Fertility

คำถามใหม่ของศีลธรรม การใช้เอ็มบริโอของคู่แต่งงานหลังหย่าทำได้หรือไม่

ประเด็นถกเถียงที่เกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และทำให้เกิดคำถามด้านศีลธรรมที่เราอาจจะเคยได้ยินกันเช่นการจ้างอุ้มท้อง (อุ้มบุญ) หรือการซื้อขายอวัยวะ ล่าสุดก็มีประเด็นเรื่องของเอ็มบริโอแช่แข็งเพิ่มเข้ามาแล้ว

เอ็มบริโอแช่แข็งนั้นเกิดขึ้นจากพ่อแม่ที่แต่งงานแล้วและเตรียมว่าจะมีบุตรในอนาคต แต่ด้วยข้อจำกัดบางอย่างจึงตัดสินใจแช่แข็งเอ็มบริโอไว้ก่อน ปัญหาคือคู่แต่งงานที่หย่ากันภายหลังคู่หนึ่งได้แช่แข็งเอ็มบริโอไว้ ปรากฏว่าฝ่ายหญิงต้องการนำเอ็มบริโอนั้นมาใช้งาน ฝ่ายชายจึงฟ้องเพราะไม่ต้องการเป็นพ่อเด็ก

ในสหรัฐฯ ปัญหานี้ยังมีแนวทางที่แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยรัฐแมสซาชูเซตส์และนิวเจอร์ซีย์นั้นให้สิทธิฝ่ายชายที่จะไม่ยินยอมให้มีการใช้เอ็มบริโอ ส่วนรัฐอื่นๆ เช่นนิวยอร์ด และอินเดียน่ายังไม่มีคำตัดสินชัดเจน

เหตุผลที่ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการใช้เอ็มบริโอนั้นคือไม่ต้องการเป็นพ่อแม่ของเด็กที่เกิดมาโดยสายเลือด และคำค้านก็อยู่ในรูปแบบว่าไม่ควรมีใครถูกบังคับให้กลายเป็นพ่อแม่เด็ก

คำถามอาจจะกลับไปคล้ายกันการทำแท้ง ว่าเด็กนั้นเกิดขึ้นเมื่อใหร่ เพราะขณะที่มีการผสมจนเกิดเป็นเอ็มบริโอนั้นทั้งสองฝ่ายสมัครใจทั้งคู่

เทคโนโลยีการแช่แข็๋งทำให้เราสามารถเก็บรักษาเอ็มบริโอไว้ก่อนนำกลับมาตั้งครรภ์ได้นับปี

ที่มา - Wall Street Journal

ไม่ต้องเตะปี๊บ, ชิปรุ่นใหม่สามารถตรวจวัดคุณภาพอสุจิได้เองที่บ้าน

Loes Segerink นักวิจัยระดับปริญาเอกของมหาวิทยาลัย Twente แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ได้รายงานความสำเร็จในการพัฒนาชิปทดสอบ (lab-on-a-chip) สำหรับการตรวจวัดคุณภาพอสุจิ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่อนาคต คู่ที่ต้องการมีบุตรสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลอีกต่อไป

การวัดคุณภาพอสุจินั้นโดยทั่วไปแล้วทำกันสองอย่างคือ วัดความหนาแน่นของสเปิร์มในน้ำอสุจิ, และการวัดความแข็งแรงของสเปิร์ม

การวัดความหนาแน่นของสเปิร์มนั้นอาศัยการวัดความต้านทานของของเหลวที่ใส่ไว้บนตัวชิป เมือหยดอสุจิลงไปจะเกิดความเปลี่ยนแปลงของความต้านทานในของเหลวนั้น งานวิจัยสามารถนำผลของความเปลี่ยนแปลงนี้มาคำนวณหาค่าความหนาแน่นของอสุจิได้อย่างหยาบๆ เพียงพอต่อการตรวจสอบเบื้องต้น มันยังสามารถหาความหนาแน่นของเซลล์แบบอื่นๆ เช่นเซลล์เม็ดเลือดได้อีกด้วย

อย่างที่สองคือการวัดความแข็งแรงของสเปิร์มด้วยการดัดแปลงตัวชิปเล็กน้อย ให้แยกเส้นทางของสเปิร์มที่เคลื่อนไหว (ว่าย) และไม่เคลื่อนไหวออกจากกัน แล้วจึงวัดความหนาแน่นในแต่ละเส้นทางที่แยกกันออกมา

การพัฒนาชิปทดสอบเพื่อทดแทนการส่งตัวอย่างเพื่อการตรวจสอบเป็นงานวิจัยสายการแพทย์ที่ได้รับความสนใจสูงในหลายปีที่ผ่านมาอีกสายหนึ่ง เพราะหากเราสามารถทดสอบสิ่งต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย, รวดเร็ว, และมีราคาถูก แล้วเราจะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตไปได้อีกมาก ผู้ป่วยเบาหวานอาจจะรายงานระดับน้ำตาลไปยังแพทย์ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลเลยในช่วงเวลาหลายปี คนทั่วไปอาจจะสามารถควบคุมพฤติกรรมการกินได้ง่ายขึ้นจากการรายงานระดับสารต่างๆ ในกระแสเลือด อย่างไรก็ดีกระบวนการทดสอบเหล่านี้ยังต้องรอการพัฒนาไปอีกมากกว่ามันจะได้รับการยอมรับว่ามีความแม่นยำเท่าเทียมกับห้องทดสอบจริงๆ

ที่มา - University of Twente

ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายใกล้ความสำเร็จไปอีกขั้น

วิธีคุมกำเนิดชั่วคราวในผู้ชายนั้นมีค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับผู้หญิง โดยส่วนใหญ่ที่เห็นๆ กันก็คือการใช้ถุงยางอนามัยเพียงอย่างเดียว ต่อไปนี้เราอาจจะเห็นวิธีคุมกำเนิดแบบใช้ยาฮอร์โมนในผู้ชายมากขึ้น หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการวิจัยที่จีนครับ

ยาคุมกำเนิดที่มีการศึกษาใหม่นี้คือฮอร์โมน testosterone ซึ่งนักทีมนักวิจัยจากปักกิ่ง นำโดย Yiqun Gu แห่ง National Research Institute for Family Planning ได้ทำการฉีดฮอร์โมนดังกล่าวในรูปแบบ testosterone undecanoate ขนาด 500 mg ให้ผู้ชายวัยเจริญพันธุ์ (20-45 ปี) ชาวจีนจำนวนกว่า 1,045 คน และดูปริมาณการตั้งครรภ์ในช่วงที่ฉีดดังกล่าว ผลพบว่าในระหว่างการวิจัยนั้นมีการตั้งครรภ์เพียง 9 ครั้งเท่านั้น หรือคิดเป็นเพียง 1.1% ของทั้งการวิจัย

สำหรับผลข้างเคียงนั้นพบน้อยมาก โดยส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือมีความรู้สึกเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด (41 ราย), มีสิวขึ้น (77 ราย), ไอมาก (22 ราย), อารมณ์เปลี่ยนแปลง (8 ราย), และผื่นคัน (8 ราย) สำหรับความรู้สึกอยากทางเพศที่เปลี่ยนไปนั้นแตกต่างออกไปในแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่จะอยากมากขึ้น และเมื่อจบงานวิจัยนั้นพบว่าผู้ที่เลิกใช้นั้นสามารถกลับมามีบุตรได้ตามปกติภายในระยะเวลาเฉลี่ยหกเดือน ผู้วิจัยสรุปว่าการฉีดฮอร์โมนชนิดดังกล่าวนั้นปลอดภัย และได้ผลที่ดีในผู้ชายชาวจีน

งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำขึ้นสำหรับยาฉีดคุมกำเนิดในผู้ชายนั้นไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยาเนื่องจากความต้องการในตลาดนั้นมีน้อย ทำให้ต้องอาศัยแรงผลักดันจากภาครัฐและมูลนิธิต่างๆ เป็นหลัก

Syndicate content