Medical

กระดูกเทียมรุ่นใหม่ ฉีดเข้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

38
vote

เทคโนโลยีอวัยวะทดแทนกำลังเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการรักษาในยุคต่อๆ ไป กระเด็นหนึ่งที่เราเจอบ่อยๆ คือเรื่องของกระดูกเทียมที่ใช้รักษาผู้ที่กระดูกแตกหักหรือมีปัญหาอื่นๆ ปัญหาคือการใส่กระดูกเทียมเข้าสู่ร่างกายนั้นต้องผ่าตัดค่อนข้างยุ่งยาก แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องผ่าตัดเพื่อใส่กระดูกเทียมอีกต่อไป

เทคโนโลยีใหม่นี้เป็นการพัฒนาวัสดุที่มีความเหลวพอที่จะฉีดผ่านเข็มฉีดยาเข้าไปในร่างกายได้ และยังสามารถแข็งตัวได้โดยมีความทนทานเพียงพอ ตลอดจนไม่ก่อให้เกิดความร้อนระหว่างการแข็งตัว ทำให้แพทย์สามารถฉีดเข้าไปเพื่อซ่อมแซมกระดูกได้

งานวิจัยนี้มาจากมหาวิทยาลัย Nottingham และมีบริษัทที่แยกตัวออกมาเตรียมทำตลาดวัสดุใหม่นี้แล้ว และน่าจะได้รับการรับรองให้ใช้งานในสหรัฐฯ ภายใน 18 เดือนข้างหน้า

ที่มา - Cosmos Online

มาช่วยกันสร้างเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบโอเพนซอร์ส

42
vote

ฮาร์ดแวร์ที่เป็นโอเพนซอร์สกำลังเริ่มเป็นที่รู้จัก แต่ส่วนมากจะจำกัดอยู่ในวงการวิศวกรรม (ข่าวเก่าโดยคุณ mk ที่ Blognone: มารู้จัก “ฮาร์ดแวร์โอเพนซอร์ส” กันเถอะ) วันนี้ทางฝั่งการแพทย์ก็มีฮาร์ดแวร์โอเพนซอร์สเหมือนกันครับ

ดร. Ivor Kovic ซึ่งเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินที่โครเอเชีย ได้เปิดเผยเว็บไซต์สำหรับร่วมมือกันพัฒนาเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG - Electrocardiogram) แบบโอเพนซอร์ส โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะสร้างทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์สำหรับอ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และทำให้ประเทศที่ยากจนสามารถผลิตเครื่องดังกล่าวได้โดยไม่ต้องอาศัยเงินมากนัก

ตอนนี้ที่เว็บไซต์ของโครงการยังมีอะไรไม่มากนัก มีแนวทางการสร้าง EKG แบบคร่าวๆ และความรู้พื้นฐานทั้งด้านการแพทย์และอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง

ใครสนใจก็มาช่วยกันนะครับ

นักวิจัยออสเตรเลียเตรียมผลิตดวงตาเทียมให้ได้ในสี่ปี

37
vote

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย (University of Melbourne, University of New South Wales, Bionic Ear Institute, Centre for Eye Research Australia และ Victoria Research Laboratory of NICTA) ได้รวมตัวกันในนาม Bionic Vision Australia เพื่อเตรียมผลิตจอประสาทตาเทียมให้ได้ภายในปีค.ศ. 2012

ดวงตาเทียมดังกล่าวจะมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติขึ้นกับเซลล์รับแสงของจอประสาทตา (Retina) เช่นโรคจอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) ถึงแม้ว่าชิพสำหรับรับแสงจะทำงานได้ดีไม่เท่ากับเซลล์จริงๆ แต่ทีมวิจัยก็หวังว่าจะทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเอง, สามารถมองเห็นวัตถุขนาดใหญ่ๆ อ่านหนังสือและมองหน้าคนอื่นได้บ้าง โดยจะมองเห็นเป็นจุดใหญ่ๆ ต่อกันเป็นรังผึ้ง (ลองดูตัวอย่างภาพได้จากวิดีโอครับ)

ความจริงแล้วเรื่องความคิดที่จะผลิตจอประสาทตาเทียมนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือสหรัฐ ก็มีงานวิจัยออกมาอยู่บ้าง

อ่านแล้วนึกถึงเมื่อเร็วๆ นี้มีศิลปินคนหนึ่งต้องการให้หมอใส่เว็บแคมแทนที่ดวงตาข้างที่บอด ไม่รู้ว่าถ้าเธอมาอ่านข่าวนี้แล้วจะเปลี่ยนใจหรือเปล่านะครับ

เครื่องกระตุ้นหัวใจอาจใช้พลังงานจากหัวใจเอง

67
vote

จากข่าวเก่าที่มีหลายคนสงสัยเรื่องแหล่งพลังงานสำหรับหัวใจเทียม วันนี้มีการเปิดตัวแหล่งพลังงานที่เกิดจากการทำงานของหัวใจเองแล้วครับ

บริษัท Zarlink Semiconductor จากสหราชอาณาจักร เปิดเผยในงานประชุมประจำปีของ American Heart Association เกี่ยวกับเครื่องกระตุ้นหัวใจที่ใช้พลังงานจากหัวใจเอง (Self-Energizing Implantable Medical Microsystem - SIMM) โดยเครื่องดังกล่าวจะทำงานโดยอาศัยบอลลูนที่อยู่ภายในห้องหัวใจในการรับแรงที่เกิดขึ้นจากการบีบตัวของหัวใจเพื่อกำเนิดไฟฟ้า และใช้ในการกระตุ้นหัวใจต่อไป

จากการวิจัยทางคลินิก พบว่าในสถานการณ์ที่หัวใจเต้นในอัตราปกติ (80 ครั้งต่อนาที) เครื่องสามารถกำเนิดพลังงานได้ 4.3 ไมโครจูล ต่อการบีบตัวของหัวใจในแต่ละครั้ง และหากหัวใจเต้นเร็วขึ้นในช่วง 100-130 ครั้งต่อนาทีก็จะทำให้เกิดพลังงานมากขึ้นอีก 40% และไม่พบผลกระทบร้ายแรงต่อหัวใจ (แต่ผมคิดเองว่า้ถ้าเร็วกว่านี้คงไม่ไหวแล้ว — ผู้ป่วยคงรู้สีกใจสั่น เป็นลมซะก่อน)

เมื่อยาที่คุณกินไปกลายเป็นหุ่นยนต์

64
vote

ปัญหาหลักของการกินยาในทุกวันนี้คือการจ่ายยานั้นไม่สม่ำเสมอ เช่นเวลาที่เรากินยาเข้าไปใหม่ๆ ยาจะเพิ่มปริมาณในร่างกายของเราสูงมาก และลดลงต่ำกว่าที่เราต้องการอยู่ระยะหนึ่งจนกว่าเราจะกินเข้าไปใหม่

ก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามหลากหลายที่จะสร้างยาที่ค่อยๆ ปล่อยตัวยาเข้าสู่ร่างกายของเราอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยสารแบบใหม่ๆ มาหุ้มตัวยาไว้ให้สลายตัวช้าๆ แต่บริษัท Philips จากประเทศเนเธอร์แลนด์ได้เสนอแนวทางใหม่ด้วยการกลืน “หุ่นยนต์” จ่ายยาเ้ข้าไปโดยตรง ในชื่อว่า “iPill”

ในเบื้องต้น iPill ถูกสร้างขึ้นมาเ้พื่อควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ตัวหุ่นยนต์มีเซ็นเซอร์วัดความเป็นกรดทำให้จ่ายยาได้ถูกต้องตลอดเวลา และยังสามารถรายงานสภาวะในกระเพาะออกมายังคอมพิวเตอร์ข้างนอกได้อีกด้วย

iPill ยังอยู่ในขั้นตอนต้นแบบเท่านั้น แต่ทาง Philips ก็ระบุว่าสามารถเริ่มได้แล้ว

ที่มา - Reuters

การใช้หูฟังอาจจะทำให้เครื่องกระตุ้นหัวใจทำงานผิดพลาด

48
vote

เรารู้กันดีว่าเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) มักจะทำงานผิดพลาดหากโดนสนามแม่เหล็กแรงสูง อย่างไรก็ดียังไม่ค่อยมีรายงานความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากสนามแม่เหล็กเล็กๆ เช่นหูฟัง

ทีมนักวิจัยจาก Beth Israel Deaconess Medical Center แห่งบอสตัน (เครือ Harvard อีกแล้ว) ทำการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 60 คนที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (ผู้ป่วยได้รับการดูแลอยู่ตลอดเผื่อเกิดความผิดพลาด) และให้ผู้ป่วยเข้าใกล้หูฟังชนิดต่างๆ รวมถึง iPod ด้วย หลังจากนั้นจะวัดความผิดปกติของเครื่องกระตุ้นหัวใจที่เกิดขึ้น

ผลปรากฎว่าไม่เกิดความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากเครื่องเล่น MP3 (iPod) แต่เมื่อถูกรบกวนโดยหูฟัง (Sony MDR-Q22LP, Philips SBC HS430, JVC HA-F130A) เครื่องกลับทำงานผิดพลาด 14 ครั้ง (23%) อย่างไรก็ดีหากเอาหูฟังไว้ห่างจากผิวหนังมากกว่า 3 ซม. จะไม่พบการรบกวนใดๆ ผู้วิจัยสรุปว่าผู้ที่ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ ไม่ควรเอาหูฟังเข้าใกล้เครื่องในระยะ 3 ซม.

ถึงแม้ว่าการวิจัยนี้จะเป็นเพียงการวิจัยเบื้องต้นที่มีกลุ่มตัวอย่างน้อย และไม่ได้เป็นการวิจัยเชิงเปรียบเทียบ แต่ก็น่าสนใจเหมือนกันใช่ไหมครับ?

ที่มา: Circulation

การรับประทานวิตามินบี หรือกรดโฟลิคเสริมไม่ได้ช่วยลดมะเร็ง

44
vote

นักวิจัยจาก Brigham and Women’s Hospital สหรัฐอเมริกา (เครือเดียวกับ Harvard) ทำการศึกษาติดตามผู้หญิงที่ทำงานด้านการแพทย์จำนวน 5,442 คนที่มีอายุตั้งแต่ 42 ปีขึ้นไป เป็นเวลากว่า 7 ปี โดยแบ่งสุ่มเป็นสองกลุ่ม คือให้อาหารเสริมที่ประกอบด้วย กรดโฟลิค (2.5 mg), วิตามินบี 6 (50 mg) และ วิตามินบี 12 (1 mg) หรืออาหารเสริมที่เป็นยาหลอก และดูผลที่เกิดขึ้นคือจำนวนของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม หรือมะเร็งเต้านม

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมดังกล่าว มีอัตราการเกิดมะเร็งระยะลุกลามไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้อาหารเสริมที่เป็นยาหลอก (Hazard Ratio 0.75, 95%CI 0.79-1.18, p=0.75) และในด้านมะเร็งเต้านม ก็ไม่พบว่าแตกต่างกันระหว่างสองกลุ่มเหมือนกัน (HR 0.83, 95%CI 0.60-1.14, p=0.24)

ผู้วิจัยได้สรุปผลว่า การรับประทานอาหารเสริมดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราการเกิดมะเร็ง ในยุคที่อาหารเสริมกำลังเฟื่องฟู

ถึงแม้จะเป็นงานวิจัยจากต่างประเทศ ซึ่งอาจแตกต่างจากคนในเอเชียก็ตาม ผมคิดว่าก็น่าจะเป็นเหตุผลที่เราน่าจะเลิกคิดว่ากินวิตามินเสริมด้วยเหตุผลแบบนี้ได้แล้ว.. แต่ถ้าคิดว่ากินเพื่อเป็นยารักษาด้านจิตใจ ก็แล้วแต่ครับ

ที่มา: Journal of American Medical Association via Reuters

นักวิทยาศาสตร์เข้าใกล้จุดกำเนิด HIV ไปอีกขั้น

81
vote

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากในการต่อสู้กับไวรัสเช่น HIV นั้นคือความรู้เกี่ยวกับแนวทางการวิวัฒนาการของไวรัสเอง ซึ่งมีวิวัฒนาการที่เร็วมากเมื่อเทียบกับสัตว์ใหญ่ๆ แต่รายงานล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันต้นกำเนิดของ HIV เมื่อ 50 ปีก่อนและยังทำนายถึงต้นตอของ HIV ว่าต้นกำเนิดแรกนั้นเริ่มเกิดขึ้นมาในช่วงปี 1900 ต้นๆ

การค้นพบครั้งนี้คือการพบเชื้อ DRC60 ที่พบในประเทศคองโก แล้วพบว่ามีความใกล้เคียงกับเชื้อ ZR59 ซึ่งเป็นเชื้อตัวแรกๆ ที่ถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ได้ตั้งแต่ปี 1984 โดย DRC60 นั้นถูกเก็บรักษาไว้ในตัวอย่างตั้งแต่ช่วงปี 1960

เชื้อทั้งสองตัวมีส่วนเหมือนกันของจีโนมอยู่ร้อยละ 88 ด้วยการคำนวณทางสถิติพบว่าไวรัสตัวแรกน่าจะกำเนิดขึ้นราวปี 1902 ถึง 1921

ในรายงานระบุว่าหากมีการศึกษาตัวอย่างที่ถูกเก็บเอาไว้เพิ่มเติมต่อไป ความแม่นยำและปริมาณข้อมูลเกี่ยวกับต้นตอของเชื้อ HIV ก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้

ที่มา - ArsTechnica

แพทย์สหรัฐฯ ต่อมือเด็กอายุหกขวบสำเร็จ

84
vote

อุบัติเหตุน่าหวาดเสียวเกิดขึ้นเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเมื่อเด็กหญิง Erica Rix อายุหกขวบได้นั่งรถไปกับแม่ของเธอโดยที่กำลังเล่นเชือกสำหรับกระโดด แล้วพลาดทำเชือกหลุดออกนอกหน้าต่าง เชือกนั้นรัดเอาข้อมือของสาวน้อยจนมือขาดออกมา

คนขับรถอีกคันหนึ่งได้หยุดลงมาให้ความช่วยเหลือโดยการนำเข็มขัดมารัดข้อมือของ Erica เอาไว้ แล้วนำส่งโรงพยาบาลสแตนฟอร์ด ทีมแพทย์ได้ใช้เวลาสิบชั่วโมงในการผ่าตัดเพื่อต่อมือกลับคืนมา

Erica ยังไม่สามารถรับรู้และสั่งการมือของเธอที่เพิ่งต่อกลับมาได้ โดยแพทย์คาดว่าต้องมีการผ่าตัดเพิ่มเติมและทำกายภาพบำบัดต่อไป

ถ้ามีเด็กนั่งในรถก็อย่าลืมปิดหน้าต่างกันนะครับ

ที่มา - NBC

คลื่นโทรศัพท์อาจจะมีผลต่อความแข็งแรงของสเปิร์ม

82
vote

มีรายงานถึงการทดลองนำน้ำอสุจิของชาย 32 คนมาทดสอบให้อยู่ใกล้กับโทรศัพท์ในย่าน 850 เมกกะเฮิร์ตที่ระยะห่าง 2.5 เซ็นติเมตร เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วพบว่าปริมาณสาร Anti-Oxidant ในน้ำอสุจิเหล่านั้นมีปริมาณลดลง

การทดลองนี้ยังไม่เป็นการยืนยันว่าการใส่โทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกงจะลดโอกาสการมีบุตรหรือไม่ โดยผลการทดลองนี้เป็นเพียงขั้นเริ่มต้น และยังต้องการการพิสูจน์ในอีกหลายๆ แง่

งานวิจัยนี้ทำโดยศูนยการแพทย์เพื่อการมีบุตรแห่ง Caveland Clinic โดยมีผู้นำทีมวิจัยคือ Ashok Agarwal และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility

ว่าแต่ตระกูล Agarwal นี่ดังไปทุกวงการจริงๆ แฮะ

ที่มา - UPI

Syndicate content