Education

นักเรียนหญิงไร้บ้านได้เข้ารอบ 300 คนสุดท้ายในการแข่งขัน Intel Science Talent Search

เราเห็นข่าวเด็กเล็กสามารถทำงานวิชาการที่เกินวัยปรกติกันเรื่อยๆ แต่สำหรับกรณีนี้ Samantha Garvey นักเรียนระดับมัธยมปลายที่ได้เข้ารอบโครงการ Intel Science Talent Search ของอินเทลที่คัดเลือกเหลือ 300 คนสุดท้ายจากโครงการที่ส่งเข้ามากกว่า 1,600 โครงการ มีความพิเศษคือเธอเป็นเด็กที่เติบโตในบ้านสวัสดิการของคนไร้บ้าน

รอบก่อนรอบรองสุดท้ายนี้ยังต้องคัดเลือกกันอีกครั้ง ก่อนจะเหลือ 40 โครงการที่จะได้ไปแสดงผลงานในวิชิงตัน ดีซีในเดือนมีนาคม โดยในการแสดงนักเรียนเหล่านี้จะได้พบกับนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ รวมถึงประธานาธิปดีหรือรองประธานาธิปดีสหรัฐฯ อีกด้วย ส่วนผู้ที่ชนะเลิศจะได้รางวัลถึง 100,000 ดอลลาร์เป็นทุนการศึกษาไปอีกสี่ปี

ในฐานะคนที่อยู่ในกลุ่มที่มีโอกาสค่อนข้างดี ก็ขอยกย่องน้องคนนี้ไว้อีกคนที่ยังสามารถตั้งใจกับการเรียนสายวิทยาศาสตร์ได้แม้ฐานะทางบ้านจะไม่ดีนัก และหวังว่าจะเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียนในประเทศเราหลายๆ คนที่มีบ้านอาจจะมีปัญหาทางการเงินอยู่

ที่มา - Geek.com

เด็กส่วนใหญ่ชอบวิทยาศาสตร์ แต่ไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์

ทีมวิจัย ASPIRES ที่นำโดย ศ. Louise Archer แห่ง King’s College London ได้รายงานผลการศึกษาสำรวจความเห็นของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา 9,000 คน และสัมภาษณ์ผู้ปกครองอีกกว่า 170 คนเกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อวิทยาศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์, และอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสายวิทยาศาสตร์ (หรือที่เรียกรวมๆ ว่า STEM ย่อมาจาก Science, Technology, Engineering and Mathematics)

ผลการศึกษาระบุออกมาว่าเด็กวัย 10-11 ปีส่วนใหญ่ชอบและสนใจในวิทยาศาสตร์ เด็กๆ มีทัศนคติต่อนักวิทยาศาสตร์ในทางบวก ผู้ปกครองก็เช่นเดียวกัน ครอบครัวส่วนใหญ่ยังสนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในยามว่างอีกด้วยเพราะเห็นว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศและสังคม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทัศนคติที่ดีกลับทำให้เด็กส่วนใหญ่ไม่อยากที่จะประกอบอาชีพนักวิทยาศาสตร์เมื่อโตขึ้น มีเพียง 17% เท่านั้นที่ตอบว่าอยากมีอาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์ เด็กๆ มีความรู้สึกว่านักวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนเก่งๆ ไม่ใช่พื้นที่ที่พวกเขาจะเข้าไปได้ นอกจากนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็เห็นว่าอาชีพที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มีทางเลือกน้อยและทำรายได้ไม่มาก เป็นได้แค่แพทย์, นักวิจัย, หรือครูสอนวิทยาศาสตร์ ครอบครัวจึงอยากเห็นเด็กประกอบอาชีพอื่นที่มีอนาคตมากกว่า

เรื่องทัศนคติของเพศและเชื้อชาติก็มีผลอย่างมาก ผู้ปกครองและเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ยังคงคิดว่าอาชีพนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่อาชีพของผู้หญิง ในมุมมองของผู้ปกครองส่วนใหญ่ วิทยาศาสตร์ควรเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กผู้ชาย และผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มองคนในวงการนักวิทยาศาสตร์มีแต่ชาวตะวันตกผิวขาวเพศชาย คนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเพียงส่วนน้อยที่ไม่มีบทบาทสำคัญ

เมื่อเอาผลสำรวจที่ติดตามต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปีมาเทียบดูแนวโน้ม ก็พบว่าในช่วงวัย 10-14 ปี เด็กๆ มีทัศนคติในทางบวกต่อวิทยาศาสตร์ลดลง เป็นไปได้ว่าในช่วงนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อมุมมองของเด็กๆ ในการเลือกประกอบอาชีพสายวิทยาศาสตร์

แม้ว่านี่จะเป็นผลสำรวจจากสหราชอาณาจักร แต่ผมว่าสถานการณ์ในที่อื่นๆ ก็คงไม่ต่างกันมากนัก ผมเองก็สงสัยมานานแล้วว่าทั้งที่ทุกคนชื่นชมวิทยาศาสตร์ แต่ทำไมมีคนอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์น้อยจัง

ที่มา - PhysOrg

MIT เปิดตัวโครงการ MITx ให้ใบรับรองจากการเรียนออนไลน์, โอเพนซอร์สระบบ

MIT นั้นเป็นผู้นำในการเปิดโครงการ OpenCourseWare กันมานานถึงสิบปี ล่าสุดก็ประกาศเดินหน้าโครงการนี้ไปอีกขั้นในชื่อโครงการ MITx

โครงการนี้ประกอบไปด้วยหลายส่วน มันจะเปิดให้ผู้เรียนจัดวิชาเรียนได้เอง, เพิ่มห้องแลปออนไลน์, ระบบสื่อสารระหว่างผู้เรียน, และที่สำคัญคือจะเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีผ่านการทดสอบได้รับใบรับรองจาก MITx

ตัวแพลตฟอร์มใหม่นี้จะเป็นโอเพนซอร์สให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ สามารถนำไปทำตามได้ต่อไป

ที่มา - MIT

Lenovo, YouTube ร่วมมือนาซ่าจัดประกวดการทดลองในอวกาศสำหรับนักเรียนมัธยม

บริษัทคอมพิวเตอร์อย่าง Lenovo และเว็บวิดีโอ YouTube ร่วมมือกับนาซ่าเพื่อจัดทดลองวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กในช่วงอายุ 14 ถึง 18 ปี โดยแบ่งออกเป็นสองรางวัลคือ 14-16 ปี และ 17-18 ปี

นักเรียนจะต้องออกแบบทดลองเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์นำการทดลองขึ้นจรวดไปทดลองในสถานีอวกาศนานาชาติ โดยหกคนสุดท้ายจะได้นั่งเครื่องบินเพื่อสัมผัสสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงและแท็บเล็ตคนละเครื่อง

นักเรียนสองคนที่การทดลองได้รับเป็นการทดลองจริงๆ โดยผู้ชนะสุดท้ายจะได้เลือกระหว่างไปดูการยิงจรวดที่ญี่ปุ่นหรือไปเข้าศูนย์ฝึกนักบินที่รัสเซีย

ส่งได้ทั่วโลกครับงานนี้ โรงเรียนไทยลองส่งกันเผื่อจะได้สักรางวัลน่าจะดี

ที่มา - PC Magazine, YouTube

ผู้ก่อตั้ง PayPal แจกทุน "เพื่อทิ้งการศึกษา"

Peter Thiel หนึ่งในผู้ก่อตั้ง PayPal ได้บริจาคเงินผ่านมูลนิธิของเขาที่ชื่อว่า Thiel Foundation โดยมอบทุนให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวน 24 คนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีให้หยุดการเรียนไว้ก่อนแล้วออกมาสร้างบริษัทเทคโนโลยี โดยให้ทุนคนละ 100,000 ดอลลาร์

ผู้รับทุนส่วนมากมีอายุ 19 ปีและศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำเช่น Yale, Havard หรือ MIT โดยมีสาขาวิชาตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพ, การพัฒนาตนเอง, เศรษฐศาสตร์, การศึกษา, พลังงาน, เทคโนโลยีข้อมูล, การเคลื่อนไหวของร่างกาย, หุ่นยนต์, และอวกาศ

ตัวโครงการมีระยะเวลาสองปี เมื่อคิดว่านักศึกษาเหล่านี้ต้องกู้เงินเรียนด้วยตัวเองแล้วการออกมาคว้าโอกาสแบบนี้ก็เป็นเรื่องน่าสนใจไม่ใช่น้อย

ที่มา - The Thiel Foundation

นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล 42 คนเรียกร้องให้ยกเลิกกฏหมายบั่นทอนวิทยาศาสตร์

กฏหมาย Louisiana Science Education Act (LSEA) ที่ออกในปี 2008 สร้างความไม่พอใจให้กับนักวิทยาศาสตร์และคนที่รักวิทยาศาสตร์หลายคนตั้งแต่วินาทีแรกที่มีการเสนอร่าง แต่ด้วยอิทธิพลขององค์กรขนาดใหญ่ กฏหมายฉบับนี้ก็ได้คลอดออกมา และตอนนี้มันก็มีผลบังคับใช้มาเกือบ 3 ปีแล้ว

เนื้อหาของ LSEA 2008 ก็ไม่ได้มีอะไรมาก ประเด็นหลักของมันคือการอนุญาตให้ครูผู้สอนนำสื่อและอุปกรณ์การสอนที่ขัดแย้งกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาใช้สอนร่วมกับเนื้อหาวิชาที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ได้ เช่น เรื่องวิวัฒนาการ การโคลนนิง โลกร้อน เป็นต้น

ชาวรัสเซียหนึ่งในสามเชื่อว่าดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก

สำนักโพล VsTIOM ของประเทศรัสเซีย รายงานผลการสำรวจจากการสุ่มตัวอย่างประชากรทั่วประเทศรัสเซียจำนวน 1,600 คน พบว่า 32% หรือประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมดเชื่อว่าดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก!

ถ้าตัวเลขนี้ยังน่าตกใจไม่พอ ก็มีคำตอบสุดเหลือเชื่ออีก เช่น

  • 29% ตอบอย่างมั่นใจว่ามนุษย์กับไดโนเสาร์เคยอาศัยอยู่บนโลกพร้อมกัน (ในความเป็นจริง ไดโนเสาร์สูญพันธ์ไปหมดแล้วเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ขณะที่มนุษย์คนแรกกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 200,000 ปีที่ผ่านมานี้เอง หรือถ้าจะนับไปถึงบรรพบุรุษในสกุล Australopithecus ก็ยังเพิ่งจะ 4 ล้านปีที่ผ่านมา)

  • 55% เชื่อว่ากัมมันตรังสีทั้งหมดเกิดจากน้ำมือมนุษย์ (ซึ่งความจริงก็ไม่ถูกต้องอีกนั่นแหละ กัมมันตรังสีที่พบบนโลกมีทั้งที่เกิดเองในธรรมชาติ, มาจากอวกาศ, และมนุษย์สร้างขึ้น)

โฆษกของสำนักโพลบอกว่า "ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าระดับการศึกษาในประเทศนี้ตกต่ำเพียงใด"

ที่มา - The Register

นี่ขนาดรัสเซียเป็นประเทศมหาอำนาจนะ แล้วผลของประเทศที่คนส่วนใหญ่ยังซาบซึ้งกับเทวดาอยู่จะขนาดไหน?

นักศึกษาสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องวัฏจักรคาร์บอน

คาร์บอนก็เหมือนแร่ธาตุอื่นๆ บนโลกที่มีการเคลื่อนที่และเปลี่ยนสภาวะได้ตลอดเวลา มันอาจอยู่ในรูปของก๊าซ ของแข็ง ของเหลว อยู่ใต้น้ำ ใต้ดิน ในอากาศ หรือแม้แต่ร่างกายของสิ่งมีชีวิตก็ได้ เราเรียกการไหลเวียนของคาร์บอนบนโลกว่า "วัฏจักรคาร์บอน" ผมเชื่อว่าเด็กทั่วโลกต้องเคยเรียนเรื่องนี้

แต่ว่า "เคยเรียน" กับ "เข้าใจ" มันคนละส่วนกัน การศึกษาล่าสุดของกลุ่มนักวิจัยที่นำโดย Laurel Hartley แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ เข้าไปสำรวจความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องวัฏจักรคาร์บอนของนักศึกษากว่า 500 คน ในวิทยาลัย 13 แห่งทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา นักศึกษาเหล่านี้ล้วนกำลังเรียนวิชาที่เกี่ยวกับระบบนิเวศทั้งนั้น บ้างก็กำลังเรียนชีววิทยาเบื้องต้น จนถึงบางคนก็เรียนนิเวศวิทยาขั้นสูงอยู่

ผลการสำรวจพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ของวัฏจักรคาร์บอน เช่น คำถามที่ว่า "หลังจากถูกเผาผลาญในร่างกายแล้วไขมันไปไหน?" นักศึกษาส่วนใหญ่กลับตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า "มันละลายหายไป" หรือไม่ก็ "มันถูกเผาหายไปในอากาศ" ทั้งที่จริงคำตอบที่ถูกต้องคือ "หลังจากถูกเผาผลาญเสร็จสิ้น ไขมันจะกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ ซึ่งถูกกำจัดออกจากร่างกายพร้อมกับการหายใจออก" ไม่มีทางที่อยู่ดีๆ มันจะหายไปเฉยๆ ได้ (กฏทรงมวล - สสารไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองหรือหายไปได้ แต่เปลี่ยนรูปได้)

อุตสาหกรรมสหรัฐฯ กำลังไม่มีงานให้แรงงานความรู้สูง?

ช่วงนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะไม่ดีนัก แต่ที่น่ากังวลคคือการเปลี่ยนแปลงของแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้กลับผลักให้แรงงานที่เรียนจบวุฒิสูงๆ กลับไม่สามารถเข้าทำงานในตำแหน่งที่น่าจะตรงกับสิ่งที่เรียนมาได้

The Chronicle รายงานถึงงานที่ปรกติไม่ต้องการวุฒิปริญญาตรี พบว่าแรงงานในงานเหล่านี้กลับมีคนเรียนจบปริญญาอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเสิร์ฟ ที่มีคนจบปริญญาทำงานอยู่ถึง 317,759 คน, พนักงานบริการลูกค้า 482,784 คน, พนักงานขายทางโทรศัพท์ 54,713 คน

แนวโน้มเช่นนี้ทำให้น่าวิตกว่าสหรัฐฯ กำลังไม่มีงานให้กับแรงงานที่มีวุฒิสูงเหล่านี้ หรืออีกทางหนึ่งคนที่เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยอาจจะไม่มีความสนใจที่จะทำงานในสายที่ตนเรียนอยู่ตั้งแต่แรก เช่น อาจจะเรียนเพื่อพัฒนาตัวเอง ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหากสหรัฐฯ ไม่ได้ทำงบประมาณขาดดุลมหาศาลเพื่อมาสนับสนุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของประเทศอย่างหนักเช่นทุกวันนี้

บางทีที่บ้านเราบอกว่าเรียนมาแล้วไม่ค่อยได้ใช้ ปัญหาอาจจะเบากว่ามากแล้วก็เป็นได้ ถ้ามีการศึกษาอย่างจริงจัง

ที่มา - The Chronicle

มหาวิทยาลัยอิลลินอยล์เปิดตัวเครื่อง spectroscopy จากโทรศัพท์มือถือ

เครื่อง spectroscopy เป็นอุปกรณ์สำหรับตรวจวัดส่วนประกอบต่างๆ ในตัวอย่างที่เราเก็บมา เช่นปริมาณโปรตีนในเนื้อสัตว์ แต่ปัญหาคืิอเครื่องมือนี้ที่มีขายกันมักมีราคาแพง และทำงานในกล่องปิดทำให้ยากต่อการศึกษา

ศาสตราจารย์ Alexander Scheeline จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยล์จึงสร้างเครื่อง spectroscopy นี้ขึ้นมาใหม่จากอุปกรณ์ง่ายๆ และโทรศัพท์มือถือเป็นสำคัญ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้นั้นมีเพียงหลอดแก้วใส, แผ่น grating, หลอด LED ทั่วไป, และแบตเตอรี่อีกก้อน รวมราคาไม่นับโทรศัพท์มือถือแล้วก็ร้อยกว่าบาทเท่านั้น และสำคัญกว่าราคาคือนักเรียนจะสามารถเห็นกระบวนการทำงานด้วยตาได้ทุกกระบวนการ

กระบวนการทำงาน และไฟล์ซอฟต์แวร์ ตลอดจนขั้นตอนการประกอบทั้งหมดแจกจ่ายในรูปแบบครีเอทีฟส์ คอมมอนส์ (BY) ครูบ้านเราสามารถนำไปใช้กันได้ทันที

ที่มา - มหาวิทยาลัยอิลลินอยล์

Syndicate content