Ethics

คนส่วนใหญ่เลือกฆ่าคน 1 คนเพื่อให้ 5 คนรอด

ในวิชาปรัชญาจริยธรรม มีปัญหาชื่อดังอยู่ข้อหนึ่งที่เรียกว่า "trolley problem" ซึ่งเป็นสถานการณ์สมมติว่าเราอยู่บนรถบรรทุกถ่านหินที่กำลังไถลไปบนรางในเหมืองด้วยความเร็วสูง บนรางข้างหน้ามีคนงาน 5 คนทำงานอยู่และด้านข้างก็เป็นหน้าผาสูง เผอิญรถนี้เบรคไม่ได้แต่สลับรางได้ รางอีกเส้นมีคนงานอยู่ 1 คน คำถามคือเราควรจะสลับรางไปชนคน 1 คนเพื่อรักษาชีวิตของคน 5 คนหรือไม่?

มีการวิจัยสำรวจถามความเห็นคนเกี่ยวกับปัญหานี้หลายครั้ง แต่ Carlos David Navarrete แห่งมหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน ยกระดับการวิจัยปัญหานี้ขึ้นไปอีกขั้น เขาให้กลุ่มตัวอย่างมานั่งในห้องจำลองสถานการณ์ 3 มิติเสมือนว่าผู้ร่วมทดลองอยู่ในเหตุการณ์ตามที่สมมติใน trolley problem จริงๆ และสามารถเลือกสลับรางได้เพียงแค่กดปุ่มบนคันบังคับเท่านั้น

ผลปรากฏว่า 133 จากทั้งหมด 147 คน (90.5%) เลือกสลับรางไปชนคนงาน 1 คน มีเพียง 14 คนเท่านั้นที่เลือกชนคน 5 คน (ในจำนวนนี้ 11 คนไม่ได้กดปุ่มบังคับ อีก 3 คนกดปุ่มไปแล้วแต่เปลี่ยนใจกดเปลี่ยนกลับมารางเดิม)

ผลนี้เป็นไปในลักษณะเดียวกับงานวิจัยก่อนหน้าที่ไม่ได้มีการจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง คนส่วนใหญ่คิดว่า "ควร" จะสละชีวิตคน 1 คน เพื่อให้คน 5 คนรอด

Carlos David Navarrete ยังสังเกตว่าคนที่เลือกไม่กดปุ่มบางคนแสดงอารมณ์ตกใจออกมามากกว่า อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาตกใจเกินกว่าจะตัดสินใจเลือกทำอะไรสักอย่างก็ได้

ที่มา - Medical Xpress

ผู้ชายหน้ากว้างมีแนวโน้มขี้โกงมากกว่าผู้ชายหน้าแคบ

เคยมีงานวิจัยเคยศึกษามาแล้วว่าผู้ชายที่มีใบหน้ากว้างมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมก้าวร้าวและมีโอกาสที่จถูกมองว่าเป็นคนไม่น่าไว้วางใจมากกว่าคนที่มีใบหน้าแคบ ล่าสุดทีมวิจัยที่นำโดย Michael Haselhuhn แห่ง University of Wisconsin-Milwaukee ได้ทำการทดลองพบว่าผู้ชายที่มีใบหน้ากว้างยังมีแนวโน้มที่จะโกงมากกว่าด้วย

ในการทดลองแรก นักวิจัยให้อาสาสมัครที่เป็นนักศึกษา 192 คน (ในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 115 คน) รับบทบาทใดบทบาทหนึ่งระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ขายถูกนักวิจัยสั่งให้ขายเสียง เอ๊ย ทรัพย์สินสมมติก็ต่อเมื่อแน่ใจว่าทรัพย์สินของตนเองจะไม่ถูกนำเอาไปใช้ในทางการค้า ส่วนผู้ซื้อถูกสั่งว่าต้องเอาของที่ซื้อได้มาขายทำกำไรทันที ผลปรากฏว่า อาสาสมัครที่เป็นผู้ชายและมีความกว้างของใบหน้ามากกว่ามีแนวโน้มโกหกผู้ขายมากกว่าคนที่เป็นผู้ชายใบหน้าแคบถึง 3 เท่า

อีกการทดลอง นักวิจัยให้อาสาสมัคร 103 คน (ในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 50 คน) เล่นทายผลล็อตเตอรี่ โดยแต่ละคนจะมีสิทธิ์ทายได้กี่ครั้งก็ขึ้นกับจำนวนแต้มของลูกเต๋าที่ทอยได้ ผลก็ออกมาว่า ผู้ชายหน้ากว้าง 18.6% โกหกโดยบอกตัวเลขสูงกว่าแต้มที่ตัวเองทอยได้ ในขณะที่มีผู้ชายหน้าแคบเพียง 2% เท่านั้นที่โกง

นอกจากนี้ผลจากการทำแบบทดสอบยังชี้ให้เห็นว่าผู้ชายที่มีใบหน้ากว้างมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าตนเองมีอำนาจมากกว่าผู้ชายหน้าแคบ ซึ่งงานวิจัยก่อนหน้านี้เคยพิสูจน์แล้วว่าคนที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจมักจะโกงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายหน้าเหลี่ยม เอ๊ย หน้ากว้างทุกคนจะต้องขี้โกงไปหมด จำนวนคนที่โกงในแต่ละการทดลองนั้นเป็นเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้น คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะหน้ากว้างหรือหน้าแคบก็ซื่อสัตย์กันทั้งนั้น แถมการมีใบหน้ากว้างก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมด เพราะยังมีงานวิจัยชิ้นอื่นชี้ให้เห็นว่า CEO ใน Fortune 500 CEOs ที่มีความกว้างของใบหน้ามากกว่า มักจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินมากกว่าด้วย

จุดที่สำคัญอีกอย่างของงานวิจัยนี้ คือ ความกว้างใบหน้าของผู้หญิงไม่สัมพันธ์กับความซื่อสัตย์หรือความขี้โกงแต่อย่างใด

แต่ เอ... จะว่าไปนายกฯ หญิงคนแรกของเราก็ไม่ได้หน้ากว้างเท่าไรนะ

ที่มา - Live Science

ผู้เสียหายจากการทดลองในกัวเตมาลายื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ

การทดลองซิฟิลิสในกัวเตมาลาที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในปี 1946-1948 ถือเป็นการทดลองที่ละเมิดจริยธรรมทางการแพทย์และการทดลองอย่างรุนแรง (ติด 1 ใน 7 อันดับของข่าวที่แล้วด้วย)

ข้างล่างนี้คือข้อความอธิบายการทดลองในกัวเตมาลาอย่างสั้นๆ (ผมคัดมาจากข่าวเก่าเลย ขี้เกียจพิมพ์ใหม่ -_-')

นักวิจัยทำการทดลองถ่ายเชื้อซิฟิลิสเข้าผู้ร่วมการทดลองโดยการจ่ายเงินให้ไปนอนกับโสเภณีที่ติดเชื้อ หรือไม่ก็กรีดหนังองคชาติแล้วเทเชื้อในจานเพาะลงบนแผล หลังจากที่เรื่องนี้แดงขึ้น เดือนตุลาคม 2010 ที่ผ่านมา Hilary Clinton และ Kathleen Sebelius ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษกับสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำลงไป

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามปกปิดเรื่องนี้สักเพียงไร ก็ไม่พ้นสายตาประชาชนอยู่ดี ผู้ที่ไปขุดค้นเรื่องนี้มาเปิดเผยต่อสาธารณชนในปี 2010 ที่เพิ่งจะผ่านมาหยกๆ คือ ศาสตราจารย์ Susan Reverby แห่ง Wellesley College ในสหรัฐฯ

หลังจากการแฉ ก็ตามมาด้วยคำขอโทษจากรัฐบาล และต่อเนื่องมาจนถึงการยื่นฟ้อง โดยผู้ที่ยื่นฟ้องก็คือทนายของเหยื่อชาวกัวเตมาลาหรือบรรดาญาติของเหยื่อที่เสียชีวิตจากการทดลองในครั้งนั้นนั่นเอง

หวังว่าคดีนี้จะจบลงด้วยความเป็นธรรม ผู้กระทำผิดถูกลงโทษ ผู้เสียหายได้รับการชดเชย

ที่มา - BBC News

7 การทดลองที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ [น. 13]

เช่นเดียวกับทุกวงการ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ก็มีมุมมืดเหมือนกัน การทดลอง 7 อันข้างล่างนี้มาจากบทความ "7 Absolutely Evil Medical Experiments" ของเว็บ Live Science ทั้งหมดเป็นการทดลองที่กระทำต่อมนุษย์ซึ่งถ้าตัดสินในมุมมองของจริยธรรมการทดลองในปัจจุบันก็ต้องเรียกว่า "ไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุด" บางอันอาจจะมีข้อความเนื้อหาที่ไม่เหมาะกับเยาวชน ขอให้ผู้ปกครองให้คำแนะนำด้วย

  1. การทดลองที่ค่ายกักกัน Auschwitz ของนาซีเยอรมัน - คงไม่ต้องพูดถึงสำหรับการทดลองของนักวิทยาศาสตร์นาซีที่ทำต่อนักโทษ วัตถุประสงค์การทดลองส่วนใหญ่ก็เป็นไปเพื่อพิสูจน์ความเหนือกว่าของชนชาติอารยันและทดสอบประสิทธิภาพของอาวุธเคมี/ชีวภาพ ผู้ร่วมรับการทดลอง(แบบไม่เต็มใจ)ต้องถูกทรมานสารพัดแบบ ตั้งแต่การรมก๊าซพิษ แช่แข็ง ขังในห้องความดันต่ำ ฯลฯ ผู้หญิงบางคนถูกรัดเต้านมด้วยเชือกเพื่อทดลองว่าทารกจะอดนมได้นานขนาดไหน จนแม่บางคนตัดใจฆ่าลูกตัวเองให้พ้นทรมานด้วยการฉีดมอร์ฟีนเข้าเส้นเลือดเด็ก หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง นักวิทยาศาสตร์นาซีถูกจับตัวขึ้นศาลอาชญากรสงครามเกือบทุกคน บางคนก็หลบรอดไปได้ เช่น Josef Mengele แพทย์หน่วย SS หัวโจกของโครงการทดลองหลบหนีไปอเมริกาใต้และตายที่บราซิลในปี 1979

จากนิยายสู่เรื่องจริง: สอนจริยธรรมให้กับหุ่นยนต์

ถ้ามีคนบอกว่า "วันหนึ่งในอนาคต เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ที่เรียนรู้จริยธรรมแบบมนุษย์ได้" เราก็คงมองคนนั้นว่าต้องเพิ่งอ่านนิยายมหากาพย์ภาคหุ่นยนต์ของไอแซค อาซิมอฟ จบมาแล้วเพ้อไปเป็นแน่

แล้วถ้าผมบอกว่า "วันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ มีคนสอนให้หุ่นยนต์สามารถเรียนรู้จริยธรรมได้แล้วจริงๆ" หละ คุณจะเชื่อหรือไม่

จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ Susan Anderson อาจารย์วิชาปรัชญาแห่งมหาวิทยาลัยคอนเน็คติคัต และสามีนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของเธอ ศาสตราจารย์ Michael Anderson แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์ตฟอร์ด (University of Hartford) ได้ร่วมมือกันนับเป็นเวลากว่า 10 ปีสร้างศาสตร์สาขาใหม่ขึ้นมา ศาสตร์นี้มีชื่อว่า "จริยธรรมของหุ่นยนต์" (Machine Ethics)

เด็กชายญี่ปุ่นไม่สามารถรับการเปลี่ยนถ่ายหัวใจในประเทศเนื่องจากกฏหมายไม่อนุญาต

ประเด็นด้านศีลธรรมกับการปลูกถ่ายอวัยวะนั้นยังคงเป็นประเด็นที่ต้องมีการพูดคุยกันไปอีกนาน แต่ระหว่างนี้เด็กชายฮิโรกิ อันโดะคงไม่สามารถรอได้อีกต่อไปเนื่องจากเด็กชายมีความผิดปรกติของหัวใจที่ต้องการการเปลี่ยนถ่าย แต่กฏหมายการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะของญี่ปุ่นนั้นกำหนดให้ผู้บริจาคต้องมีอายุมากกว่า 15 ปีทำให้หมดโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนถ่ายสำหรับเด็กชายฮิโรกิในญี่ปุ่นเองอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตามเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ประชาชนจำนวนมากก็ส่งเงินมาช่วยเหลือเด็กชายอย่างไม่ขาดสาย ทำให้มียอดเงินรวมถึง 1.7 ล้านดอลลาร์ (178 ล้านเยน) มากพอที่จะนำส่งเด็กชายไปยังศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเพื่อดำเนินการเปลี่ยนถ่ายในสหรัฐฯ ต่อไป

เด็กชายฮิโรกิยังคงต้องเข้าคิวรอการบริจาคต่อไป

กฏหมายการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะที่เข้มงวดและวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นทำให้ 12 ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะเพียง 81 ครั้ง ขณะที่สหรัฐฯ นั้นมีการเปลี่ยนถ่ายปีละหลายพันครั้ง

ครอบครัวอันโดะได้สร้างเว็บเพื่อรายงานอาการของเด็กชายไว้ที่ hirokikun.jp

ที่มา - CNN

ศาลอังกฤษพิพากษาให้แพทย์หยุดช่วยชีวิตเด็กอายุ 9 เดือน

ศาลอังกฤษมีคำพิพากษาในคดีที่เป็นการต่อสู้กันระหว่างแพทย์และพ่อแม่ของเด็กที่เปิดเผยได้เพียงชื่อย่อ OT อนุญาตให้แพทย์ถอคเครื่องช่วยหายใจ ส่งผลให้เด็กเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา โดยพ่อแม่ของเด็กนั้นต้องการให้แพทย์ยื้อชีวิตของเด็กไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

พ่อแม่ของเด็กชายผู้นี้ระบุว่าพวกเขามีความเศร้าใจต่อคำพิพากษานี้อย่างมาก พวกเขาระบุว่าความขัดแย้งนี้เกิดจากการที่แพทย์ไม่คิดว่าทารกจะสามารถทนต่อความเจ็บปวดและการพิการหลังการรักษาได้ แต่พ่อแม่กลับเชื่อว่าลูกของพวกเขาควรได้รับการรักษาจนสุดความสามารถตราบใดที่มันยังไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดจนเกินไป

ผู้พิพากษาได้สั่งให้ชื่อของโรงพยาบาลในคดีนี้ถูกปกปิด และจะมีการอธิบายถึงเหตุผลของคำพิพากษานี้ในภายหลัง

ที่มา - PhysOrg

สหรัฐไฟเขียว: ทดลองใช้สเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ได้

การใช้สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบไปทำหน้าที่ต่างๆ นั้นได้รับอนุญาตให้ทำการวิจัยและรักษาไปแล้ว (รวมถึงในบ้านเราก็มีทำอยู่ประปราย) แต่การใช้เซลล์นั้นๆ มักมาจากตัวของคนที่โตแล้วไม่ใช่ตัวอ่อน วันนี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) ได้อนุมัติให้ใช้เซลล์จากตัวอ่อนของมนุษย์นี้ในขั้นทดลองเป็นครั้งแรกแล้วครับ

บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ทำการทดลองในครั้งนี้คือบริษัท Geron Corp ซึ่งนำโดย Dr. Thomas Okarma โดยงานวิจัยชิ้นแรกนี้จะเป็นการศึกษาการฉีดสเต็มเซลล์ลงในไขสันหลังของผู้ป่วยที่มีปัญหาอัมพาตที่ขาสองข้าง (มักเกิดจากอุบัติเหตุต่อไขสันหลังทำให้เดินไม่ได้แต่ใช้แขนได้ตามปกติ) โดยหวังว่าสเต็มเซลล์นี้จะเข้าไปทดแทนเซลล์เยื่อหุ้มไขสันหลังเดิมที่เสียไปของผู้ป่วย เหมือนกับในสัตว์ทดลองที่ประสบผลสำเร็จไปแล้ว

อย่างไรก็ตามการศึกษานี้เป็นเพียงการศึกษาในระยะที่หนึ่งซึ่งศึกษาเพียงผลข้างเคียงจากการใช้วิธีการรักษาแบบนี้เท่านั้น จึงยังไม่สามารถยืนยันถึงความสำเร็จในผู้ป่วยได้

สเต็มเซลล์ที่มาจากตัวอ่อนมนุษย์นี้ได้รับการถกเถียงกันมากในประเด็นของจริยธรรม เนื่องจากตัวอ่อนมนุษย์ที่ถูกเอาสเต็มเซลล์นี้ออกมาจะต้องถูกทำลายทิ้ง ไม่ต่างอะไรจากการคัดเลือกตัวอ่อนจากวิธีการช่วยผู้มีบุตรยากบางวิธีที่ตัวอ่อนจำนวนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์จะถูกทำลายทิ้ง ทำให้งานวิจัยมักจะไม่ผ่านคณะกรรมการจริยธรรมเสมอ

มีผู้สังเกตว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการสิ้นสุดตำแหน่งของประธานาธิบดีบุช ซึ่งไม่ค่อยสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ อย่างไรก็ตามทางบริษัทที่ทำการวิจัยบอกว่าเป็นเพียงแค่เหตุบังเอิญเท่านั้น และข่าวนี้ทำให้หุ้นของ Geron ขึ้นกว่า 50%

Syndicate content