Medical

ดื่มนมแม่จนอายุ 4 เดือน ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของทารกได้

21 มิถุนายน 2553 - มีรายงานการววิจัยออนไลน์ใน Pediatrics ว่าทารกที่ดื่มนมแม่จนอายุครบ 4 เดือน มีอัตราการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารลดลง โดยการทดลองนี้ทำกับเด็กทารกในประเทศเนเธอร์แลนด์ อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีการเรียกร้องให้ทำการวิจัยเพิ่มเติม เกี่ยวกับประโยชน์ของการดื่มนมแม่เป็นระยะเวลา 6 เดือน แทน 4 เดือน

สำหรับผลการวิจัยในเด็กทารกที่ดื่มนมแม่เป็นระยะเวลา 6 เดือนนั้น มีอัตราการติดเชื้อลดลงเช่นกัน แต่ในทารกที่ดื่มนมแม่ร่วมกับทานอาหารอย่างอื่น มีอัตราการติดเชื้อลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญ (หมายถึง ไม่มีผลลดอัตราการติดเชื้อนั่นเอง)

อย่างไรก็ตามผู้ทำการศึกษากล่าวว่า จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ลักษณะทางชีววิทยา, วัฒนธรรม และข้อจำกัดทางสังคม รวมทั้งผลของการดื่มนมแม่เป็นระยะเวลานาน ต่อการเป็นโรคติดเชื้อในวัยสูงอายุต่อไป

ที่มา : Medscape

วัคซีนอีโบล่าตัวใหม่ให้ผลเต็ม 100% ในลิง

โรคอีโบล่าเคยเป็นโรคที่เราต้องผวากันว่ามันจะระบาดไปทั่วโลก แม้ว่าด้วยความรุนแรงของตัวโรคเองทำให้การแพร่กระจายค่อนข้างจำกัด แต่จนทุกวันนี้เราก็ยังไม่มีวัคซีนตัวไหนที่ให้ผลได้เกิน 50% ในการใช้งานจริง แต่ทีมของ Thomas W. Geisbert จากมหาวิทยาลัยบอสตันก็ได้แถลงความสำเร็จในวัคซีนตัวใหม่ที่ได้ผลถึง 100% ในลิง

การทดลองทำเป็นสองรอบ ในรอบแรกนั้นมีการแยกลิงที่เป็นตัวควบคุมและลิงที่ได้รับวัคซีนสามตัว ลิงทั้งหมดจะได้รับไวรัสในปริมาณที่สูงถึง 30,000 ของปริมาณที่ก่อโรคจนถึงความตาย หลังจากได้ไวรัส 30 นาทีจึงให้วัคซีนกับลิงสามตัว และให้อีกครั้งในวันที่สอง, วันที่สาม, และวันที่ 5 ผลที่ได้คือลิงสองตัวมีอาการเล็กน้อย ส่วนลิงตัวที่สามนั้นเสียชีวิต ขณะที่ลิงที่ไม่ได้รับวัคซีนเสียชีวิตทั้งหมด

รอบที่สองทีมวิจัยจึงเพิ่มปริมาณไวรัสเป็นการฉีดวันละครั้งต่อเนื่องเจ็ดวัน ผลที่ได้คือลิงชุดที่ได้รับวัคซีนไม่มีตัวใดเสียชีวิตเลย

ตัววัคซีนบรรจุ RNA ที่ดัดแปลงจากยีนของไวรัสจำนวน 3 ชุดจากทั้งหมด 7 ชุด การดัดแปลงนี้ทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนในร่างกายของผู้ที่ได้รับวัคซีน

ที่มา - npr.org

เทคโนโลยีการผลิตยาแบบใหม่ด้วยการพิมพ์

อ่านข่าวโซลาร์เซลล์ที่ผลิตด้วยพรินเตอร์มามากแล้ว วันนี้ก็ถึงตาของยาเม็ดที่จะถูกผลิตด้วยพรินเตอร์บ้างแล้ว เมื่อทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเมือง Leeds ได้แถลงว่าสำเร็จในการพิมพ์ตัวยาลงบนเม็ดยา

งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Leeds และบริษัทยาที่ชื่อว่า GlaxoSmithKline (GSK) โดย GSK ได้พัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ยาสำเร็จไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยาที่จะใช้เทคนิคนี้ได้จะต้องมีขนาดหยดเล็กพอ ทำให้สามารถใช้งานกับยาได้เพียง 0.5% ของยาที่มีอยู่ตอนนี้เท่านั้น แต่ผลของความร่วมมือจะทำให้เราสามารถผลิตยาด้วยเทคนิคนี้ได้ถึง 40%

การพิมพ์ยาลงบนเม็ดยาแต่ละเม็ดทำให้เรามั่นใจได้ว่าเนื้อยาที่ลงไปนั้นแต่ละเม็ดมีความเท่ากันอย่างแน่นอน ทำให้เราสามารถลดขั้นตอนการตรวจสอบลงไปได้ แต่ความยากของเทคนิคนี้คือน้ำผสมตัวยานั้นมีหยดขนาดเป็น 20 เท่าของหมึกพรินเตอร์อิงค์เจ็ต ทำให้ต้องพัฒนาการพิมพ์ให้ทนทานต่อหยดขนาดใหญ่เช่นนี้โดยยังได้ความแม่นยำซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตยาอยู่

อีกหน่อยจะมีใครผลิตอะไรด้วยพรินเตอร์กันอีกล่ะนี่?

ที่มา - Leeds

งานวิจัยใหม่แสดงความเป็นไปได้ที่จะทดสอบการแพ้อาหารโดยไม่ต้องสัมผัสอาหารจริงๆ

in

โดยทั่วไปแล้วเมื่อมีการสงสัยว่าเรามีการแพ้อาหารหรือไม่ วิธีการทดสอบในปัจจุบันคือการนำสารอาหารนั้นมาทาบนผิวแล้วดูอาการว่ามีปฎิกิริยาต่ออาหารนั้นหรือไม่ แต่งานวิจัใหม่ทำให้เราสามารถใช้ "ห้องแลปบนชิป" (Lab on a chip) เพื่อทดสอบความแพ้ต่ออาหารได้แล้ว

เทคนิคนี้อาศัยความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างการแพ้และปริมาณสาร cytokine ในกระแสเลือด ที่โดยปรกติแล้วจะเป็นการยากที่จะวัดประมาณ cytokine ให้แม่นยำ แต่ทีมวิจัยของศาสตราจารย์ Christopher Love จาก MIT ก็ได้อาศัยการแยกเม็ดเลือดขาวออกมาให้เจอกับสารที่สงสัยว่าจะแพ้ เช่น นม, ถั่ว, ฯลฯ หลังจากนั้นจึงนำเม็ดเลือดขาวเหล่านั้นไปวางในแผ่นแก้วที่มีหลุมจำนวนมาก และแต่ละหลุมจะใส่เซลล์ได้เพียงเซลล์เดียว หลังากนั้นจึงทิ้งไว้เพื่อวัดประเภทของ cytokine ที่ปล่อยออกมาว่ามีประเภทใดบ้าง และแต่ละประเภทมีปริมาณมากน้อยเพียงใด การจำแนกได้ว่าเซลล์ใดปล่อยสารประเภทใด และมีกี่เซลล์ที่ปล่อยสารแบบเดียวกันทำให้ความสามารถในการแจกแจงว่าเจ้าของเลือดมีอาการแพ้ต่ออาหารนั้นหรือไม่ทำได้แม่นยำขึ้น

กระบวนการ "ขุดหลุม" ขนาดเล็กๆ จำนวนมหาศาลเหล่านี้เรียกว่ากระบวนการ Microengraving และการนับจำนวนเพื่อการวิเคราะห์ผลเช่นนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่เทคโนโลยีนี้อาจจะทำให้การแพทย์ในอนาคตก้าวหน้าขึ้นกว่าทุกวันนี้ได้อีกมาก

ที่มา - ArsTechnica, Lab on a chip (Abstract)

การประเมินกระดูกเปลือกนอกช่วยให้ระบุความเสี่ยงของการแตกหักถูกต้องมากขึ้น

13 พฤษภาคม 2553 - จากรายงานวิจัยฉบับใหม่ กล่าวว่าวิธีมาตรฐานในการประเมินความหนาแน่นของกระดูกอาจประเมินความหนาของกระดูกเปลือกนอกต่ำไป

จากการศึกษาพบว่ากระดูกข้างในจะเสื่อมเร็วกว่าผิวนอกของกระดูก โดยในการศึกษานี้ใช้การคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ความละเอียดสูง และใช้กล้องจุลทรรศอิเล็กตรอนคำนวณความพรุนของกระดูก กับผู้หญิงผิวขาว 122 คน จากนั้นนักวิจัยใช้การคำนวณความเสื่อมของกระดูกทั้งหมด, ผิวของกระดูก และภายในกระดูก ในกลุ่มอายุต่างๆ

ในกลุ่มอายุ 50 - 80 ปี พบว่ามีการเสื่อมของปลายกระดูกเรเดียส (radius bone) ที่ผิวของกระดูก 68% และ 32% ที่แกนของกระดูก นอกจากนี้ยังพบว่า 16% ของการเสื่อมของกระดูกทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงอายุ 50 และ 64 ปี โดย 84% เกิดหลังอายุ 65 ปี

นอกจากนี้ยังพบว่าการหักของกระดูกส่วนมากนั้นเกิดหลังอายุ 65 ปี และเกิดจากการสูญเสียผิวกระดูกมากกว่าเนื้อกระดูก

สามารถอ่านรายละเอียดของค่าสถิติต่างๆ เช่น p-value ได้จากที่มาค่ะ

ที่มา : Medscape

สมองมนุษย์ทำงานได้พร้อมกันเพียงสองงาน

ความมหัศจรรย์ของสมองมนุษย์นั้นยังเป็นเรื่องที่เราไขปริศนากันไม่จบ อย่างไรก็ตามงานวิจัยโดยทีม Etienne Koechlin จากมหาวิทยาลัยปิแอร์และมารีย์ คูรีย์แห่งปารีสก็ได้แถลงผลงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าสมองไม่สามารถประมวลผลงานมากกว่าสองอย่างไปพร้อมๆ กันได้

โดยทีมวิจัยได้ศึกษาถึงสมองในส่วน medial prefrontal cortex (MFC) พบว่าสมองส่วนนี้มีความสามารถในการแยกงานสองงานเพื่อประมวลผลในคนละส่วนได้พร้อมกัน ทำให้เราสามารถเขียนหนังสือขณะที่คุยกับเพื่อน หรือขับรถพร้อมๆ กับคุยโทรศัพท์ แต่เมื่อมีสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจมากกว่าสองอย่างก็จะกลายเป็นความลำบาก

การทำสอบทำกับกลุ่มผู้เข้าร่วมจำนวน 32 คน โดยใช้เครื่อง functional magnetic resonance imaging หรือ fMRI แสกนสมองตลอดช่วงเวลาที่ทำการทดสอบ แล้วให้มองคำศัพย์เพื่อบอกว่าคำที่แสดงนั้นสะกดถูกหรือไม่ และเพิ่มความยากขึ้นโดยการแสดงสองคำพร้อมๆ กัน ในช่วงนี้ผลการแสกนแสดงให้เห็นว่าสมองถูกแยกออกเป็นสองส่วนเพื่อทำงานสองงาน แต่เมื่อเพิ่มคำที่ให้บอกความถูกต้องเป็นสามคำ ความแม่นยำก็ลดลงอย่างมาก

อีกหน่อยอาจจะมีอัพเกรดสมองให้ทำงานได้สี่งานพร้อมกัน

ที่มา - Live Science

สหรัฐฯ เตรียมการให้พยาบาลมาทดแทนแพทย์ที่ขาดแคลนหนัก

การประกันสุขภาพที่ครอบคลุมขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐฯ ส่งผลให้จำนวนแพทย์ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย และทางออกของปัญหานี้อาจจะเป็นการเพิ่มหน้าที่รับผิดชอบให้กับพยาบาลที่ได้รับการฝึกมาแล้ว

จุดแข็งของการมอบหน้าที่บางส่วนให้กับพยาบาลแทนหมอนั้นคือการเรียนจะสำเร็จในเวลาเพียงสี่ปี ส่วนการฝึกเพิ่มเติมในโรงพยาบาลจะใช้เวลาอีกสามปี ขณะที่หมอในสหรัฐฯ ต้องจบปริญญาตรีมาก่อนและเรียนแพทย์อีกสี่ปี และฝึกแพทย์ประจำบ้านอีกสามปี อีกประเด็นหนึ่งคือค่าใช้จ่ายที่โดยเฉลี่ยแล้วพยาบาลได้ค่าตอบแทนเป็นร้อยละ 85 ของหมอเท่านั้น

อย่างไรก็ตามพยาบาลจะมีข้อจำกัดเพิ่มเติมที่ไม่สามารถรักษาในหลายๆ กรณีได้ต่างกันไปในแต่ละรัฐ เช่นการสั่งจ่ายยาที่มีการควบคุม

ที่มา - PhysOrg

การบริโภคแอลกอฮอล์ทำให้ความเสี่ยงของการเป็นเนื้องอกเต้านมเพิ่มขึ้นในสาววัยรุ่น

12 เมษายนที่ผ่านมา มีการนำเสนอผลงานวิจัยออนไลน์ใน Pediatrics กล่าวว่าสาววัยรุ่นที่บริโภคแอลกอฮอล์มีความเสี่ยงที่จะเป็นเนื้องอกเต้านม (benign breast disease ;BBD) เพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคแอลกอฮอล์นานๆครั้ง หรือไม่บริโภคเลยอย่างมีนัยสำคัญ

การบริโภคแอลกอฮอล์ในช่วงอายุ 18 และ 22 ปี เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นเนื้องอกเต้านมในการศึกษาย้อนหลัง (retrospective study) โดยข้อมูลในงานวิจัยชิ้นนี้มาจาก Growing Up Today Study (GUTS)

จากอาสาสมัคร 6899 คนที่เข้าร่วมในการวิจัยตั้งแต่ปี 2548 และ 2550 มีผลชิ้นเนื้อที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเนื้องอกเต้านม 67 คน และ 80 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกเต้านมโดยไม่มีการตรวจชิ้นเนื้อ อ้างอิงจากผู้ที่ไม่บริโภคแอลกอฮอล์เลย หรือบริโภคแอลกอฮอล์น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์

หญิงที่เป็นโรคเนื้องอกเต้านมมักมีอายุมากกว่าหญิงที่ไม่เป็นประมาณ 8 เดือน และผลงานวิจัยชิ้นนี้เป็นความเกี่ยวข้องระหว่างการเป็นเนื้องอกเต้านมและการบริโภคแอลกอฮอล์หลังจากการปรับอายุ, ดัชนีมวลกาย, อายุที่มีประจำเดือน, อายุที่เริ่มบริโภคแอลกอฮอล์เป็นประจำ และประวัติครอบครัวของการเป็นเนื้องอกและมะเร็งเต้านมแล้ว

ที่มา : Medscape

นักวิจัยเพาะเนื้อเยื่อกระดูกให้เป็นรูปร่างได้สำเร็จแล้ว

การเพาะเนื้อเยื่อกระดูกให้เป็นรูปร่างนั้นถือได้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างลำบาก แต่วันนี้ทีมนักวิจัยจาก Columbia University ก็ได้เผยว่าสามารถเพาะกระดูกเป็นชิ้นๆ ได้แล้วครับ

Dr. Vunjak-Novokovic และทีมนักวิจัยของเธอได้ทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของกระดูกให้โตขึ้นมาเป็นรูปร่างสามมิติเหมือนกระดูกเดิม วิธีดังกล่าวอาศัยการสร้างแบบสามมิติด้วยการวิเคราะห์ภาพจากข้อ หลังจากนั้นแล้วจึงทำการเพาะเนื้อเยื่อด้วยเซลล์สกัดมาจากไขกระดูกหรือชั้นไขมันลงไปในช่องแบบที่กำหนด หลังจากการเพาะด้วยอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญของเซลล์แล้วเนื้อเยื่อที่ได้นั้นจะมีรูปร่างคงทนตามแบบ และสามารถที่จะเอาออกไปใช้ได้เสมือนเนื้อเยื่อกระดูกปกติ

ปกติแล้วการผ่าตัดซ่อมกระดูกที่แหว่งหายไป (เช่นจากการถูกมะเร็งกิน) นั้นจำเป็นต้องใช้กระดูกจากที่อื่นของร่างกายหรือวัสดุเทียมอย่างเช่นไทเทเนียม ยังไม่เคยมีการใช้กระดูกที่เพาะเลี้ยงจากห้องทดลองมาซ่อมแซมเหมือนกับเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มอื่นๆ ที่ไม่ต้องการความเป็นรูปร่างแข็งแรง ทีมนักวิจัยนั้นกำลังอยู่ในการทดลองนำกระดูกที่ได้ไปใช้ในสัตว์ก่อนที่จะนำมาศึกษาในมนุษย์ต่อไป (และก็เริ่มมีหลายบริษัทได้ติดต่อทีมนักวิจัยเพื่อเตรียมผลิตออกมาขายแล้วด้วย)

ที่มา: The New York Times

หุ่นยนต์นาโนเทคนำส่งการรักษาด้วยยีนบำบัดผ่านทางกระแสเลือด

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าในวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา นักวิจัยชาวสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาหุ่นยนต์นาโนขนาดเล็กที่สามารถวิ่งไปตามกระแสเลือดของผู้ป่วย และไปที่ก้อนเนื้องอกเพื่อรักษาด้วยยีนบำบัดซึ่งจะทำให้ยีนที่สำคัญของมะเร็งหยุดการทำงานได้

โดยในขณะนี้มีบริษัทยาและบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจำนวนมากกำลังหาช่องทางที่จะจัดการกับ RNA เพื่อขัดขวางการแสดงออกของยีนที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย

ในขณะนี้ผู้ทำการรักษาบางทีมได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ บางทีมใช้ไขมันในการรักษา เพื่อให้ตรงเป้าหมาย

ส่วนการนำมาทดลองใช้กับผู้ป่วยจริงที่มีก้อนเนื้องอกประเภทต่างๆ โดยการนำตัวอย่างก้อนเนื้อจากผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งผิวหนังจำนวน 3 คน มาตรวจดูพบว่าอนุภาคนาโนสามารถหาทางเข้าไปในก้อนเนื้องอกได้สำเร็จ

ข่าวค่อนข้างลงลึกเรื่องยีนและโครงสร้างนะคะ หากสนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากที่มาค่ะ

ที่มา : Medscape

Syndicate content