Fusion

กรณี "ฟิวชันเย็น" ยังไม่จบ...นักวิทยาศาสตร์เริ่มลังเล

จากข่าวเมื่อประมาณปลายเดือนมกราคมปี 2011 นี้ที่ "นักวิทยาศาสตร์อิตาลีอ้างว่าทำฟิวชันเย็นได้" นักวิทยาศาสตร์หลายคน, สื่อหลายสำนัก, รวมทั้งผมด้วยก็วิพากษ์วิจารณ์อัดเรื่องนี้กันยกใหญ่ เพราะเรื่องฟิวชันเย็นเป็นตราบาปที่ถูกขึ้นบัญชีดำไว้ตั้งแต่เมื่อประมาณปี 1989 ไม่มีวารสารวิชาการที่ไหนรับตีพิมพ์ แม้แต่สำนักทะเบียนสิทธิบัตรยังไม่กล้าให้จด

เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญสองคนจากประเทศสวีเดน คือ Hanno Essen แห่ง Swedish Royal Institute of Technology ผู้เป็นประธาน Swedish Skeptics Society, และ Sven Kullander แห่ง Uppsala University ผู้เป็นประธาน Royal Swedish Academy of Sciences Energy Committee ได้เดินทางเข้าไปชมการสาธิตการทำงานของเตาปฏิกรณ์ฟิวชันเย็น Energy Catalyzer หรือ E-Cat ที่ Andrea Rossi และ Sergio Focardi ได้ประดิษฐ์ขึ้น

ผลที่ออกมาค้านสายตาผู้ชมแบบไม่น่าเชื่อ เมื่อผู้เชี่ยวชาญทั้งสองร่วมกันลงความเห็นว่า "พลังงานที่ออกมาจากกระบวนการมากเกินกว่าจะเกิดจากปฏิกิริยาเคมี ดังนั้นจึงเหลือทางเลือกในคำอธิบายเรื่องนี้มีเพียงอย่างเดียว คือ มันต้องมีปฏิกิริยานิวเคลียร์อะไรสักอย่างที่ให้พลังงานระดับนี้ออกมา" (อ่านรายงานฉบับเต็มได้จาก www.nyteknik.se/incoming/article3144960.ece/BINARY/Download+the+report+by+Kullander+and+Ess)

เอาอีกแล้ว! นักวิทยาศาสตร์อิตาลีอ้างว่าทำ "ฟิวชันเย็น" ได้

"ฟิวชันเย็น" (cold fusion) หมายถึงกระบวนการนิวเคลียร์ฟิวชัน (nuclear fusion) ในอุณหภูมิต่ำๆ เช่น อุณหภูมิห้อง ฟิวชันเย็นต่างจากกระบวนการฟิวชันที่เกิดใจกลางของดาวฤกษ์ซึ่งต้องมีอุณหภูมิสูงเป็นล้านๆ องศาขึ้นไป เมื่อประมาณ 20-30 ปีที่แล้ว ฟิวชันเย็นเคยเป็นข่าวโด่งดังขึ้นมา เนื่องจากมีนักวิทยาศาสตร์สองคน คือ Stanley Pons และ Martin Fleishmann อวดอ้างว่าค้นพบวิธีเหนี่ยวนำให้เกิดฟิวชันได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่พอนักวิทยาศาสตร์คนอื่นทดลองซ้ำตามวิธีที่อ้าง กลับไม่เกิดผลใดๆ แบบที่ทั้งสองคนรายงาน

ตั้งแต่นั้นมา "ฟิวชันเย็น" ก็ถูกขึ้นบัญชีดำ เป็น เรื่องโกหกหลอกลวงที่ขัดกับหลักทฤษฎี

แต่เรื่องฟิวชันเย็นก็ยังเป็นเรื่องสนใจของใครอีกหลายคน เนื่องจากหากทำได้จริง มนุษยชาติจะมีแหล่งพลังงานใหม่ที่สะอาดให้ใช้กันไม่รู้จบรู้สิ้น คงไม่ต้องบอกนะครับว่าคนที่คิดได้สำเร็จจะได้ลาภยศชื่อเสียงมหาศาลขนาดไหน

ไม่กี่สัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ข่าวฟิวชันเย็นก็กลับคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีสองคนชื่อว่า Andrea Rossi และ Sergio Focardi แห่งมหาวิทยาลัยโบโลญญ่า อ้างว่าพวกเขาสร้างเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันเย็นได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นขณะนี้เครื่องที่ว่าได้ผ่านขั้นตอนการวิจัยเรียบร้อยแล้วด้วย และกำลังเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ไม่เกินสิ้นปี 2011 นี้ก็วางขายได้เลย

ฟิวชันโดยซูเปอร์เลเซอร์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ทางศูนย์ NIF (National Ignition Facility) แห่งห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอเรนซ์ลิเวอร์มอร์ ได้ทำการทดลองยิงแคปซูลที่บรรจุเชื้อเพลิงฟิวชั่นด้วยลำแสงเลเซอร์เป็นครั้งแรก ในแคปซูลเท่าขนาดเม็ดพริกไทย ประกอบไปด้วยของผสมระหว่างสองไอโซโทปของธาตุไฮโดรเจน (ดิวทีเรียมและทริเทียม) ที่ทำให้เป็นของแข็งที่อุณหภูมิต่ำมาก โดยในการยิงครั้งแรกครั้งนี้ แคปซูลจะเจือปนธาตุไฮโดรเจนลงไป เพื่อให้นักวิจัยสามารถศึกษาฟิสิกส์เกี่ยวกับการบีบอัดในแคปซูลก่อนการยิงเต็มกำลังในครั้งต่อไป จำนวนลำแสงเลเซอร์ที่ใช้มีปริมาณถึง 192 ลำ ซึ่งโฟกัสไปยังที่แคปซูล ให้ความร้อนทั้งหมดถึง 192 ล้านจูล (ครึ่งหนึ่งของพลังงานสูงสุดของ NIF)

วัตถุประสงค์ของการทดลองครั้งนี้เพื่อแสดงการใช้เลเซอร์ในการบีบอัด และให้ความร้อนแก่เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ในสภาวะที่รุนแรงกว่าแกนกลางของดวงอาทิตย์ เพื่อทำให้เกิดการรวมตัวกันและปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบฟิวชั่นที่เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อมกว่าและให้พลังงานมากกว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบฟิชชั่นในปัจจุบัน

ที่มา - Science

เกาหลีใต้เดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน

นักวิทยาศาสตร์ของเกาหลีใต้ ได้ทำการทดลองเดินเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน ถือเป็นก้าวสำคัญของพลังงานสะอาดที่สามารถนำมาใช้ได้ไม่สิ้นสุด

เตาปฏิกรณ์ KSTAR ได้สาธิตการสร้างสนามพลาสมาความร้อนสูง โดยเป็นเตาปฏิกรณ์เครื่องแรกของโลกที่สามารถสร้างพลาสมาได้ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ในการนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์

KSTAR เป็นเตาปฏิกรณ์ต้นแบบของโครงการ ITER (International Thermonuclear Experiment Reactor) ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นโครงการที่จะจำลองการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ของดวงอาทิตย์ เพื่อพลังงานที่ไม่มีวันหมด

เตาปฏิกรณ์ KSTAR เป็นเตาปฏิกรณ์ที่ใช้สนามแม่เหล็ก (Magnetic confinement fusion) ในการกักเก็บเชื้อเพลิงที่ใช้ทำปฏิกิริยาในรูปของพลาสมา ส่วนเตาปฏิกรณ์อีกชนิดหนึ่งมีชื่อเรียกว่า ICF (Inertial confinement fusion) ซึ่งจะใช้ความร้อนและความดัน ในการบีบอัดเชื้อเพลิงให้อยู่ในรูปทรงกลมเล็กๆ

การสาธิตประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หลังจากทำการเดินเครื่องเป็นเวลาหลายเดือน และถูกสังเกตโดยนักวิทยาศาสตร์ท้องถิ่นและต่างชาติ

KSTAR ถูกสร้างขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ด้วยงบประมาณ 306 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่าง สหรัฐ, ญี่ปุ่น, จีน, รัสเซีย, และสหภาพยุโรป

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติน้อย มีการใช้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบพิชชันเป็นปริมาณ 40% ของพลังงานทั้งหมด

ที่มา - Physorg

Syndicate content