคมดาราศาสตร์อเมริกา (American Astronomical Society) ณ Nantes, ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2011 ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ได้เปิดเผยข้อมูลว่า "หินบางจุดบนดวงจันทร์อาจมีแร่ไททาเนียมที่มีความเข้มข้นสูงกว่าบนโลกถึง 10 เท่า"

ทีมวิจัยที่นำโดย Mark Robinson แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซน่า ได้ทำการรวบรวมภาพถ่ายจากดาวเทียมสำรวจดวงจันทร์ Lunar Reconnaissance Orbiter (LRO) ของ NASA เป็นจำนวนกว่า 4,000 รูป ภาพถ่ายเหล่านี้เป็นภาพที่ LRO ถ่ายเก็บไว้ที่ความยาวคลื่นแสงต่างๆ กันขณะที่โคจรรอบดวงจันทร์ เมื่อเอาภาพมาต่อๆ กัน นักวิจัยก็สามารถวิเคราะห์แร่องค์ประกอบของหินบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้

พวกเขาพบว่าหินในบางบริเวณ เช่น รอยต่อของ Mare Serenitatis และ Mare Tranquillitatis เป็นต้น มีแร่ไททาเนียมอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของแร่ ilmenite ซึ่งประกอบไปด้วยธาตุเหล็ก, ไททาเนียม, และออกซิเจน (สูตรทางเคมี FeTiO3)

สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ก้อนแร่ไททาเนียมบนดวงจันทร์มีความเข้มข้นของไททาเนียมอยู่ถึง 1-10% ในขณะที่ก้อนแร่ชนิดเดียวกันบนโลกมีความเข้มข้นของไททาเนียมไม่ถึง 1%

นอกจากนี้นักวิจัยยังได้ตรวจสอบเทียบกับหินตัวอย่างที่นักบินอวกาศในโครงการ Apollo เก็บมาจากดวงจันทร์ และพบว่าก้อนแร่ไททาเนียมมีความสามารถในการกักเก็บไฮโดรเจนและฮีเลียมอีกด้วย

หากในอนาคต เราสามารถขึ้นไปทำเหมืองบนดวงจันทร์ได้จริง แร่เหล่านี้ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญในการตั้งรกรากเลย เพราะสกัดได้ทั้งแร่โลหะและก๊าซเชื้อเพลิง แถมนักวิทยาศาสตร์ยังได้คำใบ้เพิ่มในการศึกษาความลับของดวงจันทร์อีก

ที่มา - SPACE.com

NASA เผยภาพรอยเท้าบนดวงจันทร์

in

ภาพถ่ายชุดใหม่ล่าสุดที่ถ่ายโดย Lunar Reconnaissance Orbiter ของ NASA ได้โชว์รอยเท้าของสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวดวงจันทร์

รอยที่ว่านั้นไม่ใช่ของมนุษย์ดวงจันทร์หรือหุ่นยนต์ยักษ์แต่อย่างใด มันคือรอยเท้าของนักบินอวกาศและร่องรอยการลงจอดของ Apollo 12, 14 และ 17 นั่นเอง

ดวงจันทร์อาจอายุน้อยกว่าที่คาด 200 ล้านปี

นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าดวงจันทร์เกิดจากการที่โลกถูกพุ่งชนด้วยอุกกาบาตขนาดเท่าดาวอังคารตั้งแต่เมื่อตอนต้นของกำเนิดระบบสุริยะ พอทั้งโลกและดวงจันทร์เย็นตัวลง เปลือกโลกและเปลือกดวงจันทร์ที่เคยเป็นหินหลอมเหลวก็ค่อยๆ แข็งตัว ซึ่งสมมติฐานนี้มีหลักฐานยืนยันจากแร่ plagioclase ที่นักบินอวกาศของกระสวยอวกาศอะพอลโลได้เก็บมา แร่ชนิดนี้เป็นแร่น้ำหนักเบาที่จะลอยขึ้นมาสู่ผิวหน้าเมื่อแม็กม่าเหลวเย็นตัวลง การเก็บแร่ plagioclase ได้จากผิวดวงจันทร์ก็แสดงว่าดวงจันทร์ต้องเคยเป็นก้อนหินหลอมเหลวมาก่อน

แต่การระบุอายุของแร่ plagioclase ที่เก็บมาได้นั้นทำได้ค่อนข้างยาก เพราะว่ามีการปนเปื้อนจากฝุ่นบนโลกโดยเฉพาะฝุ่นไอโซโทปของตะกั่วซึ่งเป็นตัวชี้วัดอายุที่สำคัญ ผลจากการวัดครั้งก่อนๆ ก็ได้ออกมาว่าดวงจันทร์มีอายุเท่าๆ กับโลก

ทีมวิจัยที่นำโดย Lars Borg แห่ง Lawrence Livermore National Laboratory ในแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการวัดอายุของแร่ plagioclase ใหม่ โดยใช้กรดอ่อนๆ ล้างสารปนเปื้อนออกจากพื้นผิวของแร่ก่อน จากนั้นก็วัดอายุจากไอโซโทปของตะกั่วในแร่ (ซึ่งหลังจากล้างตะกั่วบนพื้นผิวออกไปแล้ว ก็พอจะมั่นใจได้ว่าตะกั่วในเนื้อแร่เป็นของที่มาจากดวงจันทร์จริงๆ)

ผลปรากฏว่าแร่ plagioclase ก้อนนั้นมีอายุ 4.36 พันล้านปี หรือน้อยกว่าอายุของระบบสุริยะถึงกว่า 200 ล้านปี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยคาดกันว่าดวงจันทร์น่าจะเกิดตามหลังกำเนิดระบบสุริยะมาติดๆ คล้อยกันไม่เกิน 30 ล้านปี

อย่างไรก็ตาม อายุของแร่เพียงก้อนเดียวอาจไม่เพียงพอในการระบุอายุดวงจันทร์ แม็กม่าบางจุดบนดวงจันทร์อาจจะเย็นตัวแล้วหลอมเหลวอีกครั้ง แล้วค่อยมาเย็นตัวอีกรอบก็ได้ (ข่าวเก่า ดวงจันทร์อาจจะเคยถูกชนด้วยดวงจันทร์อีกดวง)

ที่มา - New Scientist

วิวัฒนาการของชีวิตบนโลกอาจไม่ต้องการดวงจันทร์

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเชื่อว่าดวงจันทร์เป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นของวิวัฒนาการแห่งสรรพชีวิตบนโลกนี้ หากไม่มีดวงจันทร์เบ้งๆ คอยรักษาสมดุลของแรงโน้มถ่วง แกนหมุนของโลกจะแกว่งกลับไปกลับมาด้วยอัตราการเปลี่ยนแปลงประมาณ 85 องศาต่อ 100,000 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่าโลกจะต้องเผชิญกับยุคหนาวจัดสลับกับยุคร้อนจัดอย่างแปรปรวน จนสิ่งมีชีวิตไม่มีเวลาพอที่จะวิวัฒนาการปรับตัวได้ทัน

แต่ Jason Barnes แห่งมหาวิทยาลัยไอดาโฮไม่คิดเช่นนั้น เขาได้สร้างแบบจำลองโดยเอาดวงจันทร์ออกไปจากวงโคจรโลก ผลปรากฏว่าแกนหมุนของโลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากอย่างที่เคยเชื่อกัน โดยเมื่อรวมการฉุดจากแรงโน้มถ่วงของพวกดาวเคราะห์โตๆ อย่างดาวพฤหัสและปัจจัยอื่นๆ เข้าไปด้วย แกนหมุนของโลกจะเปลี่ยนแปลงเพียงประมาณ 10 องศาต่อ 100,000 ปีเท่านั้น (อัตราการเปลี่ยนแปลงแกนหมุนของโลกในปัจจุบันมีค่าประมาณ 0.5 - 1 องศาต่อ 100,000 ปี)

Jason Barnes เชื่อว่าการสวัดสวายของแกนหมุนเพิ่มหรือลดแค่ 10 องศาอาจส่งผลให้ภูมิอากาศแปรปรวนมากกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่า แต่ก็คงไม่มากพอที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตตายเหี้ยนจนไม่เหลือลูกหลานให้วิวัฒนาการได้

นอกจากนี้ในแบบจำลองยังเสนออีกว่าหากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เป็นอยู่ แกนหมุนของโลกที่ไร้ดวงจันทร์จะเสถียรกว่านี้อีก

ที่มา - Discovery News

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว โลก (อาจ) เคยมีดวงจันทร์สองดวง

นอกจากเรื่องปัญหากำเนิดดวงจันทร์แล้ว ปริศนาอันดับสองที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยเกี่ยวกับดวงจันทร์ก็คือความแตกต่างระหว่างพื้นผิวทั้งสองด้านของมัน ด้านที่หันเข้าหาโลกมีลักษณะค่อนข้างเรียบ ส่วนด้านที่หันออกจากโลกกลับมีภูมิประเทศเป็นภูเขาและที่ราบสูง เปลือกพื้นผิวดวงจันทร์ (crust) ของด้านที่หันออกจากโลกก็หนากว่ามากด้วย โดยหนากว่าด้านที่หันเข้าหาโลกถึง 50 กิโลเมตร

Erik Asphaug และ Martin Jutzi แห่ง University of California, Santa Cruz เชื่อว่าพวกเขาทั้งสองมีแบบจำลองที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมดวงจันทร์ถึงได้มีรูปร่างแบบนั้น

บนดวงจันทร์เอนเซลาตัสอาจจะมีทะเล

คุณ Frank Postberg แห่งมหาวิทยาลัย Heidelberg ใช้อุปกรณ์วิเคราะห์ฝุ่นคอสมิคที่ติดตั้งอยู่บนยานแคสซีนี วิเคราะห์ไอน้ำที่พุ่งออกมาจากพื้นผิวดวงจันทร์เอนเซลาตัสทั้ง 4 จุด ในขณะที่ยานแคสซีนีบินผ่าน และพบว่า ไอน้ำที่พุ่งออกมาทั้ง 4 จุด ส่วนใหญ่มีเกลือเป็นส่วนประกอบ และยิ่งเข้าใกล้พื้นผิวของดวงจันทร์มากเท่าไหร่ ปริมาณของเกลือที่พบก็มีมากขึ้นตาม

นักวิทยาศาสตร์จึงสันนิษฐานว่า น้ำแข็งที่อยู่รอบ ๆ จุดที่มีไอน้ำพุ่งออกมาจะมีเกลือเป็นส่วนผสมอยู่มากถึง 99% และใต้พื้นผิวน้ำแข็งของดวงจันทร์นั้นอาจจะมีทะเล (น้ำเค็ม) ขนาดใหญ่ แต่จะเป็นทะเลแห่งใหญ่แห่งเดียว หรือประกอบด้วยทะเลเล็ก ๆ หลายแห่งอันนี้ยังไม่รู้

ยานแคสซีนีได้ค้นพบไอน้ำพุ่งออกมาจากดวงจันทร์ดวงนี้เมื่อปี ค.ศ. 2005 ซึ่งพุ่งออกมาจากบริเวณที่เป็นร่องบนดวงจันทร์ที่เรียกว่า ลายเสือ (tiger stripes) ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า วงแหวน E ของดาวเสาร์มีโซเดียมประกอบอยู่ด้วย จึงคิดว่ามันน่าจะมาจากดวงจันทร์เอนเซลาตัส

สำหรับเรื่องสิ่งมีชีวิต การศึกษาเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกนั้น อาจจะทำได้ง่ายขึ้นบนดวงจันทร์เอนเซลาตัส เนื่องจากไม่จำเป็นต้องขุดชั้นน้ำแข็งลงไป เพราะไอน้ำพวกนี้มันพุ่งออกมาให้ศึกษาได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว แต่เนื่องจากดวงจันทร์ดวงนี้อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มาก พื้นผิวของมันเลยกลายเป็นน้ำแข็ง ถึงแม้จะมีน้ำ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่แน่นอนเสมอไป

ที่มา: Yahoo! News

ดวงจันทร์โตๆ แบบดวงจันทร์ของโลกอาจมีมากกว่าที่คิด

ดวงจันทร์ของโลกมีลักษณะที่พิเศษมากๆ อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือมันมีขนาดใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับโลก เส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์ยาวถึง 1 ใน 4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อกันว่านี่คือเอกลักษณ์หนึ่งในล้านอันหาได้ยากยิ่งในจักรวาล

แต่ว่าทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยซูริคและมหาวิทยาลัยโคโลราโด ได้สร้างแบบจำลองหาความเป็นไปได้จากทฤษฎีการกำเนิดดาวเคราะห์และดวงจันทร์ ผลออกมาปรากฏว่าโอกาสที่ดาวเคราะห์แบบโลกของเราจะมีดวงจันทร์ขนาดพอๆ กับดวงจันทร์ของเรา มีค่าอยู่ประมาณ 1 ใน 12 โดยเฉลี่ย (ค่าต่ำสุดคือ 1 ใน 45 และค่าสูงสุดคือ 1 ใน 4)

เราเชื่อกันว่าดวงจันทร์เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่โลกยังเป็นแค่ฝุ่นและกลุ่มแก๊สที่หมุนวน โลกเริ่มแรกถูกอุกกาบาตขนาดเท่าดาวอังคารพุ่งชน ฝุ่นบางก้อนจึงหลุดออกไปอยู่ข้างโลกและเกิดเป็นดวงจันทร์ขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์คิดว่าดวงจันทร์ขนาดใหญ่มีส่วนช่วยให้แกนหมุนของโลกนิ่งและเสถียร ภูมิอากาศของโลกจึงนิ่งมากพอให้ชีวิตอาศัยอยู่ได้

ที่มา - BBC News

Syndicate content