Love

การแยกห่างจากคนรักมีผลเสียต่อสุขภาพ

ในการประชุมประจำปีของ Society for Personality and Social Psychology (SPSP) ณ San Diego สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 26-28 มกราคม 2012 ทีมวิจัยที่นำโดย Lisa Diamond แห่ง University of Utah ได้นำเสนอการศึกษาถึงผลของความรักที่มีต่อสุขภาพเมื่อเราต้องแยกห่างจากคู่รักของเรา

ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่รักจำนวน 34 คู่ นักวิจัยตรวจสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างก่อน, ระหว่าง, และหลังจากที่กลุ่มตัวอย่างจะต้องแยกกันอยู่กับคู่รักของตัวเองเป็นระยะเวลาสั้นๆ 4-7 วัน

ผลปรากฏว่า ในระหว่างที่แยกกันนั้น กลุ่มตัวอย่างแสดงภาวะของอาการเครียดซึ่งมีผลทำให้การนอนหลับมีปัญหาและมีผลเสียต่อสุขภาพจิต ระดับฮอร์โมน cortisol ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์เครียดในน้ำลายของกลุ่มตัวอย่างก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ที่มา - Medical Xpress, Medical Daily

ป.ล. ผมก็ไม่ค่อยอยากจะชี้แนะอะไรมากนะ แต่ว่าเมื่อรวมเข้ากับข่าวที่แล้ว "ความรักทำให้คนพร้อมทำลายผู้อื่น" (ซึ่งความจริงมันก็เกี่ยวกันนั่นแหละ เพราะทั้งสองงานวิจัยถูกนำเสนอในการประชุมเดียวกัน) เราก็จะเห็นได้ว่าความรักเป็นสิ่งอันตรายที่ทำร้ายทั้งคนที่รักและคนรอบข้าง ดังนั้นผมขอแนะนำว่าอย่าไปมีความรักเลยดีกว่า มาเข้าสมาคมคนโสดกับผมและเพื่อนของเราอีกหลายคนในเว็บ JuSci แห่งนี้กันเถอะๆ

ใครกดแชร์ข่าวนี้ ผมจะถือว่าเห็นด้วยกับผมโดยปริยาย (หวังว่าผมคงไม่เห็นยอดแชร์ติดลบเป็นครั้งแรกใน JuSci นะ)

ความรักทำให้คนพร้อมทำลายผู้อื่น

ความรักคืออารมณ์ที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์จะบรรยายได้เป็นคำพูดได้ บางคนอาจรู้สึกดีกับความรัก บางคนก็โดนความรักทำร้าย แต่ในการประชุมประจำปีของ Society for Personality and Social Psychology (SPSP) ณ San Diego สหรัฐอเมริกา นักจิตวิทยา Jon Maner แห่ง Florida State University ได้เสนอให้เราได้เห็นถึงด้านมืดของความรัก!

ทีมวิจัยของ Jon Maner ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่มีความรักจำนวน 130 คน ก่อนเริ่มการทดลอง กลุ่มตัวอย่างทุกคนจะต้องทำแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับ 'ความหึง' เพื่อจัดระดับว่าอยู่ระดับใดกันบ้าง

การทดลองแรก นักวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างเขียนความรู้สึกถึง 1) ความรักที่มีต่อคู่ของตนเอง กับ 2) ความต้องการที่จะร่วมเพศกับคู่ตนเอง จากนั้นกลุ่มตัวอย่างก็จะได้ดูรูปผู้ชายผู้หญิงที่หน้าตาดีกับหน้าตาไม่ดี และสุดท้ายกลุ่มตัวอย่างจะต้องตอบว่ามีความรู้สึกกับตัวอักษรจีนที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างไร กลุ่มตัวอย่างไม่มีใครรู้ภาษาจีนอยู่แล้ว ดังนั้นตัวอักษรจีนจึงไม่มีผลอะไรต่อความรู้สึกของพวกเขา นักวิจัยใช้อักษรจีนเป็นตัววัดว่ากลุ่มตัวอย่างมีอารมณ์อย่างไรกับการดูรูปคนหน้าตาดีหรือหน้าตาไม่ดี

สมการความรัก (เชิงอนุพันธ์) ของโรเมโอและจูเลียต

ยอมรับตรงๆ ว่าช่วงนี้อกหัก บวกกับฟุ้งซ่านนิดๆ นั่งถอนหายใจไปเรื่อยๆ ก็ดันนึกถึงสมการความรักที่อาจารย์เคยพูดถึงแบบผ่านๆ พอลองไปอ่านเพิ่มเองก็เห็นว่ามันสนุกดี เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ

เท้าความก่อนว่า แนวคิดเรื่องสมการความรักนี้ มาจากบทกวีอมตะเรื่องโรเมโอและจูเลียต ในเวอร์ชันที่ดัดแปลงเล็กน้อย (เพื่อให้สนุกต่อการสร้างโมเดลทางคณิตศาสตร์) ซึ่งมีกฎพื้นฐานคือ

ความรักของโรเมโอ (ฝ่ายชาย) นั้นแปรปรวน กล่าวคือ เขาจะพยายามเอาชนะใจจูเลียตมากขึ้นถ้าเธอไม่สนใจ แต่เมื่อไหร่ที่เธอชอบเขาแล้ว เขากลับเป็นฝ่ายที่ทำตัวเหินห่างออกไปเสียเอง
แต่ความรักของจูเลียต (ฝ่ายหญิง) นั้นตรงไปตรงมา เธอจะรักโรเมโอมากขึ้นเมื่อเขามอบความรักให้แก่เธอ และจะทำตัวเหินห่างออกไปเมื่อเขานั้นไม่ใยดีเธอเช่นกัน

ความรักยับยั้งความเจ็บปวด

ผมขอแสดงความยินดีกับผู้หญิงที่กำลังมีความรักทุกคน เพราะทีมนักวิจัยที่นำโดย Naomi Eisenberger แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้พบว่าความรักสามารถช่วยยับยั้งความรู้สึกเจ็บปวด และยังอาจจะช่วยลดความเครียดวิตกกังวลได้ด้วย

การวิจัยนี้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงจำนวน 17 คน แต่ละคนถูกทดสอบโดยการให้ดูรูปคู่รักของตัวเอง, คนแปลกหน้า, หรือวัตถุธรรมดา ระหว่างนั้นกลุ่มตัวอย่างก็จะถูกกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวด และให้บอกนักวิจัยว่ารู้สึกเจ็บมากน้อยอยู่ในระดับไหนจาก 20 ระดับ ผลปรากฏว่า เมื่อได้ดูรูปคู่รักของตัวเอง กลุ่มตัวอย่างจะรายงานระดับความเจ็บปวดต่ำกว่า

จากการวิเคราะห์การทำงานของสมองด้วย MRI นักวิจัยพบว่าการได้ดูรูปคนรัก สมองส่วนที่เรียกว่า "ventromedial prefrontal cortex" (VMPFC) จะถูกกระตุ้นขึ้นมา สมองส่วนนี้มีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ยิ่งกลุ่มตัวอย่างคบหากับคู่รักนานเท่าไรและได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากคู่รักตัวเองมากเท่าไร การกระตุ้นในส่วน VMPFC ก็ยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้น

นักวิทยาศาสตร์พอจะรู้อยู่แล้วว่า VMPFC มีส่วนช่วยในการลดระดับความกลัวและอารมณ์วิตกกังวล ดังนั้นนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงที่ได้มองรูปคนรักถึงรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง นอกจากนี้นักวิจัยยังพบอีกว่าการเห็นรูปคนรักทำให้สมองส่วน dorsal anterior cingulate cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อความเครียด ลดระดับการทำงานลงด้วย

ที่มา - Medical Xpress

ภาพศิลปะกระตุ้นสมองที่เดียวกับการตกหลุมรัก

สมองส่วน orbito-frontal cortex มีความเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาท dopamine และเป็นส่วนที่ถูกกระตุ้นเวลาเรามีความสุข ความรักใคร่ปราถนา การตกหลุมรัก

ทีมนักวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Semir Zeki แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ได้ตรวจวิเคราะห์สมองของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 28 คนในขณะที่กลุ่มตัวอย่างกำลังมองรูปภาพงานศิลปะชั้นยอด รูปภาพเหล่านั้น ได้แก่ "The Birth of Venus" ของ Sandro Botticelli, "Bathing at La Grenouillere" ของ Claude Monet, "Constable's Salisbury Cathedral" เป็นต้น

ผลปรากฏว่าสมองส่วน orbito-frontal cortex มีกระแสเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มขึ้นในทันทีที่ได้มองรูปภาพ

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่างานศิลปะช่วยลดความเจ็บปวดทรมานของผู้ป่วยและทำให้ผู้ป่วยหายเจ็บไข้ได้ดีขึ้น งานวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคุณค่าของงานศิลปะอาจจะลึกซึ้งมากกว่าแค่เรื่องของความสวยงามก็ได้

ที่มา - The Telegraph

เทคนิคคาสโนวา: อย่าให้ผู้หญิงรู้ความรู้สึกเรา

ตื่นเถิด...หนุ่มๆ ทั้งหลาย วันแห่งความรักกำลังจะมาถึงแล้ว ข่าวนี้ผมอุทิศให้กับ ตัวเอง ผู้ที่กำลังมองหาคู่ใจ มันคือเทคนิคให้การเพิ่มเสน่ห์แบบง่ายๆ ที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยาได้วิจัยออกมาแล้วว่าทางที่ดีที่สุดในการให้ผู้หญิงชอบเรา คือ ต้องไม่ให้เธอจับทางได้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบเธอกันแน่

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาปริญญาตรีผู้หญิง 47 คน ตั้งแต่เริ่มต้นกลุ่มตัวอย่างถูกหลอกว่ากำลังอยู่ในการทดลองเรื่องการนัดเดทบน Facebook และนักวิจัยได้เอาหน้า Facebook profile ของพวกเธอและของสาวอื่นอีกประมาณ 15-20 คนไปให้นักศึกษาชายจากมหาวิทยาลัยอื่นดู จากนั้นนักวิจัยก็จะเอา Facebook profile ของนักศึกษาชาย 4 คนมาให้กลุ่มตัวอย่างพิจารณา (อย่าได้อิจฉา 4 คนนี้ เพราะพวกเขาไม่มีตัวตน นักวิจัยแค่กุเรื่องสร้าง Facebook ปลอมๆ ขึ้นมา) โดยในขั้นนี้กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาหญิงจะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

  • กลุ่มแรก นักวิจัยจะบอกว่านักศึกษาชาย 4 คนนี้ชอบเธอมากที่สุดและให้คะแนนเธอมากที่สุดในบรรดาสาวๆ ที่เขาได้ดู
  • กลุ่มที่สอง นักวิจัยจะบอกว่านักศึกษาชาย 4 คนนี้ให้คะแนนเธออยู่ในระดับค่าเฉลี่ยปานกลาง ไม่ได้คิดอะไรกับเธอเป็นพิเศษ
  • กลุ่มที่สาม นักวิจัยจะบอกแบบกึ่งๆ กลางๆ ว่านักศึกษาชาย 4 คนนี้อาจจะเป็นคนที่ให้คะแนนเธอสูงสุดหรือให้คะแนนเธอในระดับค่าเฉลี่ยก็ได้

เมื่อสอบถามความรู้สึกที่นักศึกษาหญิงแต่ละกลุ่มมีต่อนักศึกษาชายปลอมๆ ผลปรากฏว่า นักศึกษาหญิงรู้สึกว่าผู้ชายที่เธอไม่รู้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบเธอกันแน่ (กลุ่มที่สาม) น่าดึงดูดใจที่สุด รองลงมาคือผู้ชายที่เธอรู้ว่าหลงชอบเธอ (กลุ่มที่หนึ่ง) และสุดท้ายผู้ชายที่ผู้หญิงรู้สึกว่าน่าดึงดูดใจน้อยที่สุดคือผู้ชายที่เธอรู้ว่าไม่ได้สนใจอะไรเธอเป็นพิเศษ (กลุ่มที่สอง)

นักจิตวิทยาเชื่อว่าการที่ผู้หญิงไม่รู้ว่าฝ่ายชายคิดอย่างไรกับตนกันแน่ทำให้เธอต้องครุ่นคิดถึงความรู้สึกของเขา ยิ่งคิดถึงเขานานเท่าไร บ่อยเท่าไร ความรู้สึกว่าฝ่ายชายมีเสน่ห์ก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย

ผมอยากทดลองบ้างอะ มีใครแถวนี้ว่างมั้ย :)

ที่มา - PhysOrg

รักมาก, เกลียดแรง

ฮอร์โมน Oxytocin ที่มีรายงานว่ามีผลต่อความรู้สึกรัก, เชื่อใจ, และมักส่งผลให้คนทำดีกับคนรอบข้างมากขึ้นอาจจะไม่ใช่ฮอร์โมนที่น่าจะปรารถนาอย่างที่เราคิดเมื่อมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าฮอร์โมนนี้อาจจะกระตุ้นผลตรงกันข้ามกับคนที่เราไม่ไว้ใจ

การศึกษาอาศัยอาสาสมัครที่มีอาการบุคลิกภาพแปรปรวน (borderline personality disorder) 14 คนและอาสาสมัครทั่วไปอีก 13 คนโดยแบ่งกลุ่มให้ฮอร์โมน Oxytocin ทางจมูกและอีกกลุ่มหนึ่งพ่นยาปลอม จากนั้นจึงเล่นเกมออนไลน์โดยหากเชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามจะเล่นจนจบก็สามารถเล่นไปเรื่อยๆ โดยหากเล่นจบจะได้รับเงิน 6 ดอลลาร์แต่หากเชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามจะเล่นไม่จบก็สามารถหยุดเกมได้ทันทีโดยจะได้รับเงิน 4 ดอลลาร์

ผลทดสอบพบว่ากลุ่มที่ได้รับฮอร์โมนนั้นมีความไว้ใจฝ่ายตรงข้ามมากกว่าฝ่ายที่ได้รับฮอร์โมนปลอมอย่างมีนัยสำคัญ ขณะกลุ่มผู้มีอาการบุคลิกภาพแปรปรวนนั้นกลับตรงกันข้ามคีือมีโอกาสออกจากเกมก่อนเกมจบมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การทดลองที่สองแบ่งกลุ่มอาสาสมัครชาย 31 คนรับฮอร์โมนจริงและฮอร์โมนปลอม โดยก่อนและหลังได้รับฮอร์โมนจะได้รับแบบสอบถามถึงความสัมพันธ์กับทางบ้าน กลุ่มที่ความสัมพันธ์ดีอยู่แล้วเมื่อได้รับฮอร์โมนมักจะสามารถจำด้านดีๆ ของความสัมพันธ์ได้มากขึ้นหลังได้รับฮอร์โมน ขณะที่กลุ่มที่ความสัมพันธ์ไม่ดีนักเมื่อได้รับฮอร์โมนก็กลับจำด้านดีๆ ของความสัมพันธ์ได้น้อยลงไปอีก

เมื่อได้รู้ดังนี้แล้ว อย่าเผลอไปหาฮอร์โมนนี้ไปใส่ดอกไม้ให้สาวที่ไหน อาจจะได้ผลตรงข้ามไม่รู้ตัว

ที่มา - Science News

ไหนใครบอกว่าผู้ชายผู้หญิงรักไม่เหมือนกัน?

MV เพลง, หนังสือ, พวกศิลปินอกหัก มักจะพูดเสมอๆ ว่าผู้ชายกับผู้หญิงมีความรักไม่เหมือนกัน "ผู้หญิงนับจากหนึ่งถีงร้อย ผู้ชายนับจากร้อยถึงติดลบ" บ้างหละ "ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์" บ้างหละ แต่หลักฐานล่าสุดที่นักวิทยาศาสตร์มีในตอนนี้สรุปได้ว่าสมองทั้งของผู้ชาย ผู้หญิง เกย์ กระเทย ทอม-ดี้ เลสเบี้ยน ตอบสนองต่อความรักเหมือนกันหมด

การทดลองนำโดย ศ. Semir Zeki และ John Romaya แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ได้ทำการตรวจวัดสมองของคนที่กำลังมีความรัก 24 คนด้วยเทคนิค functional magnetic resonance imaging (fMRI) คนที่เข้าร่วมการทดลองนี้ประกอบด้วยชายจริงและชายไม่จริงอย่างละ 6 คน กับ หญิงแท้และหญิงไม่แท้อย่างละ 6 คน เช่นกัน ทั้งหมดมีอายุอยู่ในช่วง 19-47 ปี นักวิจัยจะเอาภาพของคู่รักและภาพของเพื่อนให้แต่ละคนดูเพื่อเปรียบเทียบการทำงานของสมองในขณะนั้น

ผลการทดลองปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างทุกคนไม่ว่าจะเพศอะไรมีการตอบสนองในสมองแทบจะเหมือนๆ กันหมดเมื่อได้เห็นภาพคู่รักของตนเอง สมองส่วนที่ถูกกระตุ้นให้ทำงานขึ้นมา ได้แก่ hypothalamus, ventral tegmental area, caudate nucleus, putamen, insula, hippocampus, และ anterior cingulate cortex ซึ่งเป็นส่วนที่มีการทำงานของ dopamine สูงด้วยกันทั้งนั้น (dopamine เป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เรามีอารมณ์ดี รู้สึกสบายตัวสบายใจ) และการทำงานของ dopamine ก็ยังไปเกี่ยวพันสารสื่อประสาทตัวอื่นด้วย เช่น oxytocin (ฮอร์โมนแห่งความรัก) และ serotonin (ฮอร์โมนแห่งความสุข)

อย่างไรก็ตาม นักแต่งเพลง, คนเขียนบทละครไม่ต้องกลัวว่าจะหมดมุขทำมาหากิน แม้ว่าคำกล่าว "ผู้ชายผู้หญิงรักไม่เหมือนกัน" จะไม่สมจริงอีกต่อไปแล้ว แต่อีกประโยคที่บอกว่า "ความรักทำให้คนตาบอด" อาจจะเป็นจริงก็ได้ เพราะนักวิจัยยังพบอีกว่า เมื่อกลุ่มตัวอย่างเห็นรูปคู่รัก สมองส่วน cerebral cortex บางส่วนได้ถูกปิดการทำงานไปด้วย ซึ่งส่วนที่ถูกปิดไปเป็นส่วนที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับการตัดสินเรื่องต่างๆ เช่น จะตัดสินว่ารถตู้ผิดหรือซีวิคผิดก็ต้องอาศัยสมองส่วนที่ว่านี้เป็นสำคัญ

ไหนๆ ก็รู้แล้วว่าความรักเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันหมด ไม่ขึ้นกับเพศ ต่อไปไม่แน่เราอาจจะมีสมการความรักไว้ใช้อธิบายความรักก็ได้

ที่มา - The Telegraph

เพลงโรแมนติคมีผลดีต่อการจีบสาว

หนุ่มเล่นดนตรีไม่เป็นอาจจะรู้สึกน้อยอกน้อยใจว่ามีสาวสนใจน้อยกว่าคนอื่นๆ ข่าวดีคือความรู้สึกที่ว่านี้ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์แล้ว เมื่อทีมวิจัยจากฝรั่งเศส คือ Nicolas Guéguen, Céline Jacob, และ Lubomir Lamy ได้ตีพิมพ์ผลการสำรวจลงวารสาร Psychology of Music (PDF) ว่าเพลงที่กำลังเล่นอยู่ระหว่างการ "จีบ" นั้นมีผลต่อผลตอบรับอย่างมีนัยสำคัญ

การทดลองอาศัยกระบวนการ "ขอเบอร์" สาววัย 18-20 จำนวน 87 คนโดยใช้ชายหนุ่มหน้าตาปานกลาง แล้วแบ่งครึ่งในการเปิดเพลงเป็นฉากหลังการขอเบอร์นี้ด้วยเพลง Je L’aime a Mourir ซึ่งเป็นเพลงโรแมนติค ส่วนอีกครึ่งหนึ่งใช้เพลง L’heure du Thé ซึ่งเป็นเพลงกลางๆ

ผลคือครึ่งแรกได้ผลสำเร็จถึง 52% ขณะที่ครึ่งหลังได้ผลเพียง 28% ต่างกันเกือบเท่าตัว

ทีมวิจัยนี้อาจจะหน้าหงายหากมาเมืองไทยแล้วเจอประโยคเด็ด "เบอร์ไม่ให้นะคะ ให้แต่พิน"...

ที่มา - Scientific American

ความรักช่วยลดอาชญากรรมและการใช้ยาเสพติด?

in

รายงานวิจัยล่าสุดจาก UC Davis โดยศาสตราจารย์ Bill McCarthy และนิสิตปริญญาโท Teresa Casey ระบุถึงสถิติที่น่าสนใจว่าคู่รักวัยรุ่นจะมีพฤติกรรมในเชิงอาชญากรรมต่ำกว่าวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่รักของตนถึงร้อยละ 20 และเมื่อดูถึงพฤติกรรมการใช้สารเสพติดแล้ว คู่รักจะใช้สารเสพติดต่ำกว่าถึงร้อยละ 58

งานวิจัยระบุว่าสถิติไม่ต่างกันมากระหว่างคู่รักที่มีหรือไม่มีเพศสัมพัธ์กัน

งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร American Sociological Review เล่มล่าสุด

ที่มา - PhysOrg

Syndicate content