Material Science

เส้นใยแบตเตอรี่ใช้ถักเป็นเสื้อผ้าได้

ทีมวิจัยที่นำโดย Maksim Skorobogatiy แห่ง Polytechnic School of Montreal ในแคนาดา ประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์แบตเตอรี่แบบใหม่ที่ยืดหยุ่นพอจะทำเป็นเส้นใยเอามาถักทอเสื้อผ้าได้เลย

แบตเตอรี่เส้นใยสังเคราะห์นี้มีลักษณะเนื้อผิวคล้ายหนังเทียม ประกอบด้วยขั้วแคโธดที่ทำจาก lithium iron phosphate cathode และขั้วแอโนดที่ทำจาก lithium titanate ประกบกัน ตรงกลางแทรกด้วยอิเล็กโทรไลต์ polyethylene oxide (PEO) ส่วนประกอบทั้งหมดเป็นเทอร์โมพลาสติกซึ่งสามารถขึ้นรูปและยืดได้ด้วยการให้ความร้อน

เมื่อยืดแบตเตอรี่จนเป็นเส้นด้ายยาวๆ และเอามาถักเป็นเสื้อผ้า ก็จะได้เสื้อแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องใช้ของเหลวเป็นอิเล็กโทรไลต์ตัวแรกของโลก

จากการทดสอบเบื้องต้น นักวิจัยได้เอาแบตเตอรี่มาถักต่อกันเป็นวงจร ก็พบว่ามันสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้ามากพอที่จะให้หลอด LED ส่องสว่างได้

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Journal of the Electrochemical Society, DOI: 10.1149/2.020204jes

ที่มา - New Scientist

วัสดุที่เบาที่สุดในโลกตัวใหม่

ก่อนหน้านี้ Aerogel คือวัสดุที่ได้ชื่อว่าเบาที่สุดในโลก มันมีความหนาแน่นเพียง 1 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร แค่จับเขย่าๆ มันก็ลอยจนแทบจะเป็นควันแล้ว (นั่นคือที่มาของชื่อเล่นว่า Frozen smoke) แต่ล่าสุด นักวิจัยสหรัฐอเมริกา Tobias Schaedler แห่ง HRL Laboratories และเพื่อนร่วมทีมจาก California Institute of Technology และ University of California at Irvine ได้สังเคราะห์โครงสร้างวัสดุใหม่ขึ้นมาที่เบายิ่งกว่า Aerogel เสียอีก

โครงสร้างของวัสดุที่เบาที่สุดในโลกตัวใหม่นี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า "Metallic microlattice" การสังเคราะห์นั้นอาจจะฟังดูยุ่งยากสักหน่อย เพราะต้องเริ่มตั้งแต่การยิงลำแสง UV เข้าไปยัง photopolymer (โพลีเมอร์ที่จะเปลี่ยนคุณสมบัติเมื่อถูกแสง) เพื่อขึ้นโครงแบบโครงร่างผลึกสามมิติ (lattice) จากนั้นก็เคลือบโครงร่างผลึกนั้นด้วยโลหะอัลลอยของนิกเกิลกับฟอสฟอรัส ขั้นสุดท้ายก็ใช้สารละลายชะล้าง photopolymer ออกให้เกลี้ยง ทิ้งไว้ให้เหลือแต่ท่อของโลหะอัลลอยกลวงๆ ที่ต่อกันเป็นโครงร่างผลึก

เมื่อเสร็จสิ้นทุกขั้นตอนแล้ว จะได้ความกว้างของท่อโลหะอัลลอยในโครงร่างผลึก 100-500 ไมครอน (หรือประมาณเส้นผมคน 1-5 เส้น) และตัวท่อมีความหนาของเนื้ออัลลอยเพียง 100-500 นาโนเมตร ปริมาตร 99.99% ของมันจึงเป็นช่องว่างโล่งๆ ทำให้มันมีความหนาแน่นเพียง 0.9 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น เบากว่าแผ่นโฟมที่มีขนาดเท่ากันถึง 200 เท่า

ผ้าคลุมล่องหนอันแรกที่ครอบคลุมแสงที่มนุษย์มองเห็นได้อย่างแท้จริง

เทคโนโลยีการทำวัสดุผ้าคลุมล่องหนหรือที่เรียกว่า "Metamaterials" ได้รับการพัฒนามาตลอดในช่วงนี้ แต่ว่า metamaterials ส่วนใหญ่ก็ทำได้แค่เพียงล่องหนในแสงอินฟราเรด หรืออันที่ใกล้เคียงความจริงขึ้นมาหน่อยก็ล่องหนได้ในช่วงสเปคตรัมของแสงที่มนุษย์มองเห็น (visible light) แต่จำกัดเฉพาะว่าต้องเป็นแสงโพลาไรซ์หรือไม่ก็ต้องส่องมาในมุมเฉพาะเท่านั้น

ทีมวิจัยที่นำโดย Majid Gharghi แห่ง University of California, Berkeley ได้สร้าง metamaterial ด้วยวิธีใหม่ที่สามารถล่องหนวัตถุได้ในทุกช่วงสเปคตรัมของแสงที่มองเห็นได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นแสงโพลาไรซ์

ผ้าคลุมล่องหนของ Majid Gharghi ทำจากแผ่นของซิลิกอนไนไตรด์เคลือบอยู่บนซิลิกอนออกไซด์ บนพื้นผิวจะมีลักษณะเป็นหลุมขนาดเล็กๆ ในระดับนาโนเมตรอยู่มากมาย หลุมเหล่านี้ถูกจัดวางในลักษณะที่จะทำให้แสงที่ตกกระทบหักเหไปจนเสมือนกับว่าแสงวิ่งผ่านไปเฉยๆ โดยไม่กระทบอะไรเลย ทำให้วัตถุอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหลังแผ่นซิลิกอนไนไตรด์ "ล่องหน" เพราะไม่มีแสงสะท้อนวิ่งเข้าตาผู้สังเกต

แม้ว่าจะเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในสาขาวัสดุศาสตร์ แต่เราก็ไม่มีทางได้เห็นผ้าคลุมล่องหนนี้ในหนัง Harry Potter ภาคต่อไปแน่ๆ เพราะผ้าคลุมที่ Majid Gharghi สร้างขึ้นมาสามารถบังวัตถุที่มีขนาดเพียง 6,000 x 300 นาโนเมตรเท่านั้น (ประมาณขนาดเม็ดเลือดแดง) ซึ่งกว่าจะได้ขนาดเท่านี้ก็ยากเย็นแล้ว ผ้าคลุมล่องหนที่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ เคยสร้างกันมาก็ไม่ได้บังของใหญ่โตกว่านี้สักเท่าไร แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเทคนิคที่ Majid Gharghi ใช้จะสามารถนำไปประยุกต์สร้างผ้าคลุมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ (คงพอบังเม็ดเลือดขาวมั้ง?)

นอกจากนี้ผ้าคลุมของ Majid Gharghi ยังใช้งานได้เพียงสองมิติเท่านั้น หมายความว่าต้องเป็นแสงที่อยู่ในระนาบ จึงจะล่องหน ถ้าดูในแง่นี้ก็ต้องถือว่าผลงานของ Majid Gharghi กลายเป็นการถดถอยเข้าคลอง จากที่คนอื่นทำได้สามมิติแล้ว ของใหม่ดันลดเหลือสองมิติซะได้

ที่มา - Live Science, Science News

แบตเตอรี่โปร่งใส

จนถึงวันนี้ ชิ้นส่วนสำคัญที่เป็นอุปสรรคในการสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้โปร่งใส คือแบตเตอรี่ เพราะถ้าเอาแบตเตอรี่ Li-ion หรือ Li polymer แบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มาทำเป็นแผ่นให้บางจนใส มันก็จะไม่สามารถเก็บประจุได้มากพอใช้งาน

ทีมวิจัยที่นำโดย Yi Cui แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จึงออกแบบโครงสร้างแบตเตอรี่ Li-ion ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สร้างแบตเตอรี่โปร่งใสที่ใช้งานได้จริง

เทคนิคที่ Yi Cui คือการทำร่องตามยาวขนาดเล็กบนแผ่นพลาสติกใสที่เอามาทำเป็นแกนแบตเตอรี่ ร่องขนาดนี้มีความกว้างเพียง 35 ไมครอนซึ่งเล็กเกินกว่าที่ตามนุษย์จะมองเห็นได้ (รายละเอียดเล็กที่สุดที่ตาเราแยกแยะออก คือ 50-100 ไมครอน) จากนั้นก็เติม lithium titanate เหลว (ขั้วลบ) และ lithium manganese oxide เหลว (ขั้วบวก) ให้เต็มร่อง กระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านระหว่างร่องขั้วลบและขั้วบวกไหลไปจนถึงแผ่นฟิล์มทองคำซึ่งทำหน้าที่เป็นขั้วเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า

ตามการคาดการณ์ แบตเตอรี่แบบใหม่นี้สามารถทำให้โปร่งใสได้ถึง 50-80% โดยที่ยังเก็บประจุไฟฟ้าได้ประมาณครึ่งหนึ่งของแบตเตอรี่ก้อนทึบๆ ที่มีขนาดเท่ากัน

ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นโทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก, หรือแม้แต่ iPad โปร่งแสงออกมาวางขายก็ได้

ที่มา - InnovationNewsDaily, New Scientist

บิกินีจากเครื่องพิมพ์สามมิติ

Continuum และ Shapeways ได้ร่วมมือกันเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ "N-12 bikini" ชุดบิกินีนี้มีความพิเศษอยู่ตรงที่มันพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์สามมิติกันเลยทีเดียว โดยชื่อ N-12 ก็มาจากคำว่า Nylon 12 ซึ่งเป็นชื่อของเส้นใยไนลอนที่ Shapeways ใช้ในการถักพิมพ์

กระบวนการพิมพ์ N-12 ใช้เทคโนโลยี SLS 3D printing process ของ Shapeways ในการจัดพิมพ์ให้เข้ารูปทรงสัดส่วนตามที่ลูกค้าระบุ เส้นใย Nylon 12 มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากจนทาง Continuum โม้ไว้ว่าแม้จะทอให้มีความหนาเพียง 0.7 มม. ก็ยังสามารถแบกรับน้ำหนักของส่วนที่ต้องทำตามหน้าที่ได้สบาย

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ Continuum สนนราคาท่อนบนอยู่ที่ 250-300 เหรียญสหรัฐฯ (~ 7,600-9,200 บาท) ส่วนท่อนล่างมีให้เลือกสองแบบราคา 200 เหรียญสหรัฐฯ (~6,100 บาท) กับ 350 เหรียญสหรัฐฯ (~10,700 บาท)

เสียดาย...ผมยังหาโปรโมชันซื้อชุดแถมคนใส่ไม่เจอแฮะ

ที่มา - Innovation News Daily, Continuum

กระดาษกราฟีนแข็งแกร่งกว่าเหล็ก

ทีมนักวิจัยที่นำโดย Ali Reza Ranjbartoreh แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (University of Technology Sydney) รายงานความสำเร็จในการผลิตแผ่นกราฟีนที่มีความหนาเท่ากระดาษจากกราไฟท์ลงในวารสาร Journal of Applied Physics

ขั้นตอนการผลิตทำโดยการนำกราไฟต์มาผ่านกระบวนการทางเคมีและการจัดระเบียบโครงสร้างในระดับนาโน ผลผลิตที่ได้เป็นแผ่นกราฟีนที่ซ้อนทับกันอย่างมีระเบียบ แม้จะมีความหนาเพียงแผ่นกระดาษ แต่มีความสามารถในการนำไฟฟ้าและความร้อนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังแข็งกว่าเหล็กที่มีความหนาเท่ากันถึง 2 เท่า, มีความแข็งแรงต่อแรงดึงสูงสุด (tensile strength) มากกว่าเหล็กถึง 10 เท่า, ความแข็งแกร่งต่อแรงบิดงอ (bending rigidity) มากกว่าเหล็กถึง 13 เท่า และเบากว่าถึง 6 เท่า

Ali Reza Ranjbartoreh ยังกล่าวอีกด้วยว่าขั้นตอนการผลิดแผ่นกระดาษกราฟีนที่เขาพัฒนาขึ้นมาไม่ได้ยุ่งยากนักและไม่ได้มีต้นทุนสูงเกินกว่าการลงทุน สามารถปรับปรุงต่อยอดไปเป็นการผลิตในระดับโรงงานได้ทันที แผ่นกระดาษกราฟีนก็เป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ....เรียกว่าประเสริฐสุดยอดไร้เทียมทานไปเลย ว่างั้น

ถ้าออกมาสู่ตลาดเชิงพาณิชย์เมื่อไร แผ่นกราฟีนจะปฏิวัติอุตสาหกรรมในหลายวงการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินและยานพาหนะ....

...และอีกวงการที่ผมนึกออก คือ เมื่อรวมกับข่าวที่แล้ว วงการอุตสาหกรรม "แผ่นแม่เหล็กติดตู้เย็น" จะต้องเปลี่ยนโฉมหน้าไปตลอดกาล :D

ที่มา - UTS News Room

ทำพลาสติกจากขนนก

ส่วนประกอบที่ของขนนก คือ เคราติน ซึ่งเป็นสารโครงสร้างที่ให้ความแข็งแรงอยู่แล้ว ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงพยายามหาทางเอาขนนกมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทำอะไรอื่นๆ นอกจากการเอาไปถมที่หรือโยนทิ้งให้เสียของเปล่าๆ เอาแค่ที่สหรัฐอเมริกาที่เดียว ในแต่ละปีมีขยะที่เป็นกองขนนกมากกว่า 1.3 พันล้านกิโลกรัม (3 พันล้านปอนด์) แล้ว

ความพยายามก่อนหน้านี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไร วัสดุที่ได้จากขนนกไม่มีความแข็งแรงมากพอ กันน้ำก็ไม่ได้ แต่ผลงานใหม่ล่าสุดจากทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเนบราสก้า-ลินคอล์น ได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่สร้างโอกาสให้เอาขนนกไปทำพลาสติกในเชิงพาณิชย์ได้

พลาสติกขนนกนี้ทำจากขนไก่และขนไก่งวงที่ถูกบดจนละเอียด จากนั้นก็เอาไปผ่านกระบวนการ polymerization (กระบวนการที่ทำให้โมเลกุลเดี่ยวๆ มาต่อกันเป็นโครงสร้างโพลีเมอร์สายยาว) พลาสติกที่ได้เป็นพลาสติกประเภทเดียวกับพลาสติกที่ทำจากแป้งและถั่วเหลือง แต่ว่าแข็งแรงกว่าและกันน้ำได้มากกว่า นอกจากนี้มันยังเป็นพลาสติกประเภทเทอร์โมพลาสติกซึ่งสามารถหลอมแล้วนำไปขึ้นรูปใหม่ได้หลายๆ ครั้งอีกด้วย

พลาสติกขนนกสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เพราะขั้นตอนการผลิตไม่ได้พึ่งปิโตรเลียมเป็นวัตถุดิบ แถมมันยังย่อยสลายทางชีวภาพได้ดีกว่าพลาสติกที่ทำจากปิโตรเลียมทั่วไปอีกด้วย

อ้อ แล้วก็ไม่ต้องกลัวเรื่องไข้หวัดนกนะครับ เพราะในตอนแรก ขนนกทั้งหมดจะต้องผ่านการหลอมที่อุณหภูมิสูงอยู่แล้ว เชื้อโรคอะไรต่อมิอะไรก็ต้องตายเหี้ยนแน่นอน (ห่วงก็แต่ถ้าเกิดพลาสติกขนนกเป็นที่นิยมขึ้นมา เราอาจจะมีนกไม่พอให้ถอนขน)

ที่มา - PhysOrg

แบตเตอรี่ซ่อมตัวเองได้

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เราใช้กันอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกวันนี้เสื่อมเร็วแค่ไหน ทุกคนคงรู้กันดี ระหว่างรอเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเซลล์เชื้อเพลิง เบต้าเซลล์ ฯลฯ นักวิจัยก็พยายามคิดหาวิธีต่างๆ มาเพิ่มอายุขัยของแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นานที่สุด

ในการประชุมของ American Association for the Advancement of Science (AAAS) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2011 ที่ผ่านมา (แปลกจัง...คิดยังไงประชุมกันวันอาทิตย์) Scott White แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ได้รายงานเทคโนโลยีใหม่ในการสร้างแบตเตอรี่ที่ "ซ่อมตัวเองได้"

จะอธิบายว่าแบตเตอรี่ซ่อมตัวเองได้อย่างไร ต้องทราบกันก่อนว่าความเสื่อมที่ทำให้แบตเตอรี่ของเราหมดอายุอยู่ที่ตรงส่วนไหนบ้าง จุดหลักๆ เลยก็ได้แก่

  1. ขั้วแอโนด (anode) หรือขั้วลบของแบตเตอรี่ ในแต่ละรอบของการชาร์จและใช้งาน ขั้วแอโนดของแบตเตอรี่จะมีการบวมและหดๆ วนไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เกิดรอยแตกบนขั้วแบตเตอรี่ เมื่อรอยแตกร้าวรานเกินกว่าที่กระแสไฟฟ้าจะปรองดองก้าวข้ามความแตกแยกไปได้ วงจรก็จะขาดในที่สุด

  2. การลัดวงจร การเสื่อมที่ทำให้เกิดการลัดวงจรไม่ใช่เรื่องที่พบได้ทั่วไปเหมือนการเสื่อมสภาพของขั้วแอโนด แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาก็อาจจะเป็นอันตรายจนถึงขั้นระเบิดได้ (เหมือนกับ "กรณีเรียกแบตเตอรี่คืนทั่วโลก" ที่เป็นข่าวใหญ่โตเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว อ่านความยิ่งใหญ่ของมหากาพย์เรื่องนี้ได้จากข่าวที่ Blognone)

วิธีที่ Scott White รายงาน คือ การใส่เม็ดพลาสติกขนาดเล็ก (microsphere) ที่ทำมาเป็นพิเศษเข้าไปในขั้นตอนการผลิต เม็ดพลาสติกแบบแรกจะฝังอยู่ในชั้นแกรไฟต์ของขั้วแอโนด เมื่อเกิดรอยแยกขึ้น ชั้นเคลือบพลาสติกจะแตกออก โลหะอัลลอยเหลว indium gallium arsenide ก็จะไหลออกมาเติมเต็มช่องว่างให้ปิดสนิทเหมือนเดิม นี่คือการบรรเทาปัญหาการเสื่อมสภาพของขั้วแอโนด

ส่วนทางปัญหาเรื่องการลัดวงจร ก็ใช้วิธีคล้ายๆ กันกับแบบแรก แต่ว่าใช้เม็ดพลาสติกที่ทำจากโพลีเอธีลีน (polyethylene) ฝังไว้ในขั้วและวงจรภายในตัวแบตเตอรี่ เมื่ออุณหภูมิสูงเกินกว่า 105 องศาเซลเซียส โพลีเอธีลีนจะละลายเคลือบวงจรเอาไว้ ไม่ให้กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านได้อีกเพื่อป้องกันไม่ได้เกิดความร้อนสะสมจนระเบิด เปรียบได้เหมือนเซฟทีคัทตัดไฟขณะเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในบ้านนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอเน้นตรงนี้ว่าเทคโนโลยีพวกนี้เป็นเพียงของแก้ขัดให้เราใช้ไปอีกสักสิบกว่าปีข้างหน้าเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมหยุดอยู่แค่ตรงนี้แน่ๆ สักวันหนึ่งเราจะต้องมีเทคโนโลยีแหล่งกักเก็บพลังงานแบบใหม่ที่เก็บพลังงานได้มากกว่า คงทนกว่า สะดวกกว่ามาแทนที่... ไม่ช้าก็เร็ว

ที่มา - Science News

นักวิจัยสร้าง "แอโรเจล" ชนิดใหม่ที่เบาที่สุดในโลก

"แอโรเจล" (aerogel) เป็นวัสดุชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับ "เจล" แต่เปลี่ยนจาก "ของเหลวในอากาศ" มาเป็น "ของแข็งในอากาศ"

บางที่เรียกมันว่า "ควันแช่แข็ง" ด้วยลักษณะของเนื้อวัสดุที่โปร่งใสเกือบทั้งหมด โดยมากมักใช้ธาตุจำพวกซิลิกา หรือเมทัลออกไซด์เป็นส่วนประกอบในฝั่งของแข็ง

ล่าสุดนักวิจัยสามารถสร้างแอโรเจลชนิดใหม่ชื่อ “multiwalled carbon nanotube (MCNT) aerogel” ได้แล้ว ความโดดเด่นของมันคือมีความหนาแน่นเพียง 4 มก./ลบ.ซม. ทำให้มันเป็นของแข็งที่เบาที่สุดในโลก สามารถวางตั้งไว้ได้โดยไม่ล้ม

ภาพดูได้จากลิงก์ที่มากันเองครับ

ที่มา - Gizmag

ยางคาร์บอนนาโนสุดอึด

ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่นำโดย Ming Xu แห่ง National Institute of Advanced Industrial Science and Technology ของประเทศญี่ปุ่น ได้เอาคาร์บอนนาโนทิวบ์ (carbon nanotube) มาสร้างเป็นยางแบบใหม่ที่ยังคงสภาพเด้งดึ๋งได้ แม้ว่าจะถูกเผาหรือแช่แข็งในไนโตรเจนเหลวก็ตาม

ยางแบบใหม่นี้ประกอบด้วยโครงข่ายของคาร์บอนนาโนทิวบ์ที่มีผนังชั้นเดียว, สองชั้น, และสามชั้นเรียงสลับกันแบบสุ่มๆ ท่อคาร์บอนนาโนทิวบ์แต่ละอันจะเชื่อมต่อกับท่อคาร์บอนนาโนทิวบ์อันอื่นมากมายทำให้มันมีความยืดหยุ่นสูงมากและทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้อย่างเหลือเชื่อ นักวิจัยทดลองเอามันไปเผาที่อุณหภูมิ 1,000 องศาเซลเซียส มันก็ยังเด้งๆ ดึ๋งๆ อยู่ (ที่อุณหภูมิขนาดนี้อะลูมิเนียมยังละลาย) และเมื่อเอามันไปแช่แข็งที่อุณหภูมิเกือบ -200 องศาเซลเซียส มันก็ยังไม่เป็นไร (ถ้าเป็นหนังยางธรรมดาคงกรอบแตกเป็นผงไปนานแล้ว)

คุณสมบัติที่เด่นอีกอย่างคือยางคาร์บอนนาโนทิวบ์นี้นำไฟฟ้าได้ด้วย

งานนี้แวดวงอุตสาหกรรมตั้งแต่รองเท้ายันยานอวกาศจ้องกันตาลุกวาวเลย เอาแค่ที่มันทนอุณหภูมิได้ โครงการยานอวกาศต่างๆ ก็แทบกรี๊ดกร๊าดกันจะตายอยู่แล้ว ยิ่งมันนำไฟฟ้าได้อีก ยิ่ง "ว้าว" กันเข้าไปใหญ่ ลองคิดดูเล่นๆ ถ้าเอามันไปใส่ในรองเท้าหรือตัวรับแรงกระแทกรถยนต์ ให้มันเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ชาร์จ iPod/iPhone โฉมหน้าตลาดสินค้าพวกนี้จะเปลี่ยนไปขนาดไหน

ที่มา - Discovery News, Popular Science

Syndicate content