Genetics

หยุดการทำงานของยีน ด้วยยาปฏิชีวนะ

33
vote

วิธีหยุดการทำงานของยีนในระดับห้องปฏิบัติการ ได้รับการยอมรับมาเป็นเวลานับ 10 ปีแล้ว โดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า RNA interference ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์เป็นเครื่องมือรักษาโรคได้อย่างหลากหลาย เพียงแต่ต้องนำมาปรับใช้กับมนุษย์ให้ได้เท่านั้น

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Emory ได้ค้นพบว่ายาปฏิชีวนะที่ชื่อ fluoroquinolones สามารถทำ RNA interference ไำด้อย่างมีประสิทธิภาพในห้องทดลอง และยังสามารถลดผลข้างเคียงอย่างอื่นได้ ผลลัพธ์ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Biotechnology

นักวิจัยกล่าวว่า fluoroquinolones ไม่เคยมีรายงานถึงคุณสมบัตินี้มาก่อน และจุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ยาตัวนี้มีใช้กันอย่างแพร่หลายมายาวนาน ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่ามันปลอดภัย

enoxacin ใช้กันแพร่หลายในการรักษาโรคหนองในและโรคติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงกลุ่มของสารประกอบเช่น ciprofloxacin มีประสิทธิภาพมากในการเพิ่มความสามารถ RNA interference ซึ่งสารที่มีผลต่อ RNA interference กับสารที่ออกฤทธิ์ในการยับยั้ืงแบคทีเรียเป็นคนละส่วนกัน

อุปสรรคสำคัญในการทำ RNA interference กับมนุษย์ ก็คือความเป็นพิษ และการจำเพาะเจาะจงเป้าหมาย และได้รับ RNA ถูกที่ในร่างกาย ซึ่งถ้านักวิจัยสามารถปรับปรุงปริมาณของ RNA ที่ให้ และลดปริมาณยาที่ใช้ลง ก็จะทำให้สามารถติดตามทั้งเป้าหมายและความเป็นพิษได้

งานวิจัยบางชิ้น พบว่าการฉีด RNA เข้าไปในร่างกาย แทนที่จะไปหยุดการทำงานของยีนที่ต้องการ กลับกลายเป็นการกระตุ้นการตอบสนองต่อไวรัสแทน

Andrew Fire และ Craig Mello ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ในปี 2006 จากการค้นพบว่า ชิ้นส่วนของ RNA เมื่อใส่เข้าไปในเซลล์ สามารถหยุดการทำงานของยีน วิธีการนำ RNA สัีงเคราะห์เข้าไปบังคับกลไกภายในเซลล์ มีชื่อเรียกว่า RNA-induced silencing complex หรือเรียกกันว่า RISC

การติดตามการทำงานของ RISC ทำได้โดยการใส่ยีนที่มีโปรตีนที่สามารถเรืองแสงในเซลล์ และเติมชิ้่นส่วนของ RNA ลงไป

นักวิจัยพบว่า enoxacin สามารถเพิ่มความสามารถในการหยุดการทำงานของยีนเป็น 10 เท่า ของเซลล์ที่เพาะเลี้ยง และเป็น 3 เท่า ในหนูทดลอง ซึ่งดูเหมือนกว่า enoxacin จะไปจับอย่างแน่นหนากับ RISC ซึ่งมีการเรียกโปรตีนส่วนนั้นว่า TRBP

พฤติกรรมรักร่วมเพศมีสาเหตุเพราะพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม

37
vote

งานวิจัยเรื่องพฤติกรรมรักร่วมเพศ จากมหาวิทยาลัย Queen Mary และ Karolinska Instituet ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Sexual Behavior ได้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศ นั้นเกิดมาจากปัจจัยทางด้านพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม รวมถึงกระบวนการพัฒนาทางชีววิทยา เช่นการมีฮอร์โมนที่แตกต่างออกไประหว่างอยู่ในครรภ์

ทีมวิจัยได้สำรวจกลุ่มคู่แฝดทั้งหมด 3,286 คู่ (7,652 คน)ซึ่งมีทั้งแฝดแท้และแฝดเทียม โดยกลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 20-47 ปี ทั้งนี้เพื่อดูความแตกต่างทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดู ซึ่งผลจากการเปรียบเทียบระหว่างแฝดแท้และแฝดเทียมให้ผลปรากฏว่า พันธุกรรมนั้นมีผลในบางส่วน

กลุ่มตัวอย่างจะได้รับการถามถึงจำนวนคู่นอน ทั้งต่างเพศและเพศเดียวกันที่เคยมีมา ผลที่ได้ปรากฏว่า 35% ของชายที่เคยมีคู่นอนเป็นเพศเดียวกัน มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม และ 64% นั้นมาจากสภาพแวดล้อม (ไม่เกี่ยข้องกับสังคม, ทัศนะคติ หรือการเลี้ยงดู) หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ สาเหตุที่ทำให้ผู้ชายรักเพศเดียวกัน นั้นมีหลายหนทาง ไม่ใช่แต่เพียงหนทางใดหนทางหนึ่ง

แต่สำหรับเพศหญิง ผลที่ได้นั้นต่างออกไปพอสมควร 18% นั้นเกิดมาจากพันธุกรรม 64% เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ใช้ร่วมกัน และ 16% เกิดจากสภาพแวดล้อมเดียวกัน (ครอบครัว, สังคม)

นักวิจัยสรุปผลที่ได้ว่า ในเพศหญิง ปัจจัยด้านพันธุกรรมและครอบครัวนั้นมีผลพอๆ กัน โดยที่สภาพแวดล้อมอื่นๆ นั้นมีผลมากที่สุด ส่วนในเพศชาย สภาพครอบครัวหรือการเลี้ยงดูแทบจะไม่มีผลกระทบเลย แต่เกิดจากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมทางชีววิทยามากกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้เตือนว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอนสำหรับพฤติกรรมรักร่วมเพศ เนื่องจากความแตกต่างระหว่างชายหญิงเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ

ที่มา - Physorg

Syndicate content