Electricity

มหาวิทยาลัย Leeds เสนอซอฟต์แวร์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บกากกัมมันตภาพรังสี

ส่วนที่ยากที่สุดของการสร้างเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์คือการจัดเตรียมการจัดเก็บกากกัมมันตภาพรังสี โดยกากกัมมันตภาพรังสีแบบมีรังสีสูง (High Level Waste) นั้นมีค่ากัดเก็บถึงกว่า 3 ล้านบาทต่อลูกบาศก์เมตร การจัดการพื้นที่เพื่อให้การใช้ปริมาตรเหล่านี้จึงสำคัญมาก

ซอฟต์แวร์จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตัดแต่งก้อนกากเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วขึ้น ลดความเสีี่ยงต่อสุขภาพ และลดค่าใช้จ่ายต่อการขนส่งและการจัดเก็บ

ทางมหาวิทยาลัยได้ตั้งบริษัทเพื่อทำการค้ากับซอฟต์แวร์ตัวนี้ในชื่อบริษัทว่า Structure Vision และซอฟต์แวร์มีชื่อว่า NuPlant

ซอฟต์แวร์ตัวนี้จะถูกใช้เพื่อทำแผนการจัดการกากกัมมันตภาพรังสีกับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะสร้างขึ้นใหม่ในอังกฤษ เนื่องจากกฏหมายบังคับให้มีการทำแผนการจัดการกากเหล่านี้ก่อนการสร้างโรงงานไฟฟ้าเสมอ

ที่มา - PhysOrg

ทีมจากญี่ปุ่นใช้รถไฟฟ้าระยะวิ่ง 1,000 กิโลเมตรสำเร็จ

ทีม Japan Electric Vehicle Club ได้ประกาศความสำเร็จในขับรถ Mira EV เป็นระยะทาง 1,000 กิโลเมตรภายในการชาร์จครั้งเดียวเป็นผลสำเร็จแล้ว

ตัวรถใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมของซันโยที่ออกแบบมาสำหรับโน้ตบุ๊กจำนวน 8,320 ก้อนต่อกัน จนมีน้ำหนักกว่า 360 กิโลกรัม

รถทดลองเช่นนี้คงไม่สามารถนำมาใช้งานจริงได้ หรือหากใช้ได้ก็จะไม่ได้ระยะทางเช่นนี้ แต่ระยะทางที่ดีขึ้นก็สะท้อนว่ารถที่จะใช้ในเชิงการค้าน่าจะดีขึ้นเหมือนกัน

ที่มา - Engadget

สหภาพยุโรปเตรียมสร้างมาตรฐานการชาร์จรถไฟฟ้า

ปัญหาของรถไฟฟ้าแบบเต็มระบบ (ไม่ใช่รถไฮบริดอย่างทุกวันนี้) คือมันต้องการเวลาชาร์จนานจนไม่สามารถใช้งานได้จริง แต่เทคโนโลยีรุ่นก็มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เวลาชาร์จลดลง ปัญหาใหม่ในตอนนี้คือมีวิธีการชาร์จพลังงานอยู่ในตลาดหลากหลายรูปแบบมาก และทางสหภาพยุโรปกำลังเตรียมการตั้งมาตรฐานใหม่ เพื่อให้หัวชาร์จไฟฟ้าเป็นแบบเดียวกันทั่วภูมิภาค

เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Epyon นั้นสามารถชาร์จพลังงาน 50kWh ลงในแบตเตอรี่ได้ในเวลาเพียง 30 นาที พลังงานที่ได้พอที่จะขับเคลื่อนรถตู้ขนาด 9 ที่นั่งไปได้ 100 กิโลเมตร ส่วนเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ให้ระยะทางไกลกว่านี้ก็ต้องการระยะเวลาการชาร์จที่นานขึ้น ปัญหาเช่นนี้จะเป็นปัญหาไก่กับไข่ เพราะผู้คนจะไม่ยอมใช้รถพลังงานไฟฟ้าเนื่องจากหาปั๊มเติมยากและเดินทางได้ไม่ไกล ขณะที่ผู้ให้บริการก็จะไม่กล้าลงทุนเพราะฐานลูกค้าไม่มากพอ การรวมมาตรฐานเป็นมาตรฐานเดียวจึงมีความสำคัญ และมาตรฐานนั้นต้องสามารถชาร์จได้เร็ว และให้ระยะทางการเดินทางที่ดีพอ

กลุ่มอุตสาหกรรม 27 บริษัทกำลังประชุมกันเพื่อสร้างมาตรฐานนี้ขึ้นมา และเชื่อว่าภายในกลางปี 2011 จะมีมาตรฐานกลางการชาร์จพลังงานได้กับรถที่สามารถใช้ร่วมกันได้ทั่วสหภาพยุโรป

ที่มา - PhysOrg, Edmunds

หมดยุคแห่งหลอดไส้: โตชิบาเลิกสายการผลิตอายุ 120 ปี

บริษัท โตชิบาประกาศปิดสายการผลิตหลอดไส้ที่รวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโตชิบา จากบริษัท Hakunetsu-sha ผู้ผลิตหลอดไส้รายแรกของญี่ปุ่น

บริษัท Hakunetsu-sha เปิดสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 1890 รวมแล้วตอนนี้สายการผลิตหลอดไส้ของโตชิบามีอายุกว่า 120 ปีไปแล้ว

แนวโน้มการเลิกผลิตหลอดไส้เพื่อการใช้งานทั่วไปกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก จากการประกาศกฏหมายเพื่อลดคาร์บอนและลดการใช้พลังงาน เช่นในสหภาพยุโรปเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากประสิทธิภาพแสงสว่างต่อพลังงานของหลอดไส้นับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับหลอดตะเกียบและหลอด LED ที่กำลังเข้ามามีบทบาท

ที่มา - Good Gear Guide

เยอรมนีกำลังทดลองพลังงานถ่านหินสะอาด

ขึ้นชื่อว่าถ่านหินแล้ว นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วโลกคงจะอี๋ในเรื่องความสกปรกและการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่น่าเสียดายว่าพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ถูกมาก เหมาะสำหรับช่วงเศรษฐกิจถดถอย ถ้าหากว่าเราเอาถ่านหินมาทำให้สะอาดได้ ก็คงเป็นเรื่องดี ทั้งสะอาด ทั้งถูก

ประเทศเยอรมนีนำโดยบริษัทพลังงาน E.ON Energie กำลังจะก้าวไปในทิศทางนี้ บริษัทกำลังจะสร้างโรงไฟฟ้าใกล้เมืองแฟรงเฟิร์ต โรงไฟฟ้านี้จะใช้เครื่องดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากบริษัท Siemens เครื่องนี้มีชื่อว่า carbon capture and sequestration (CCS) ซึ่ง Siemens โม้ว่ามันจับคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินได้ถึง 90%

เทคนิคที่ใช้คือให้คาร์บอนไดออกไซด์เกิดปฏิกิริยากับสารเอมีน (amine) เกิดเป็นสารละลาย เมื่อสารละลายนี้โดนความร้อน มันจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกคืนมา (ซึ่งเราจะมาดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ตรงนี้ในโซนปิด) ส่วนตัวสารละลายนั้นนำกลับไปใช้ใหม่ได้

คาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จะเก็บลงใต้ดิน โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างอยู่ใกล้กับแหล่งขุดเจาะก๊าซเดิมอยู่แล้ว

ที่มา - Ars Technica

การพักอยู่ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงนานๆ อาจทำให้สมองเสื่อม

คนเรามักจะมีความรู้สึกไม่ดีเมื่อต้องอยู่บ้านที่ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงเสมอ แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาที่ดูแนวโน้มดังกล่าวมาก่อน วันนี้ คุณ Anke Huss และนักวิจัยจาก University of Bern สวิตเซอร์แลนด์ ได้คำตอบบางส่วนแล้วครับ

นักวิจัยได้ทำการศึกษาชาวสวิสที่อยู่ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงขนาด 220-380kV ในช่วงปี 2000 ถึง 2005 โดยเมื่อทำการขจัดตัวแปรกวนออกไปแล้วพบว่า ผู้ที่พักอาศัยอยู่ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงในระยะ 50 เมตรมีโอกาสไม่แตกต่างจากผู้ที่อยู่ไกลออกไปในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ (ถ้าพูดเป็นภาษาสถิติคือมีโอกาสเป็น 1.24 เท่าโดย 95%CI 0.80-1.92)

อย่างไรก็ดีเมื่อคิดเรื่องเวลาแล้ว ผู้ที่อาศัยเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และ 15 ปีมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ที่อยู่ไม่ถึง 5 ปีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผู้ที่อยู่ใกล้สายไฟฟ้า 10 ปีมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่า 1.51 เท่า (95%CI 0.91-2.51) และผู้ที่อยู่นานถึง 15 ปีมีโอกาสเป็นมากกว่า 1.78 เท่า (95%CI 1.07-2.96) นอกจากนี้ผลการศึกษากับโรคสมองเสื่อมในวัยชรา (senile dementia) ยังพบความเสี่ยงในแบบเดียวกัน แต่สำหรับโรคอื่นเช่นพาร์กินสันแล้วไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) คือโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่มีอาการความจำเสื่อม บุคลิกภาพเสื่อมและไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีปัญหาในการดูแลตนเองเช่นไม่สามารถทานอาหารได้เองหรือเข้าห้องน้ำเองได้ สาเหตุยังไม่เป็นที่แน่ชัดแต่เชื่อว่าเกิดจากการสะสมของโปรตีน Amyloid beta ในสมอง

ที่มา: American Journal of Epidemiology

Syndicate content