HIV

ถ้าไม่มีคอเลสเตอรอล เชื้อ HIV ก็เป็นง่อย

in

โดยปกติแล้ว เมื่อเชื้อ HIV เข้าไปสู่ร่างกาย เซลล์ภูมิคุ้มกันย่อยที่ชื่อ pDCs (plasmacytoid dendritic cells) ที่อยู่ในระบบภูมิคุ้มกันพื้นฐาน (innate immune system) จะตรวจพบเชื้อ HIV อย่างรวดเร็ว และส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันหลัก (adaptive immune system) ทำงานตามมา

แต่เชื้อ HIV จะทำให้ pDCs ส่งสัญญาณนี้ออกไปเรื่อย ๆ จนระบบภูมิคุ้มกันหลักทำงานหนัก และอ่อนแรงลงไป จนสุดท้ายระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่สามารถกำจัดเชื้อ HIV ได้ทันอีกต่อไป

จากการวิจัยของดอกเตอร์ Adriano Boasso จากมหาวิทยาลัย Imerial College London ร่วมกับทีมของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins และมหาวิทยาลัย Milan and Innsbruck พบว่า ถ้านำ คอเลสเตอรอล ออกไปจากเยื่อบุผิวของเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส โดยใช้ bCD (beta-cyclodextrin) ที่ได้จากแป้งในการกักคอเลสเตอรอลเอาไว้ จะทำให้เชื้อ HIV ไม่สามารถใช้มันในสร้างปฏิกิริยากับระบบภูมิคุ้มกันพื้นฐานได้อีกต่อไป ทีนี้ระบบภูมิคุ้มกันพื้นฐานจะตรวจไม่เจอเชื้อ HIV แต่ระบบภูมิคุ้มกันหลักที่นำโดยเซลล์ที (T cells) นั้น จะยังตรวจเจอเชื้อ HIV และกำจัดไวรัสทิ้งไปได้อยู่ แถมมันมีประสิทธิภาพดีกว่าตอนที่มี pDCs เป็นตัวส่งสัญญาณให้อีกด้วย

งานนี้ต้องเรียกว่า HIV หลอกภูมิคุ้มกันของเราจนหัวหมุน วิ่งจนเหนื่อย สุดท้ายก็หมดแรงไปเอง...

ที่มา: Medical Xpress

ป.ล. คอเลสเตอรอสที่เยื่อบุผิวไวรัสไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด

ในเบื้องต้น การใช้ยีนส์บำบัดกับผู้ติดเชื้อ HIV ได้ผล

ทาง Sangamo BioSciences Inc ได้ทำการทดสอบการบำบัดทางยีนส์เบื้องต้นกับผู้ติดเชื้อ HIV จำนวน 10 คน ซึ่งกำลังได้รับยาต้านไวรัสอยู่ หลังจากได้เริ่มบำบัดทางยีนส์ได้ 4 สัปดาห์ ก็ทดลองให้ผู้ติดเชื้อจำนวน 6 คน หยุดใช้ยาต้านเชื้อเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า ผู้ติดเชื้อ 3 ใน 6 คน มีปริมาณไวรัสลดน้อยลง และหนึ่งในนั้นตรวจไม่พบเชื้อ HIV

ผู้ป่วยคนนี้มียีนส์ CCR5 ข้างหนึ่งที่มีกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมายีนส์อยู่เป็นคู่ ๆ ข้างหนึ่งจะได้จากฝ่ายพ่อ อีกข้างหนึ่งจะได้จากฝ่ายแม่ คู่ของยีนส์เหล่านี้จะเรียกว่า อัลลีล (alleles) เมื่อยีนส์ข้างหนึ่งของเขาได้กลายพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว และเกิดการกลายพันธุ์โดยการบำบัดทางยีนส์ในยีนส์อีกข้างหนึ่ง ทำให้ยีนส์ CCR5 ในเซลล์ของผู้ติดเชื้อคนนี้ได้หายไป เซลล์นี้จะไม่เป็นพาหะให้กับไวรัส HIV อีกต่อไป เมื่อเซลล์แบ่งตัวมากขึ้น มากขึ้น ปริมาณไวรัสก็จะลดลงเรื่อย ๆ

ทาง Sangamo เชื่อว่า มีผู้ติดเชื้อ HIV ประมาณ 5 - 10% ที่มียีนส์ที่เกิดการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ การมุ่งรักษาผู้ติดเชื้อที่มีการกลายพันธุ์อยู่ก่อนแล้ว จะทำได้ง่ายขึ้น รวมถึง หากสามารถหาวิธีที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วย SB-728-T ได้มากขึ้น และเร่งการแบ่งตัวของเซลล์ที่กลายพันธุ์เรียบร้อยแล้วได้ และหากเป็นวิธีที่ปลอดภัย การบำบัดทางยีนส์อาจจะใช้แทนการใช้ยาต้านไวรัสได้ในอนาคต

ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ HIV ประมาณ 33 ล้านคน ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือ ประเทศแอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 5.38 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 10.76% ของจำนวนประชากร (ข้อมูลปี พ.ศ. 2546) ส่วนในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อประมาณ 610,000 คน คิดเป็นประมาณ 0.98% ของจำนวนประชากร (ข้อมูลปี พ.ศ. 2550)

ที่มา: Reuters ผ่าน Yahoo! News

มนุษย์คนแรกที่หายจากการติดเชื้อ HIV (อย่างเป็นทางการ)

นี่เป็นครั้งแรก ที่มีคนสามารถหายจากการติดเชื้อ HIV ได้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดีการรักษาครั้งนี้ได้เกือบคร่าชีวิตของชายผู้นี้ไปแล้ว แต่ในที่สุดทุกอย่างก็เหมือนปาฏิหารย์

Timothy R. Brown เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV อายุ 42 ปี ที่การจะควบคุมอาการของโรคได้นั้นดูริบหรี่ เมื่อมีการค้นพบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย ในปี ค.ศ. 2007 เขาจึงถูกส่งไปรับการรักษามะเร็งที่โรงพยาบาล Charité - Universitätsmedizin Berlin ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

การรักษาที่ Brown ได้รับถือได้ว่าทรหดมาก ตั้งแต่การทำเคมีบำบัดนั้นแถบจะทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันของเขาไปจนหมดสิ้น การฉายรังสีที่แทบเรียกว่าทุกส่วนของร่างกาย และท้ายสุดคือ การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) ที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ถึง 1 ใน 3 มักจะไม่รอดด้วยวิธีนี้ แต่โชคก็เข้าข้างเขา กลับกลายเป็นว่าเขาหายจากการติดเชื้อ HIV ได้ทั้งหมด

เซลล์ต้นกำเนิดที่แพทย์คัดเลือกมาใช้นั้น เป็นเซลล์ที่ได้รับบริจาคมาจากไขกระดูกของชายคนหนึ่งที่มีการกลายพันธุ์ของยีนในทีส่วนของ CCR5 ซึ่งมักจะพบในคนจำนวนน้อยมาก ยีนที่ว่านี้มีความสามารถในการต้านเชื้อ HIV ได้ พูดง่ายๆคือ เขาคนนั้นแทบไม่มีทางสามารถติดเชื้อ HIV ได้เลย และเซลล์ที่ว่านี้เองได้ทำการสร้างระบบภูมิคุ้มกันของ Brown ขึ้นมาใหม่ ทดแทนระบบเดิมที่ถูกทำลายไปจากการรักษาที่ผ่านมา และทำให้ร่างกายของเขาสามารถต้าน HIV ได้เช่นเดียวกัน ในการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นพบว่าเชื้อ HIV ได้มีลดจำนวนลงอย่างเรื่อยๆ และในที่สุด ก็ไม่มีการตรวจพบการติดเชื้อในร่างกายของเขาอีกต่อไป

นี่อาจจะเป็นอีกขึ้นของการรักษา HIV ก็เป็นได้ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าผู้ป่วย HIV ทุกคนจะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเรื่องของสุขภาพ การเงิน หรือแม้แต่ยินยอมที่รับการรักษาอันทุกข์ทรมานได้อย่างที่ Brown ผ่านมา แต่อย่างน้อยสุด นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า HIV นั้นสามารถรักษาได้จริงๆ ไม่ใช่เพียงคุมอาการอีกต่อไป

ที่มา : Gizmodo ผ่านทาง aidsmap.com

การปลูกถ่ายไขกระดูกอาจช่วยรักษาโรคเอดส์ได้

ถึงจะฟังดูแปลก ๆ ที่มันก็เกิดขึ้นจริงกับชายอเมริกันที่อาศัยอยู่ในกรุงเบอร์ลิน เขาติดเชื้อ HIV และเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) เขาได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกในปีพ.ศ. 2550 เพื่อรักษาโรคลูคีเมีย โชคดีที่เลือดของผู้บริจาคนั้นเข้ากันได้อย่างดี และเกิดยีนส์กลายพันธุ์ทำให้มีการต้านเชื้อ HIV โดยธรรมชาติ และในตอนนี้ก็ไม่มีสิ่งที่บ่งบอกว่าเขาเป็นโรคลูคีเมีย หรือโรคเอดส์อีกต่อไป

แม้ว่าหนทางนี้จะเป็นไปได้ แต่มันเสี่ยงเกินไปที่จะใช้รักษาโรคเอดส์ มันยากที่จะหาผู้บริจาคที่เลือดเข้ากันได้กับผู้ป่วยเป็นอย่างดี และการปลูกถ่ายไขกระดูก (หรือการทำสเต็มเซลล์เม็ดเลือด) นั้นสามารถใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง แต่ความเสี่ยงนั้นหลายคนอาจจะไม่รู้ มันเกี่ยวพันกับการทำลายระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติโดยการใช้ยา และการฉายรังสี แล้วแทนที่ด้วยไขกระดูกของผู้บริจาค เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่

โอกาสเสียชีวิตจากในระหว่างการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นมีมากกว่า 5 % ซึ่งเสี่ยงเกินไปสำหรับการรักษาโรคเอดส์ การรับยาต้านสามารถควบคุมเชื้อ HIV ให้อยู่ในระดับ และปลอดภัยกว่า ยกเว้นว่าคุณจะมีเชื้อ HIV และเป็นมะเร็งเม็ดเลือด การปลูกถ่ายไขกระดูกจึงจะเป็นทางเลือกที่ควรจะพิจารณา

นอกจากเสี่ยงต่อการเสียชีวิตแล้ว การปลูกถ่ายไขกระดูกยังแพงมากอีกด้วย แต่การบำบัดทางยีนส์ หรือหนทางอื่นที่ให้ผลเหมือนกันก็น่าจะเป็นไปได้อยู่

ที่มา: Yahoo! News

นักวิทยาศาสตร์เข้าใกล้จุดกำเนิด HIV ไปอีกขั้น

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากในการต่อสู้กับไวรัสเช่น HIV นั้นคือความรู้เกี่ยวกับแนวทางการวิวัฒนาการของไวรัสเอง ซึ่งมีวิวัฒนาการที่เร็วมากเมื่อเทียบกับสัตว์ใหญ่ๆ แต่รายงานล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันต้นกำเนิดของ HIV เมื่อ 50 ปีก่อนและยังทำนายถึงต้นตอของ HIV ว่าต้นกำเนิดแรกนั้นเริ่มเกิดขึ้นมาในช่วงปี 1900 ต้นๆ

การค้นพบครั้งนี้คือการพบเชื้อ DRC60 ที่พบในประเทศคองโก แล้วพบว่ามีความใกล้เคียงกับเชื้อ ZR59 ซึ่งเป็นเชื้อตัวแรกๆ ที่ถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ได้ตั้งแต่ปี 1984 โดย DRC60 นั้นถูกเก็บรักษาไว้ในตัวอย่างตั้งแต่ช่วงปี 1960

เชื้อทั้งสองตัวมีส่วนเหมือนกันของจีโนมอยู่ร้อยละ 88 ด้วยการคำนวณทางสถิติพบว่าไวรัสตัวแรกน่าจะกำเนิดขึ้นราวปี 1902 ถึง 1921

ในรายงานระบุว่าหากมีการศึกษาตัวอย่างที่ถูกเก็บเอาไว้เพิ่มเติมต่อไป ความแม่นยำและปริมาณข้อมูลเกี่ยวกับต้นตอของเชื้อ HIV ก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้

ที่มา - ArsTechnica

สิงคโปร์พบผู้ป่วยโรคเอดส์เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สิงคโปร์ประกาศตัวเลขล่าสุด ของจำนวนผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ภายในปี 2007 ซึ่งมีจำนวนถึง 422 คน ซึ่งมากสุดนับตั้งเริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1985

จากจำนวนผู้ป่วยดังกล่าว 93 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพศชาย และกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธุ์

เมื่อสิ้นปีที่แล้ว สิงคโปร์มีจำนวนผู้ป่วยโรคเอดส์ ทั้งหมด 3,482 คน โดยผู้ป่วยจำนวนดังกล่าว ได้เสียชีวิตไปประมาณ 1,000 คน

จากปัญหาดังกล่าว รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ ได้ยื่นเรื่องดังกล่าวต่อรัฐสภา โดยเรียกร้องให้มีการ ปรับปรุงกฏหมายให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อของโรคเอดส์

กฏหมายที่มีอยู่เดิมของสิงคโปร์ ได้มีบทลงโทษแก่ผู้ที่ติดเชื้อ แต่ไม่ยอมบอกคู่นอนของตนได้รับรู้ รวมถึงผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคด้วย

กฏหมายที่จะได้รับการปรับปรุงใหม่ มีการเพิ่มบทบัญญัติให้เข้มงวดมากขึ้น เช่น ต้องมีการระมัดระวังอย่างเหมาะสม (รวมถึงการใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจเลือด) เพื่อที่จะป้องกันผู้ที่มีเพศสัมพันธุ์ด้วย, ต้องมีการแจ้งคู่นอนให้ทราบ ถึงความเสี่ยงที่จะติดโรคจากการมีเพศสัมพันธุ์ รวมถึงต้องให้คู่นอนตอบตกลงในการยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ถ้าคู่นอนตอบตกลง การมีเพศสัมพันธุ์ในครั้งนั้นก็จะถูกต้องตามกฏหมาย

ใครที่ไม่ปฏิบัติตามกฏหมายดังกล่าว มีโทษปรับสูงสุดถึง 50,000 เหรียญสิงคโปร์ และโทษจำคุก 10 ปี

ที่มา - Physorg

Syndicate content