MIT

เร็วกว่าเดิม! นักวิจัยจาก MIT คิดอัลกอริทึมคำนวณ Fourier Transform ได้เร็วว่า FFT

การประมวลผลด้านสัญญาณในปัจจุบันอาศัยการแปลงข้อมูลที่เรารับรู้เช่นเสียงหรือภาพไปอยู่ในโดเมนของความถี่ (Frequency Domain) อย่างหนัก เพื่อจะกรองข้อมูลบางอย่างที่ไม่สำคัญออกไปจากการทำงาน เช่นความถี่ที่สูงมากๆ หรือต่ำมากๆ จนเกินการรับรู้ของคนทั่วไป หรือกระทั่งการปรับแต่งเสียงใน Equalizer ให้เสียงเป็นไปตามความต้องการของเราก็ตามที

อัลกอริทึมที่ได้รับความนิยมกันตลอดมาคือ Fast Fourier Transform (FFT) ที่สามารถคำนวณสัญญาณดิจิตอลแบบจำกัดการสุ่มข้อมูลออกมาเป็นโดเมนความถี่ได้ภายใน \(\begin{align}
O\left( n\log\left( n\right)\right)
\end{align}
\) ความเร็วทำให้ FFT ถูกใช้งานในอุปกรณ์ประมวลสัญญาณแบบดิจิตอลจำนวนมาก ซีพียูหลายตัวมีคำสั่งเฉพาะเพื่อเร่งความเร็วการทำงานของ FFT

อัลกอริทึมใหม่นี้ให้ผลได้ภายในเวลา \(\begin{align}
O\left( k\log\left( n\right)\log\left(\frac{ n}{ k}\right)\right)
\end{align}
\) ในกรณีทั่วไป ซึ่งดีกว่า FFT โดยอาศัยฟิลเตอร์แยกคลื่นออกเป็นช่วงแคบๆ ที่มีความถี่บางความถี่เป็นความถี่หลัก จากนั้นจึงคำนวณหาความแรงของความถี่หลักนั้นๆ กระบวนการนั้นไม่ตรงไปตรงมาเนื่องจากฟิลเตอร์ไม่สามารถกรองความถี่ได้อย่างสมบูรณ์อย่างที่เราหวัง แต่ความถี่ข้างเคียงยังคงอยู่โดยจะถูกลดทอนความแรงลงไป อัลกอริทึมใหม่ สร้างกระบวนการกรองที่ทำให้แน่ใจได้ว่าความถี่เป้าหมายจะไม่ไปอยู่ในช่วงที่ถูกลดความแรงสัญญาณพอดี

การคำนวณ FFT เป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อนและเป็นเรื่องพื้นฐานในสายวิชาไฟฟ้า อย่างไรก็ดี การที่เรามีอัลกอริทึมที่เร็วขึ้นทำให้มีความเป็นไปได้ที่เราจะคำนวณสัญญาณที่ซับซ้อนขึ้น การประมวลผลสัญญาณจำนวนมากในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะใช้พลังงานน้อยลงเป็นต้น

ที่มา - MIT, arXiv:1201.2501v1

MIT เปิดตัวโครงการ MITx ให้ใบรับรองจากการเรียนออนไลน์, โอเพนซอร์สระบบ

MIT นั้นเป็นผู้นำในการเปิดโครงการ OpenCourseWare กันมานานถึงสิบปี ล่าสุดก็ประกาศเดินหน้าโครงการนี้ไปอีกขั้นในชื่อโครงการ MITx

โครงการนี้ประกอบไปด้วยหลายส่วน มันจะเปิดให้ผู้เรียนจัดวิชาเรียนได้เอง, เพิ่มห้องแลปออนไลน์, ระบบสื่อสารระหว่างผู้เรียน, และที่สำคัญคือจะเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีผ่านการทดสอบได้รับใบรับรองจาก MITx

ตัวแพลตฟอร์มใหม่นี้จะเป็นโอเพนซอร์สให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ สามารถนำไปทำตามได้ต่อไป

ที่มา - MIT

MIT สร้างใบไม้เทียมสำเร็จ, หรือนี่จะเป็นแหล่งพลังงานใหม่

การค้นหาพลังงานทดแทนนั้นแม้จะมีหนทางที่พอเป็นไปได้อยู่หลายทาง แต่อีกทางหนึ่งที่เคยถูกลืมไปนานคือสังเคราะห์แสงเทียม (photosynthesis) ที่อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์และน้ำ เพื่อแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน

กระบวนการนี้ทำสำเร็จครั้งแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว แต่ต้องใช้โลหะพิเศษที่มีราคาแพงและอายุการใช้งานสั้น แต่ทีมของ Daniel Nocera จาก MIT ก็ได้ปรับปรุงกระบวนการโดยใช้สารตั้งต้นเป็นนิเกิล และโคบอล

ไฮโดนเจนและออกซิเจนที่ได้ สามารถนำไปใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ต่อไป อย่างไรก็ตามเซลล์เชื้อเพลิงเองยังต้องการการปรับปรุงอีกมากกว่าจะนำมาใช้งานจริงขนาดใหญ่ๆ ได้ และระบบสังเคราะห์แสงแบบนี้ก็ยังไม่มีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับเซลล์แสงอาทิตย์แบบเดิมๆ ที่เราใช้กันอยู่ สิ่งที่เราอาจจะได้มากจริงๆ จากระบบนี้คือการเก็บพลังงานในรูปแบบก๊าซ์นั้นน่าจะเก็บได้ง่ายกว่าการกักเก็บในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้าอยู่พอสมควร

ที่มา - ACS

MIT ระบุระบบชาร์จเร็วทำแบตเตอรี่เสื่อมเพียง 10% หลังการชาร์จ 1500 รอบ

ขณะที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน (Electric Vehicle - EV) กำลังมีแนวโน้มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ จากคุณสมบัติไม่ปล่อยมลพิษขณะขับขี่ แต่ปัญหาสำคัญของ EV คือเวลาที่ใช้ในการชาร์จนั้นจะนานมากจนอาจจะทำให้ภาพคิวต่อแถวเติม NGV ในบ้านเรากลายเป็นเรื่องเล็ก แม้จะมีระบบชาร์จเร็วเข้ามาช่วยลดเวลาแต่การชาร์จเร็วก็มักลดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่มีราคาแพงลง ล่าสุดทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ท (MIT) ก็ได้สาธิตทดสอบว่าการลดอายุการใช้งานนี้มีผลหนักแค่ไหน และพบว่าการชาร์จเร็วถึง 1500 รอบมีผลลดประสิทธิภาพแบตเตอรี่เพียง 10%

ทีมงานอาศัยมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่จากบริษัท A123 System เพื่อทดสอบระบบชาร์จเร็วที่สร้างขึ้น โดยในเวลาสิบนาทีสามารถชาร์จไฟได้ 80% ของความจุ โดยจุดสำคัญที่ทีมงานระบุคือความร้อนนะหว่างการชาร์จที่ต้องมีการระบายให้ดี

หากแบตเตอรี่มีขนาดใหญ่พอที่จะใช้งานได้ทั้งวันต่อการชาร์จหนึ่งรอบ นั่นหมายถึงแบตเตอรี่ชุดหนึ่งๆ น่าจะมีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี ถึงตรงนั้นเราอาจจะพบว่าต้นทุนในส่วนของแบตเตอรี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่นักเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบันที่มีส่วนสึกหรอจำนวนมากเช่นกัน

ไม่รู้ระบบชาร์จนี้มีขายขนาดเล็กไหม เพราะแบตเตอรี่โทรศัพท์ผมเสื่อมเร็วมาก

ที่มา - The Future of Things

MIT สร้างระบบจอดรถอัตโนมัติแบบด้านข้างสำเร็จ

แม้ในโลกการบินเราจะมีระบบนำเครื่องบินลงจอดอัตโนมัติมานานหลายปี แต่เทคโนโลยีเช่นนั้นก็ต้องการอุปกรณ์จากที่จอดอีกชุดเพื่อช่วยนำทาง แต่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ท (MIT) ก็เสนอเทคโนโลยีสำหรับรถเพื่อช่วยจอดแบบข้างทางได้แล้ว

งานวิจัยนี้เป็นผลงานของ MIT AgeLab ร่วมกับบริษัท Ford Motor และศูนย์การขมส่งมหาวิทยาลัย New England ด้วยกล้องวีดีโอและเซ็นเซอร์ถอยหลัง ทำให้รถสามารถจอดเข้าซองด้านข้างได้ด้วยตัวเองโดยคนขับไม่ต้องจับพวงมาลัยระหว่างการเข้าซองเลย แต่ต้องการเพียงการปรับเกียร์เดินหน้าถอยหลังเท่านั้น

ที่น่าสนใจคือหัวข้องานวิจัยนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการำระบบอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังเป็นงานวิจัยว่าระบบอัตโนมัตินี้จะเพิ่มคุณภาพชีวิตของเราได้ เพราะระบบอัตโนมัติจะช่วยให้ผู้ขับขี่ลดความเครียดในการนำรถเข้าจอด โดยอันตราการเต้นของหัวใจจะลดลงเมื่อใช้ระบบช่วยเหลือนี้โดยเฉลี่ยเหลือ 71 ครั้งต่อนาทีเทียบกับการเต้นที่ 83 ครั้งต่อนาทีเมื่อต้องจอดรถด้วยตัวเอง ขณะที่การประเมินความเครียดด้วยตัวเองของผู้ขับ พบว่าเฉลี่ยแล้วความเครียดจากการประเมินด้วยตัวเองนี้ลดลง 30%

ยังไม่มีกำหนดเวลาว่างานวิจัยนี้จะวางตลาดเมื่อใหร่

ที่มา - PhysOrg

MIT ประสบความสำเร็จในการสร้างแบตเตอรี่ "ความร้อน"

ความยากของพลังงานหมุนเวียนประการหนึ่งคือการเก็บพลังงาน เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนเช่นลม, คลื่น, หรือแสงอาทิตย์นั้นมักมีข้อจำกัดในการผลิตพลังงานไม่ได้ตลอดเวลา และการเก็บพลังงานในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้านั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่วันนี้ MIT หรือสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ทก็ได้แสดงความสำเร็จในการเก็บความร้อนไว้ในรูปแบบของพันธเคมี

สารที่ใช้เก็บความร้อนนี้คือ fulvalene diruthenium เมื่อมันได้รับความร้อนสูงพอ โมเลกุลของมันจะบิดตัวไปเสถียรอยู่ที่รูปแบบที่เปลี่ยนไป และเมื่อได้รับสารกระตุ้น (catalyst) มันจะคลายตัวและปล่อยความร้อนออกมา โดยความร้อนที่ได้อาจจะสูงถึง 200 องศาเซลเซียส เพียงพอแก่การต้มน้ำร้อน

กระบวนการเปลี่ยนสถานะของสารที่กลับไปกลับมาได้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าอนาคตเราจะขนส่งพลังงานในรูปแบบของแบตเตอรี่ความร้อนโดยตรง เมื่อพลังงานหมดเราก็เพียงนำแบตเตอรี่เหล่านี้ไปตากแดด หากเราต้องการความร้อนเช่นต้มน้ำ ก็อาจจะใช้ความร้อนที่เก็บไว้ หรือหากต้องการแรงกลขับเคลื่อนก็ค่อยไปแปลงพลังงานภายหลังอีกครั้ง

หรืออนาคตเราจะกลับไปใช้รถจักรไอน้ำกันอีกครั้ง?

ที่มา - MIT

MIT สร้างซอฟต์แวร์วัดการเต้นของหัวใจด้วยเว็บแคม

ทุกคนคงเคยเห็นเครื่องวัดจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือไม่ก็ถูกวัดด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นการฟังด้วยเสียงหรือใช้เครืองวัดต่างๆ แต่ Ming-Zher Poh นักศึกษาระดับปริญญาเอกจาก MIT ก็ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่สามารถวัดการเต้นของหัวใจที่ความแม่นยำใกล้เคียงกับเครื่องวัดที่ใช้งานอยู่จริงได้ โดยใช้เพียงแค่เว็บแคมราคาถูก

ข้อดีของการวัดการเต้นของหัวใจโดยใช้กล้องแทนเครื่องวัดนั้นมีกรณีที่จำเป็นเช่นผู้ป่วยจากแผลไฟไหม้ที่ไม่สามารถติดเครื่องวัดเข้ากับผิวหนังได้ หรือการวัดเพื่อตรวจสุขภาพประจำวัน เช่นเมื่อเรานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ของเราอาจจะวัดค่าการเต้นของหัวใจไว้เพื่อวิเคราะห์สุขภาพของเราได้ในอนาคต

การวัดจังหวะการเต้นของหัวใจด้วยภาพไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่งานของ Poh นั้นมีการปรับปรุงให้สามารถสร้างเครื่องวัดจากกล้องเว็บแคมราคาถูก และยังทำงานสภาพแวดล้อมจริงที่ไม่มีการควบคุมแสง หรือการขยับตัวของผู้ป่วยได้

Poh อาศัยซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเพื่อตรวจจับตำแหน่งใบหน้าของผู้ป่วย แล้วแตกภาพออกเป็นสีเขียว เหลือง แดง เพื่อวิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจ และใช้เครื่องวัดที่ได้รับการรับรองมาเป็นตัวเทียบค่า พบว่าค่าที่ได้ต่างกันไม่มากนัก เพียงไม่เกิน 3 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น

น้องๆ ป.ตรีปีหน้าควรศึกษางานนี้ไว้ไปเสนออาจารย์ขอลองทำอย่างยิ่ง

ที่มา - MIT

MIT เขียนซอฟต์แวร์บน Android เพื่อการรักษาโรคทางไกล

เรื่องน่าแปลกสำหรับโลกนี้คือโทรศัพท์มือถือนั้นเข้าถึงคนถึง 5 พันล้านคนทั่วโลก หลายพื้นที่เข้าถึงแม้จะเป็นพื้นที่ห่างไกลจากการแพทย์พื้นฐานก็ตามที งานนี้ทางห้องวิจัย Computer Science and Artificial Intelligence Laboratory (CSAIL) ของ MIT จึงได้สร้างโครงการที่ชื่อว่า Sana (แปลว่าสุขภาพดีในภาษาสเปนและอิตาลี) โดย Sana จะเป็นเครื่องมือสำหรับเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพเพื่อเก็บข้อมูลไปยังแพทย์เพื่อให้คำปรึกษาการรักษาระยะไกล

Sana สามารถรวบรวมข้อมูลภาพเอ็กเรย์, บันทึกสัญญาณ ECG, อัลตร้าซาวน์, และภาพถ่ายเพื่อส่งกลับไปยังโรงพยาบาลศูนย์ได้

ทีมงานจาก MIT จำนวน 20 คนกำลังบินไปอินเดียและฟิลิปปินส์ เพื่อสาธิตและจุดประกายให้กับนักพัฒนาท้องถิ่นเพื่อให้สามารถพัฒนา Sana ตามความต้องการได้ต่อไป โดยทีมงานระบุว่า โครงการนี้ไม่ใช่การหยิบยื่นเทคโนโลยีให้กับผู้ใช้ แต่เป็นฝึกผู้ใช้ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่พึ่งพาตัวเองได้ต่อไป

3G ไม่มีอาจจะไม่ตาย แต่ถ้ามีการใช้การแพทย์ระยะไกลอย่างกว้างขวางเช่นนี้จริง น่าจะช่วยลดคนตายได้ไม่น้อย

ที่มา - MIT

MIT สนับสนุนการเปิดให้อ่านงานวิจัยฟรี

ในพักหลังนั้นกระแสการเปิดให้งานวิจัยนั้นสามารถเข้าอ่านได้ฟรีนั้นเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ (ทางสายการแพทย์นี่ก็มี PubMed Central ซึ่งให้งานวิจัยที่ได้รับทุนจาก National Institute of Health ของสหรัฐต้องสามารถเข้าได้ฟรี) วันนี้ทาง MIT เองก็เตรียมออกนโยบายใหม่นี้เหมือนกัน (ส่วน Havard นั้นนำไปก่อนแล้ว)

นโยบายดังกล่าวนั้นได้ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมแล้ว และเตรียมจะออกมาใช้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะมีผลกับทุกส่วนของมหาวิทยาลัย

"มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ในขณะที่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่นั้นมีหน้าที่ในการหาเงินให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งระบบนี้มันไม่ค่อยถูกต้องซะเท่าไหร่" Hal Abelson ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันนโยบายใหม่นี้กล่าว

อย่างไรก็ดี นโยบายนี้ไม่ได้จำเป็นว่าทุกคนต้องปฏิบัติตาม ทำให้งานวิจัยบางงาน (โดยเฉพาะงานใหญ่ที่สำคัญๆ ที่ได้ลงพวก Science หรือ Nature) อาจยังไม่ฟรีอยู่ดี

ที่มา: Wired

MIT พัฒนาวัสดุเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเซลล์เชื้อเพลิง

วิศวกรจาก MIT พัฒนาวัสดุ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเซลล์เชื้อเพลิงได้มากกว่า 50% ซึ่งอาจทำให้เซลล์เชื้อเพลิงได้รับความนิยมในท้องตลาดมากขึ้น

พอลลา ที แฮมมอนด์ (Paula T. Hammond) หัวหน้าทีมวิจัย ได้ทำการพัมนาวัสดุ ที่มีประสิทธิภาพต่อราคาสูง, สามารถปรับแต่งได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งวัสดุดังกล่าว สามารถนำไปใช้ร่วมกับระบบเซลล์ไฟฟ้าเคมี ชนิดอื่นๆ เช่น แบตเตอรี

เซลล์เชื้อเพลิงมีหลักการทำงานคล้ายกับแบตเตอรี โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญสองส่วน คือ อิเล็กโทรด ซึ่งประกอบไปด้วยขั้วแคโทดและแอโนด และ สารอิเล็กโตรไลท์ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้วทั้งสอง ปฏิกิริยาเคมีระหว่างขั้วทั้งสอง จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอิเล็กโทรไลท์ ส่วนที่ทำให้เซลล์เชื้อเพลิงต่างไปจากแบตเตอรี ก็คือ แบตเตอรีจะได้พลังงานจากระบบปิดในตัวมันเอง ในขณะที่เซลล์เชื้อเพลิง จะได้พลังงานจากไฮโดรเจน

ทีมวิจัย ได้ให้ความสนใจในการพัฒนาวัสดุให้ใช้กับ การเปลี่ยนเมทานอลให้เป็นเซลล์เชื้อเพลิงโดยตรง (Direct Methanol Fuel Cells) ซึ่งในปัจจุบัน วัสดุที่ใช้อยู่ในท้องตลาด ยังมีประสิทธิภาพที่ต่ำ และมีราคาแพง

โดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า layer-by-layer assembly ทำให้นักวิจัย สามารถสร้างวัสดุที่เป็นแผ่นฟิล์มบางเพียงไม่กี่นาโนเมตร ซึ่งฟิล์มดังกล่าว สามารถให้พลังงานไฟฟ้าออกมา มากกว่าวัสดุทั่วไปในท้องตลาดกว่า 50%

ที่มา - EurekAlert

Syndicate content