นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานมานานแล้วว่าเมื่อเกิดภาวะแห้งแล้งขาดแคลนอาหาร ไดโนเสาร์จะอพยพไปหาแหล่งอาหารใหม่ งานวิจัยฟอสซิลล่าสุดก็ยืนยันความเชื่อนี้ และยังแนะอีกด้วยว่าไดโนเสาร์น่าจะมีการอพยพตามฤดูกาลประจำทุกปี
ทีมวิจัยที่นำโดย Henry Fricke แห่ง Colorado College ได้วิเคราะห์ชั้นเคลือบฟัน (enamel) ของ Camarasaurus ซึ่งเป็นซอโรพอดที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือในยุคจูราสสิกตอนปลาย ฟันเหล่านี้มีอายุ 145-160 ล้านปี ขุดค้นพบในที่ราบแอ่งกระทะ Morrison ในรัฐไวโอมิงและยูทาห์
ผลจากการวิเคราะห์ฟัน 32 ซี่ นักวิจัยสังเกตว่าฟันแต่ละซี่มีอัตราส่วนของไอโซโทป Oxygen-18 ต่อ Oxygen-16 ไม่เท่ากัน บางซึ่ก็มีอัตราส่วนไอโซโทปตรงกับชั้นหินโดยรอบ บางซี่ก็มีอัตราส่วน O-18 ต่อ O-16 ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าพื้นที่ราบสูงที่อยู่ถัดไปทางทิศตะวันตกของแอ่ง Morrison มีไอโซโทป O-18 น้อยกว่าพื้นที่ราบลุ่มแอ่งกระทะ เนื่องจาก O-18 มีน้ำหนักมากกว่า โมเลกุลของน้ำที่มี O-18 เลยตกลงมาเป็นฝนมากกว่าในตอนที่เมฆค่อยๆ ลอยขึ้นตามความลาดเอียงของภูมิประเทศ
นักวิจัยจึงสรุปว่า ในเวลาที่ราบแอ่งกระทะเกิดความแห้งแล้ง Camarasaurus จะเดินทางอพยพเป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตรไปหาอาหารและแหล่งน้ำกินทางทิศตะวันตก พอความแห้งแล้งผ่านพ้นไป Camarasaurus ก็อพยพกลับบ้าน ฟันที่พบว่ามี O-18 ต่ำกว่าชั้นหินรอบๆ ก็น่าจะเป็นฟันของไดโนเสาร์ตัวที่ตายหลังจากที่กลับมาจากการอพยพไม่นาน เพราะแร่ธาตุในเคลือบฟันไดโนเสาร์จะแปรผันตามอาหารและน้ำที่มันกินเข้าไป
นอกจากนี้เมื่อนักวิจัยเจาะดูแต่ละชั้นของเคลือบฟันของ Camarasaurus ตัวหนึ่ง ก็พบว่าชั้นเคลือบฟันที่เก่ากว่ามีไอโซโทป O-18 สูงกว่าชั้นเคลือบฟันที่เพิ่งสร้างใหม่ และเนื่องจากเคลือบฟันของไดโนเสาร์พวกนี้จะเจริญขึ้นมาครอบอันเก่าเรื่อยๆ ในระยะเวลาประมาณ 5-6 เดือน ทำให้นักวิจัยสันนิษฐานได้ว่าไดโนเสาร์พวกนี้คงจะอพยพกันเป็นประจำตามฤดูกาลทุกปี
นี่เป็นหลักฐานแรกๆ เลยที่สามารถยืนยันได้ว่าไดโนเสาร์มีการอพยพตามฤดูกาล แถมยังเป็นการอพยพตามแนวตะวันออก-ตะวันตกด้วย ไม่ใช่แค่อพยพขึ้นเหนือ-ล่องใต้
นักวิทยาศาสตร์คาดว่าไดโนเสาร์กินพืชอย่าง Camarasaurus คงอพยพพร้อมกันเป็นฝูงใหญ่คล้ายกับฝูง wildebeest มิฉะนั้นมันคงถูกผู้ล่าจับกินเรียงตัวจนหมด อย่างไรก็ตาม Henry Fricke คิดว่าควรจะวิเคราะห์ฟอสซิลฟันของไดโนเสาร์กินเนื้อในยุคเดียวกัน เช่น Allosaurus ด้วยเพื่อความมั่นใจ
ที่มา - Nature News, New Scientist