Medical

หยุดการทำงานของยีน ด้วยยาปฏิชีวนะ

8
vote

วิธีหยุดการทำงานของยีนในระดับห้องปฏิบัติการ ได้รับการยอมรับมาเป็นเวลานับ 10 ปีแล้ว โดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า RNA interference ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์เป็นเครื่องมือรักษาโรคได้อย่างหลากหลาย เพียงแต่ต้องนำมาปรับใช้กับมนุษย์ให้ได้เท่านั้น

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Emory ได้ค้นพบว่ายาปฏิชีวนะที่ชื่อ fluoroquinolones สามารถทำ RNA interference ไำด้อย่างมีประสิทธิภาพในห้องทดลอง และยังสามารถลดผลข้างเคียงอย่างอื่นได้ ผลลัพธ์ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Biotechnology

นักวิจัยกล่าวว่า fluoroquinolones ไม่เคยมีรายงานถึงคุณสมบัตินี้มาก่อน และจุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ยาตัวนี้มีใช้กันอย่างแพร่หลายมายาวนาน ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่ามันปลอดภัย

enoxacin ใช้กันแพร่หลายในการรักษาโรคหนองในและโรคติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงกลุ่มของสารประกอบเช่น ciprofloxacin มีประสิทธิภาพมากในการเพิ่มความสามารถ RNA interference ซึ่งสารที่มีผลต่อ RNA interference กับสารที่ออกฤทธิ์ในการยับยั้ืงแบคทีเรียเป็นคนละส่วนกัน

อุปสรรคสำคัญในการทำ RNA interference กับมนุษย์ ก็คือความเป็นพิษ และการจำเพาะเจาะจงเป้าหมาย และได้รับ RNA ถูกที่ในร่างกาย ซึ่งถ้านักวิจัยสามารถปรับปรุงปริมาณของ RNA ที่ให้ และลดปริมาณยาที่ใช้ลง ก็จะทำให้สามารถติดตามทั้งเป้าหมายและความเป็นพิษได้

งานวิจัยบางชิ้น พบว่าการฉีด RNA เข้าไปในร่างกาย แทนที่จะไปหยุดการทำงานของยีนที่ต้องการ กลับกลายเป็นการกระตุ้นการตอบสนองต่อไวรัสแทน

Andrew Fire และ Craig Mello ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ในปี 2006 จากการค้นพบว่า ชิ้นส่วนของ RNA เมื่อใส่เข้าไปในเซลล์ สามารถหยุดการทำงานของยีน วิธีการนำ RNA สัีงเคราะห์เข้าไปบังคับกลไกภายในเซลล์ มีชื่อเรียกว่า RNA-induced silencing complex หรือเรียกกันว่า RISC

การติดตามการทำงานของ RISC ทำได้โดยการใส่ยีนที่มีโปรตีนที่สามารถเรืองแสงในเซลล์ และเติมชิ้่นส่วนของ RNA ลงไป

นักวิจัยพบว่า enoxacin สามารถเพิ่มความสามารถในการหยุดการทำงานของยีนเป็น 10 เท่า ของเซลล์ที่เพาะเลี้ยง และเป็น 3 เท่า ในหนูทดลอง ซึ่งดูเหมือนกว่า enoxacin จะไปจับอย่างแน่นหนากับ RISC ซึ่งมีการเรียกโปรตีนส่วนนั้นว่า TRBP

ใช้อนุภาคนาโนในการรักษามะเร็ง

10
vote

นักวิทยศาสตร์จาก Georgia Tech ได้พัฒนาวิธีการรักษามะเร็งแนวใหม่ โดยการใช้อนุภาคนาโนที่มีคุณสมบัติของแม่เหล็ก ในการจับเซลล์มะเร็งและนำพาออกไปนอกร่างกาย วิธีการนี้ประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการ และกำลังจะมีการทดสอบในระดับที่สูงขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน Journal of the American Chemical Society

นักวิจัยเริ่มทำการทดสอบวิธีการรักษานี้ในหนู หลังจากที่ให้เซลล์มะเร็งในหนู ซึ่งเมื่อนักวิจัยใช้คุณสมบัติของแม่เหล็กในการบังคับให้อนุภาคนาโนดึงเซลล์มะเร็งออกมาบริเวณช่องท้องได้สำเร็จ

นักวิจัยกล่าวว่า ถ้าวิธีการนี้ผ่านการทดสอบในคน ก็จะถือเป็นความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง แทนการใช้แอนติบอดี้ในการรักษาเพียงลำพัง

ที่มา - Physorg

ผู้ชายก็ท้องได้

23
vote

US Media รายงานว่า ชายชาวอเมริกันนายหนึ่งให้กำเนิดลูกสาว

ชายคนนี้ชื่อ Thomas Beatie อายุ 34 ปี เกิดมาเป็นหญิง แต่ภายหลังได้ทำการผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้ชาย โดยทำการผ่าตัดเต้านมออก แต่ยังเก็บเครื่องในไว้(อันได้แก่ มดลูก และอวัยวะที่อยู่ในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงทั้งมวล)ให้กำเนิดลูกสาวเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้ นายBeatie และลูกสาวกำลังมีความสุขอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมือง Bend ใน Oregon

ชายชาวมะกันรายนี้ท้องจากการใช้น้ำอสุจิ จากการบริจาคโดยบุคคลผู้ไม่ประสงค์ออกนาม และให้กำเนิดลูกสาวด้วยการคลอดแบบธรรมชาติ

การมีลูกเป็นความใฝ่ฝันของ Beatie ดังเช่นที่เค้าเคยพูดว่า “ผมเลือกที่จะเก็บอวัยวะสืบพันธุ์ของผมไว้ เพราะผมต้องการมีลูกในสักวันหนึ่ง”

นอกจากนี้ นาย Beatie บอกกับนิตยสาร People ว่า เค้าเริ่มมีชีวิตแบบผู้ชายและ แปลงเพศขณะอายุ 20 ปี อย่างไรก็ตามขณะนี้ Beatie แต่งงานมานาน 5 ปีแล้วและภรรยาของเค้าชื่อ Nancy

ที่มา - BBC Health

ข่าวเกี่ยวกับBeatieก่อนหน้านี้

เพศมีผลกระทบต่อการปลูกถ่ายอวัยวะ

18
vote

นักวิจัยชาวสวิสเซอแลนด์ พบว่าในการผ่าตัดปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ 200,000 ครั้ง โอกาสที่จะล้มเหลวเพิ่มขึ้น 8% เมื่อมีการผ่าตัดเปลี่ยนไตในผู้หญิง โดยไตที่ได้รับบริจาคนั้นมาจากผู้ชาย

นักเขียนในนิตยสารทางการแพทย์ The Lancet กล่าวว่า ในอนาคต การปลูกถ่ายอวัยวะควรทำในคนเพศเดียวกัน

แนวคิดเรื่อง “เพศ” ของผู้บริจาคเนื้อเยื่อ ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ได้รับบริจาค ไม่ใช่เรื่องใหม่

ในการปลูกถ่าย stem cell ผู้ชายที่ได้รับเซลล์มาจากผู้หญิง ก็จะมีความเสี่ยงในการปฏิเสธเนื้อเยื่อของผู้บริจาค (graft-versus-host disease)

อย่างไรก็ตาม ยังมีการถกเถียงถึงประเด็นเรื่อง เพศ ที่ส่งผลต่อการปลูกถ่ายอวัยวะ นี้อย่างหลากหลาย สามารถติดตามอ่านได้ใน BBC Health

ดื่มกาแฟลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ

23
vote

นักวิจัยจามหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของการดื่มกาแฟและ GGT ซีรัม กับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งตับ โดยนักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชาวฟินแลนด์จำนวนกว่า 60,323 คน และมีอายุระหว่าง 25 ถึง 74 ปี ไม่มีประวัติการเป็นมะเร็ง โดยทำการสำรวจตั้งแต่ปี 1972 และ ปี 2002 ถึงปี 2006

ผู้เข้ารับการทดสอบ จะต้องตอบคำถามว่าดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว โดยจะแบ่งตั้งแต่ 0-1 แก้ว, 2-3 แก้ว, 4-5 แก้ว, 6-7 แก้ว และ 8 แก้วหรือมากกว่า ซึ่งหลังจากการติดตามผลค่ามัธยฐานเป็นเวลา 19.3 ปี พบว่าผู้เข้าร่วมทดสอบเพียงแค่ 128 คน เท่านั้นที่เป็นมะเร็งตับ

นักวิจัยพบความสัมพันธ์แบบผกผัน ระหว่างปริมาณการดื่มกาแฟและโอกาสที่จะเกิดมะเร็งตับแบบปฐมภูมิ (คือมะเร็งที่ไม่ได้แพร่มาจากส่วนอื่น)โดยมีอัตราส่วนความเสี่ยงหลายตัวแปรของผู้ที่ดื่มกาแฟมากกว่า โดยมีรูปแบบของข้อมูลคือ 1.00, ถึง .66, ถึง .44, ถึัง .38, ถึง .32 ตามลำดับ ซึ่งกลไกความสัมพันธ์ดังกล่าว ยังคงสร้างปริศนาให้แก่นักวิทยาศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ นักวิจัยยังค้นพบอีกว่า ปริมาณ GGT ซีรัม จะมีความสัมพันธ์กับโอกาสในการเป็นมะเร็ง ยิ่งปริมาณ GGT สูง ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น แต่สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟ โอกาสในการเป็นมะเร็งตับจะลดลง ไม่ว่าจะมีปริมาณ GGT สูงขึ้นหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นเหตุผลในการพิสูจน์ว่า การดื่มกาแฟสามารถช่วยลดการเป็นมะเร็งตับได้จริง

ที่มา - Physorg

นาโนบาร์โคดเรืองแสง

50
vote

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ (Queensland University) ได้พัฒนาเทคโนโลยี ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานวิจัยหรืองานด้านการแพทย์ โดยเฉพาะการตรวจโรค

Krassen Dimitrov จาก Australian Institute for Bioengineering & Nanotechnology ได้ทำการพัฒนาบาร์โคดเรืองแสง (Fluorescent Barcodes) ที่มีชื่อเรียกว่า nanostring ซึ่งโดดเด่นด้านความไวและความแม่นยำ มากกว่าวิธีเดิมๆ ที่ใช้กันอยู่

ระบบ nanostring สามารถนับจำนวนของโมลกุลทางชีวภาพได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถได้ข้อมูล ที่มีความถูกต้องและแม่นยำสูง สำหรับ gene expression

ข้อมูลที่ได้จะมีข้อดีกว่าการทำ gene expression แบบอื่น เช่น การทำ microarray ที่มีความแม่นยำน้อยกว่า

ที่มา - Physorg

นักวิจัยทำแผนที่การขนส่งธาตุเหล็กของโปรตีน

45
vote

นักวิทยาศาสตร์ จากภาควิชาเคมีและชีวเคมีมหาวิทยาลัยมอนทานา สเตท (Montana State University)ได้ตีพิมพ์งานวิจัย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผู้คนที่ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับธาตุเหล็ก

งานวิจัยดังกล่าว ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Proceedings of National Academy of Science โดยเป็นผลงานร่วมกันระหว่าง Martin Lawrence และ Anoop Sendamarai ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ โปรตีน Steap3 โปรตีนตัวนี้มีความสำคัญ ในการควบคุมการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกาย

จากผลการศึกษา การทำแผนที่สามมิติของโครงสร้างอะตอม ที่มาประกอบเป็นโปรตีน Steap3 ทำให้เภสัชกรมีความหวังในการออกแบบยา ที่ใช้ควบคุมระดับของธาตุเหล็กในกระแสเลือด

ธาตุเหล็กมีความจำเป็น สำหรับการทำงานหลายอย่างในกระแสเลือด เป็นพาหนะในการบรรทุกออกซิเจน, ขนส่งอิเล็กตรอนภายในเซลล์ และเป็นกลไกสำคัญสำหรับระบบเอนไซม์ในร่างกาย

หากร่างกายขาดธาตุเหล็ก ก็จะส่งผลให้เป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งจากการประมาณการ โรคโลหิตจางส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านคนทั่วโลก และยังส่งผลกระทบไปต่อการพัฒนาร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน

ในทางกลับกัน ถ้าหากร่างกายได้รับธาตุเหล็กมากเกินไป จะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า hemochromatosis ซึ่งจะทำให้มีการปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำร้ายร่างกาย ซึ่งโรคดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 300 คน โดยเฉพาะบุคคลที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวยุโรปตอนเหนือ

ในปัจจุบัน เรายังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด ว่าทำไมบางคนถึงมีปริมาณธาตุเหล็ก มากหรือน้อยเกินไป

เพื่อที่จะให้เข้าใจถึงบทบาทของโปรตีน Steap3 นักวิจัยต้องนำตัวอย่างที่ได้มาทำให้บริสุทธิ์ และทำให้อยู่ในรูปของผลึก

โครงสร้างผลึกที่ได้ จะนำมาทำเป็นเป็นโครงร่างแผนที่ ซึ่งจากแผนที่ที่ได้ ทำให้บริษัทยา สามารถออกแบบยารักษาอาการดังกล่าวได้

ที่มา - Physorg

เล่นเกมคอมพิวเตอร์เก่งๆ มีสิทธิได้รางวัลโนเบล

54
vote

ข่าวดีสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีลูกหลานเเหลนโหลน ชอบเล่นเกม หากลูกหลานของท่าน เป็นเซียนเกมชั้นอ๋อง รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์อาจจะตกอยู่กับลูกหลานของท่านโดยไม่รู้ตัว

สำหรับผู้ที่เล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ คงจะเคยใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน ในการเล่นเกมที่โปรดปรานให้จบหมดทุกด่าน จบแบบธรรมดาไม่พอ ต้องจบแบบเก็บได้ครบทุกไอเท็ม อีกต่างหาก นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (Washington University) เล็งเห็นประโยชน์ของเหล่าบรรดาเกมเมอร์เหล่านี้ ก็เลยพัฒนาเกมที่มีส่วนช่วยในการวิจัยขึ้นมา เกมส์ดัีงกล่าวมีชื่อว่า Foldit

ก่อนที่เล่นเกมนี้แล้วได้รางวัลโนเบล ก็ต้องอธิบายหลักการในเบื้องต้นก่อน เนื่องจากในร่างกายของมนุษย์เรา ประกอบไปด้วยโปรตีน และโปรตีน ก็สามารถมีูรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่า 100,000 รูปแบบ รวมถึงมีความไวต่อปฏิกิริยาเคมีที่ไม่เหมือนกัน เรารู้รหัสพันธุกรรมบางส่วนของโปรตีน แต่เราไม่รู้ว่ามันจะโค้งงอเปลี่ยนรูปร่างซับซ้อนได้อย่างไร ซึ่งรูปร่างของโปรตีน ถือเป็นส่วนสำคัญมากในทางชีววิทยา

ถ้าหากมีคนนึกออก เคยมีโครงการอย่าง Rosetta@Home ซึ่งอาศัยคอมพิวเตอร์ของอาสาสมัครในการประมวลผล แต่ด้วยยอดสมาชิกในปัจจุบัน ที่มีประมาณ 200,000 คน ก็ยังไม่พอกับความต้องการดังกล่าว

เกม Foldit กับ โปรแกรม Rosetta ก็อาศัยรากฐานเดียวกัน แต่ในขณะที่ Rosetta@Home อาศัยเวลาว่างจากการประมวลผลมาช่วยในการคำนวณ แต่ Foldit อาศัยพลังสมองจากคนที่ว่างพอจะมาเล่นเกม ซึ่งเกมดังกล่าวไม่ต้องการอะไรมาก นอกจากความสามารถในการแก้ปัญหารูปร่าง 3 มิติเท่านั้น

ปัจจุบันนี้ มีผู้ที่เล่นเกมส์นี้้แล้วกว่า 1,000 คน และในอนาคต อาจมีการจัดแข่งขันระหว่างเกมเมอร์ กับ กลุ่มนักวิจัยที่ทำเรื่องโปรตีน โดยวางแผนไว้ว่า จะมีการจัด 2 ปี ครั้ง

สำหรับผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุด ก็จะมีการใส่ชื่อลงไปในผลงานที่ตีพิมพ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ และสำหรับผู้ที่ชนะในการออกแบบโปรตีน ทางทีมวิจัยก็อาจนำการออกแบบนั้น มาสร้างเป็นโปรตีนที่ใช้งานได้จริง ซึ่งถ้าหากสามารถนำไปแก้ปัญหาโรคระบาดที่ร้ายแรงในปัจจุบัน (เอดส์,มาลาเรีย) เหล่าเกมเมอร์ก็อาจมีสิทธิคว้ารางวัลโนเบลอีกด้วย

ดีจัง จะได้มีข้ออ้างในการเล่นเกม

ข้อมูลเพิ่มเติม

Foldit

Rosetta@Home

ที่มา - EurekAlert

ทำไมเชื้อกาฬโรคถึงร้ายแรง ?

59
vote

กาฬโรค ถือเป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เราเคยรู้จักกันมา ตลอดอารยธรรมอันยาวนานของมนุษย์ กาฬโรคได้คร่าชีวิตผู้คนรวมกันแล้วกว่า 200 ล้านคน โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่เลือกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าใครก็ตามที่ติดโรคดังกล่าว ก็สามารถล้มหายตายจากได้ทั้งสิ้น

กาฬโรค เป็นโรคระบาดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ได้สงสัยมานาน ว่าทำไมเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว ถึงได้ีมีพิษสงในการทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้รุนแรงขนาดนี้

งานวิจัยชิ้นล่าสุดของศาสตราจารย์ Brubaker จากมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) ที่ได้ัรับการตีพิมพ์ในวารสาร Microbiology ฉบับเดือนพฤษภาคม ได้อธิบายกลไก การทำให้เกิดกาฬโรคของเชื้อ Y.pestis อย่างละเอียด

Y.pestis ต้องการแคลเซียม และอุณหภูมิในร่างกายของมนุษย์ ในการเจริญเติบโต เมื่ออยู่ในสภาวะที่ขาดแคลเซียม มันก็จะสร้างกรดอะมิโนที่เชื่อ aspartic ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อมันอยู่ในร่างกายมนุษย์ จำนวนกรด aspartic ที่มันผลิตออกมา ก็จะมีมากเกินกว่าร่างกายของผู้ติดเชื้อจะรับไหว ซึ่งจะทำให้ร่างกายผู้ติดเชื้อขาดสมดุลย์ของกรดอะมิโน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

ที่มา - EurekAlert

ไบโอพอลิเมอร์ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นประสาท

31
vote

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย เจอร์เจียเทค (Georgia Tech) ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย เอ็มเมอรี ( Emory University) ได้เสนอผลงานวิจัย ที่ให้ความหวังในการฟื้นฟูเซลล์ประสาท (Neuron) ที่เสียหาย

โดยปกติ หากเกิดความเสียหายบริเวณสมองหรือไขสันหลัง เราจะไม่สามารถมีวิธีการใดๆ ในการฟื้นฟูเซลล์ประสาทของเดิม เนื่องจากระบบประสาทส่วนกลาง มีความสามารถต่ำในการสร้างใหม่ หรือรักษาตัวเอง

วิธีการที่นักวิจัยใช้ในการทดลอง ก็คือ ใช้ ไบโอพอลิเมอร์ (Biopolymer) ที่สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งมีหมู่ทางเคมีเลียนแบบตัวส่งสัญญาณของเซลล์ประสาท เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท โดยสามารถทำการทวนสัญญาณ, ขยายสัญญาณ, มอดูเลทสัญญาณ ที่ส่งระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกันเอง หรือระหว่างเซลล์ประสาทกับเซลล์ชนิดอื่นๆ ได้

ที่มา - EurekAlert

Syndicate content