Google

กูเกิลจัดโครงการประกวดโครงงานทางวิทยาศาสตร์ออนไลน์ Google Science Fair

กูเกิลจับมือกับ 4 พันธมิตร คือ CERN, LEGO, นิตยสาร National Geographic และ นิตยสาร Scientific American จัดโครงการ Google Science Fair เพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมจากทั่วโลกที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 18 ปีส่งโครงงานทางวิทยาศาสตร์เข้าประกวดผ่านทางเว็บไซด์ Google Science Fair ตัดสินโดยคณะกรรมการที่คัดเลือกมาจากอาจารย์และศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ

สำหรับรางวัลสูงสุดที่ผู้ชนะจะได้รับคือทริปสำรวจเกาะกาลาปากอสกับ National Geographic Explorer ทุนการศึกษา 50,000 เหรียญสหรัฐฯ รวมถึงโอกาสเลือกที่จะเข้าทำงานจริงหลังจบการศึกษากับ LEGO, CERN หรือกูเกิลแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยจะปิดรับผลงานรอบแรกภายในวันที่ 1 เมษายนที่จะถึงนี้ ประกาศผู้เข้ารอบแรก 90 คนภายในปลายเดือนพฤษภาคม และจะประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้าย 15 คนในต้นเดือนมิถุนายนก่อนจะตัดสินหาผู้ชนะอีกครั้งในวันที่ 23 กรกฎาคมที่สำนักงานใหญ่กูเกิล

ที่มา - Google Science Fair

แผนที่ความร้อนใต้พิภพชี้แสดงแหล่งพลังงานสำหรับสหรัฐฯ ที่ให้พลังงานมากกว่าถ่านหินสิบเท่า

ห้องวิจัย SMU Geothermal Laboratory ได้รับเงินสนับสนุนจากกูเกิลในโครงการพัฒนาแหล่งพลังงานจากความร้อนใต้พิภพไปเมื่อสามปีก่อน มาวันนี้การสำรวจเสร็จสิ้นและแผนที่ภาพความร้อนใต้พิภพก็ได้รับการปรับปรุงใหม่

แผนที่นี้ทำขึ้นโดยมีมาตรฐานการหาพลังงานคือ แหล่งความร้อนนั้นอยู่อยู่ในช่วง 3 ถึง 6.5 กิโลเมตร เพื่อไม่ยากต่อการขุดเจาะ แต่ในการขุดเจาะลึกไม่เกิน 10 กิโลเมตรก็ยังเป็นไปได้ เมื่อสำรวจแล้วจะตัดพื้นที่ที่เป็นเขตอนุรักษณ์หรือพื้นที่ต้องห้ามที่ไม่สามารถสร้างโรงงานไฟฟ้าได้ออกไป

ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าพลังงานจากแหล่งความร้อนใต้พิภพสามารถใช้ผลิตพลังงานรวม 2.98 เทราวัตต์ทั่วสหรัฐฯ มากกว่าพลังงานถ่านหินรวมของสหรัฐฯ ถึงสิบเท่าตัว

แผนที่นี้เป็นแผนที่ความร้อนใต้พิภพที่ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยทำขึ้น ก่อนหน้านี้แผนที่อาศัยแนวความร้อนเพียง 5 แนวในการวาดแผนที่ ขณะที่แผนที่ใหม่อาศัยข้อมูลอุณภูมิก้นหลุมสำรวจ (Bottom Hole Temperature - BHT) จำนวนถึง 1,455 หลุม

การใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพนั้นไม่ใช่การเจาะเอาหินเหลวขึ้นมาดึงความร้อนโดยตรงอย่างที่หลายคนอาจจะเข้าใจ เพราะหินเหลวนั้นปรกติจะร้อนเกินกว่าใช้งานได้ แต่จะมีชั้นหินที่ยังคงรูปเป็นหินแต่มีความร้อนสูงพอ และอาศัยการอัดน้ำจากพื้นดินแล้วสูบกลับด้วยระบบท่อหมุนเวียน ทำให้ได้น้ำร้อนแรงดันสูง ซึ่งสามารถนำมาปั่นไฟได้ตลอดเวลา พลังงานรูปแบบนี้มีข้อดีคือมีเสถียรภาพสูงมาก พลังงานไม่ขึ้นกับลมฟ้าอากาศเช่นพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์

ประเทศที่ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพมากๆ คือไอซ์แลนด์โดยใช้ถึง 1 ใน 3 และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยความร้อนจากหินเหลวกันแล้ว

ที่มา - Google Green Blog, Google.org

Dead Sea Scrolls ภาคดิจิทัลเผยแพร่สู่ชาวโลกออนไลน์แล้ว

ข่าวนี้ต่อจาก Dead Sea Scroll จะเผยแพร่สู่ชาวโลกด้วยความร่วมมือจากกูเกิล เมื่อปีที่แล้ว วันนี้มันมาแล้วครับ ดูได้ผ่านอินเทอร์เน็ตแล้ว

ย้อนความอีกรอบสำหรับคนที่ไม่รู้จัก "Dead Sea Scroll เป็นจารึกโบราณที่ถูกค้นพบในถ้ำริมทะเลสาบ Dead Sea ในอิสราเอล จากรึกเหล่านี้เขียนลงในกระดาษโบราณ นับรวมกันได้ 972 ชิ้น โดยคาดว่าถูกเขียนขึ้นระหว่าง 150 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 70" โดยมีข้อความอีกมากในคัมภีร์นี้ที่ยังตีความไม่ได้

โครงการนี้พิพิธภัณฑ์อิสราเอล (The Israel Museum) ร่วมมือกับกูเกิลพัฒนาโครงการ Dead Sea Scrolls Digital Project สแกนชิ้นส่วนต่างๆ ของคัมภีร์ และนำขึ้นมาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตแล้ว

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติคันแรกของกูเกิล ชนซะแล้ว

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติคันแรกของกูเกิลชนกับรถยนต์ที่มนุษย์ขับ ใกล้บริเวณสำนักงานใหญ่ของกูเกิล (Google's Mountain View แคลิฟอเนีย) หลังจากที่เดินทางมาแล้วกว่า 160,000 ไมล์ ข้อมูลล่าสุดบอกว่าชนกันถึง 5 คัน

แล้วอย่างนี้คุณตำรวจจะเขียนชื่อใครลงในใบสั่งล่ะ !

และนี่คือสิ่งที่เรากำลังกังวลเกี่ยวกับรถที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ บางทีการตั้งค่าที่ซับซ้อนของเลเซอร์และระบบภาพที่กูเกิลเรียกว่า "กลไกการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ" อาจเป็นเพียงแค่เงา

อย่างไรก็ตามทางกูเกิลออกมาพูดเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้ว่า ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หนึ่งในเป้าหมายของกูเกิลคือการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในขณะที่มนุษย์ขับรถด้วยตนเอง และกูเกิลไม่ตำหนิเทคโนโลยี แต่ตำหนิบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้

สำหรับรูปภาพอุบัติเหตุครั้งนี้สามารถ คลิกเข้าไปดูได้ในที่มาค่ะ

ที่มา : Business Insider, Jalopnik, NBC bay area

รัฐเนวาดาผ่านกฏหมายรถอัตโนมัติแล้ว

หลังจากกูเกิลพยายามผลักดันกฏหมายอนุญาตรถอัตโนมัติไม่นานนัก รัฐเนวาดาก็เป็นรัฐแรกที่ผ่านกฏหมายฉบับนี้ออกมาทำให้รถอัตโนมัติของกูเกิลสามารถวิ่งใช้งานจริงได้โดยไม่ผิดกฏหมาย

ร่างกฏหมายหมายเลข 511 ถูกเสนอเข้ายังสภารัฐเนวาดาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับการโหวตจากวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียง 20 ต่อ 1 ทำให้สามารถประกาศบังคับใช้เข้าเป็นกฏหมาย Chapter 472

ร่างกฏหมายฉบับนี้ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่น่าใจอีกจำนวนมาก เช่น การให้อภิสิทธิ์ที่จอดรถสำหรับรถใช้พลังงานทางเลือกไปจนถึงปี 2018, หรือการกำหนดมาตรฐานรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เข้าข่ายได้รับสิทธิพิเศษ

ผู้ใช้รถอัตโนมัติจะต้องทำใบขับขี่พิเศษ และแม้จะประกาศใช้แล้ว แต่มาตราที่อนุญาตให้มีการใช้รถอัตโนมัติบนท้องถนนนั้นจะมีผลบังคับจริงในเดือนมีนาคมปี 2012

ที่มา - Daily Mail

กูเกิลลงทุนเพิ่ม 102 ล้านดอลลาร์ในบริษัทพลังงานลม

ต้นทุนพลังงานยังคงเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของบริษัทไอทีขนาดยักษ์เช่นกูเกิล การลงทุนในพลังงานเพื่ออนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดก็ตกอยู่กับบริษัท Alta Wind Energy Center (AWEC)

กูเกิลเคยลงทุนในบริษัทนี้ไปรอบหนึ่งแล้วด้วยมูลค่า 55 ล้านดอลลาร์ในโครงการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 101 เมกกะวัตต์ และรอบนี้เป็นโครงการใหม่ที่มีกำลังผลิต 168 เมกกะวัตต์

โครงการ AWEC มีแผนจะขยายกำลังผลิตไฟฟ้าไปถึง 1,550 เมกกะวัตต์ โดยภายในปลายปีนี้พลังงานรวมน่าจะเกิน 1,000 เมกกะวัตต์

กูเกิลลงทุนด้านพลังงานในปีนี้ไปแล้วกว่า 700 ล้านดอลลาร์ โดยพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับเงินลงทุนมากที่สุด ขณะที่พลังงานลมได้รับเงินลงทุนเป็นอันดับที่สอง โดยในตอนนี้เองศูนย์ข้อมูลของกูเกิลก็ใช้พลังงานลมนับร้อยเมกกะวัตต์อยู่แล้ว

ที่มา - eWeek

กูเกิลจดสิทธิบัตรเซลล์แสงอาทิตย์ใบแรก, เริ่มตั้งทีมวิจัยอย่างเป็นทางการ

สิทธิบัตรการควบคุมแผงสะท้อนแสงด้วยการใช้กล้องคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้ามันไม่ได้มาจากกูเกิลที่เป็นบริษัทผู้ใช้พลังงานที่กำลังผันตัวมาลงทุนเทคโนโลยีผลิตพลังงานอย่างหนัก

ก่อนหน้านี้กูเกิลเองอาศัยการลงทุนในบริษัทพลังงานอื่นๆ แต่ในช่วงหลังบริษัทเริ่มจ้างทีมวิจัยเข้าเป็นพนักงานกูเกิลเองเพื่อวิจัยเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วยตัวเอง ตำแหน่งงานในตอนนี้มีถึง 5 ตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายหนึ่งคนและผู้จักการอีกสองคน เราคงได้เห็นกูเกิลเริ่มกวาดคนในสายเทคโนโลยีพลังงานจากบริษัทต่างๆ อีกระลอกใหญ่เร็วๆ นี้

ที่น่าสนใจคือกูเกิลเลือกลงทุนกับเทคโนโลยีจานรวมแสงสะท้อน (heliostat) แทนที่จะเป็นเทคโนโลยีแบบอื่น อาจจะเป็นไปได้ว่ากูเกิลได้สำรวจมาแล้วว่าเทคโนโลยีนี้มีต้นทุนและความเป็นไปได้ที่จะผลิตจำนวนมากจนมีราคาต่อวัตต์ถูกกว่าถ่านหินมากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ

ที่มา - BNet

Google Correlate - อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ด้วยคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นในกูเกิล

ผู้อ่านหลายคนคงคุ้นเคยกับการใช้ Google Trends หรือ Google Insights for Search ซึ่งใช้ดู "แนวโน้ม" ของคีย์เวิร์ดแบบต่างๆ ที่เราต้องการได้ เหมาะอย่างยิ่งแก่นักการตลาดที่ต้องการดูข้อมูลย้อนหลัง และจับแพทเทิร์นของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา

แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ใช้เฉพาะด้านการตลาดเท่านั้น มันสามารถนำมาใช้กับงานวิจัยแบบอื่นได้ด้วย เช่นกรณีของไข้หวัด 2009 ที่ระบาดเมื่อสองสามปีก่อน ก็สามารถ "พยากรณ์" ได้ล่วงหน้าเล็กน้อยจากสถิติของคำค้นที่เกี่ยวข้องกับอาการหวัด (เป็นสัญญาณว่าคนกำลังเป็นหวัดกันเยอะขึ้น และโรคหวัดเริ่มแสดงอาการ) ซึ่งกูเกิลได้สร้างเครื่องมือชื่อ Google Flu Trends มาให้นักสาธารณสุขได้ใช้กัน

กูเกิลกำลังผลักดันกฏหมายอนุญาตให้รถอัตโนมัติวิ่งบนถนน

รถที่วิ่งได้ด้วยตัวเองนั้นเป็นโครงการที่กูเกิลเปิดเผยมาหลายเดือนแล้วว่ากำลังทำวิจัยอยู่ภายใน แต่ The New York Times ก็เปิดเผยว่ามีกฏหมายสองฉบับที่ได้รับการเสนอเข้าไปยังเมืองเนวาดาเมื่อปีที่แล้วเพื่อให้รถที่ขับเคลื่อนตัวเองเป็นสิ่งถูกกฏหมาย

กูเกิลจ้างนักล็อบบี้ชื่อว่า David Goldwater เพื่อผลักดันกฏหมายนี้โดยคาดว่ากฏหมายจะได้รับการโหวตในสภาในเดือนหน้า กฏหมายสองฉบับมีเนื้อหาอนุญาตรถอัตโนมัติหนึ่งฉบับ และอีกฉบับหนึ่งเปิดข้อยกเว้นให้การส่งข้อความระหว่างการขับรถ

ยังมีประเด็นอีกมากที่ถูกพูดถึงในการอนุญาตรถอัตโนมัติเข้าสู่ท้องถนน โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยและการรับผิดชอบ เช่นหากรถอัตโนมัติเหล่านี้สร้างความเสียหาย โดยเฉพาะหากมีคนบาดเจ็บหรือตาย ผู้ขับขี่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบหรือไม่อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ความหวังสำคัญของรถอัตโนมัตินอกจากความสะดวกของผู้โดยสารแล้ว ยังเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาจราจร, และการประหยัดน้ำมัน เพราะคอมพิวเตอร์สามารถคำนวณค่าต่างๆ ในการขับขี่ได้อย่างละเอียดกว่ามนุษย์ สามารถจอดรถชิดกัน, ออกตัวได้พร้อมกัน, และขับประชิดได้มากกว่า

ที่มา - The New York Times

กูเกิลลงทุนบริษัทประกันภัยสภาพอากาศ

ความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้เกษตรกรต้องถือความเสี่ยงอยู่มากจนอาจจะหมดตัวได้หากเจอสภาวะแปรปรวนหนักๆ เช่นพายุ แต่บริษัทอย่าง WeatherBill ให้ทางเลือกกับเกษตรกรเพื่อลดความเสี่ยงลงได้ ที่สำคัญบริษัทนี้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างน่าสนใจจนได้รับเงินลงทุนจากกูเกิล 42 ล้านดอลลาร์ รวมเงินลงทุนทั้งหมด 60 ล้านดอลลาร์

แม้จะเป็นบริษัทประกันภัยแต่ WeatherBill ก็ลงทุนกับระบบพยากรณ์อากาศขนาดใหญ่ จากนั้นจึงคำนวณความเป็นไปได้ของสภาพอากาศในปีข้างหน้า เมื่อเกษตรกรซื้อกรรมธรรม์ จะสามารถปรับค่าสภาพอากาศที่คาดหวังและความแปรปรวนที่ยอมรับได้ ซอฟต์แวร์จะคำนวณความเสี่ยงและคิดเป็นเบื้ยประกันอัตโนมัติ

ยิ่งระบบแม่น WeatherBill ก็จะยิ่งทำกำไรได้มาก เพราะไม่ต้องจ่ายสินไหมหรือไม่ก็คิดเบี้ยประกันไว้คุ้มค่า ขณะที่เกษตรกรก็จะรู้ความเสี่ยงของตัวเองก่อนเริ่มเพาะปลูก

ที่มา - PhysOrg

Syndicate content