Economy

ตัวเลขส่งออกโซลาร์เซลล์ของสหรัฐฯ พุ่งเป็น 5,630 ล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ กำลังกลายเป็นผู้ส่งออกเซลล์แสงอาทิตย์รายใหญ่เมื่อตัวเลขการส่งออกเซลล์แสงอาทิตย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการทั่วโลก รายงานล่าสุดจากสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ได้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังส่งออกสินค้าเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์เป็นมูลค่าถึง 5,630 ล้านดอลลาร์ แม้จะหักลบการนำเข้ามูลค่า 3,750 ล้านดอลลาร์แล้วก็ยังมีมูลค่าส่งออกถึง 1,880 ล้านดอลลาร์

ที่น่าสนใจคือรายงานในปี 2009 นั้นมูลค่าส่งออกรวมสินค้าในหมวดนี้ของสหรัฐฯ ยังอยู่ที่ 723 ล้านดอลลาร์เท่านั้น นับว่าเป็นหมวดสินค้าที่เติบโตสูงมาก

อย่างไรก็ดีตัวโมดูลสำเร็จรูปนั้นสหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ด้วยมูลค่าการนำเข้าถึง 2,398 ล้านดอลลาร์ แต่ส่งออกเพียง 1,201 ล้านดอลลาร์ แต่หมวดที่สหรัฐฯ ส่งออกมากคือ Polysilicon ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นของแผงโซลาร์เซลล์ที่มียอดส่งออกถึง 2,550 ล้านดอลลาร์ แต่มียอดนำเข้าเพียง 179 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

ภายใต้ภาวะการเป็นประเทศที่ยังไม่สามารถผลิตสินค้าเหล่านี้เองได้ แม้เราจะสามารถหลุดออกจากการพึ่งพิงน้ำมัน แต่อนาคตก็อาจจะกลายเป็นว่าเราต้องนำเข้าซิลิกอนบริสุทธิ์, ไดนาโมประสิทธิภาพสูง ฯลฯ อยู่ดีก็เป็นได้

ที่มา - Grist

นักวิจัยเสนอแนวทางการคิดต้นทุนจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบใหม่

แต่เดิมนั้นการคิดต้นทุนพลังงานของพลังงานแสงอาทิตย์เทียบกับพลังานแบบอื่นๆ จะอาศัยสเปคจากผู้ผลิตว่าแผงโซลาร์นั้นสามารถผลิตพลังงานได้เท่าใหร่แล้วคูณด้วยอายุการใช้งานแล้วเอาไปหารค่าแผงโซลาร์ แต่ต้นทุนเช่นนี้ไม่ได้บ่งบอกถึงค่าซ่อมบำรุงที่ต้องมีในการใช้งานนานนับสิบปี นักวิจัยจึงเสนอทางคำนวณใหม่ชื่อว่า levelized cost of energy หรือ LCOE

LCOE สร้างจะโมเดลจำลองแบบ Monte Carlo มันอาศัยค่าพารามิเตอร์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการใช้งานโซลาร์เซลล์จำนวนมาก แล้วถ่วงด้วยความน่าจะเป็นในกรณีต่างๆ

ทีมวิจัยเชื่อว่า LCOE จะให้ข้อมูลผู้มีอำนาจตัดสินใจได้ดีกว่าจะเลือกใช้พลังงานแบบใดต่อไป และมีต้นทุนที่แม่นยำขึ้น

การบริหารพลังงานทางเลือกอย่างผิดพลาดก็มีตัวอย่างอย่างในบ้านเราที่มีการสนับสนุนพลังงาน B5 กันจนเกินกำลังการผลิตปาล์มน้ำมันจนทำให้น้ำมันพืชขาดตลาดและมีราคาพุ่งสูงอย่างทุกวันนี้

ที่มา - PhysOrg

การแพทย์ไม่เจริญเหรอ ? เรามีโปรแกรมช่วย

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักข่าว รอยเตอร์ รายงานว่า บริษัทยาได้หันมาใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของยาโดยการใฃ้เครื่องมือที่สามารถติดตามผู้ป่วยได้ตลอดเวลา(real time)

ตัวอย่างบริษัทยาที่หันมาใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ได้แก่

โนวาทิส (Novartis) ใช้ "smart pill" ที่สามารถส่งข้อมูลจากภายในร่างกายอย่างพวกสัญญาณชีพ (vital sign)และตรวจสอบว่าคนไข้ได้กินยาหรือไม่

เบเยอร์ (Bayer)ต่อ glucometer สำหรับเด็กที่ป่วยเป็นเบาหวานกับ เกมนินเทนโด (Nintendo)

และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson's)ได้นำโปรแกรมบนไอโฟน (iPhone) ที่สามารถทำให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลจากเครื่องวัดระดับน้ำตาลได้

นอกจากนี้ยังมีบริษัทต่างๆ ที่ไม่ใช่บริษัทยาให้ควมสนใจกับการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์นี้
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายที่ต้องแลกกับประสิทธิภาพ ก็ยังต้องรอการพิสูจน์ต่อไป

ที่มา - Medscape

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง มีส่วนช่วยให้มลภาวะลดลง

ในภาวะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอยู่ในปัจจุบัน อาจจะมีข้อดีที่แอบแฝงอยู่ในตัวของมันเอง เมื่อนักวิจัยจากสหรัฐพบว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้มลภาวะที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกลดปริมาณลง

Chris Knittel นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการศึกษาข้อมูล ราคาน้ำมันย้อนหลังไปหลายสิบปี และพบความสัมพันธ์ของราคาน้ำมัน กับพฤติกรรมของผู้ใช้รถ พบว่าการซื้อรถที่กินน้ำมันอย่างพวก SUV หรือ รถกระบะ จะลดลง 13% ทุกๆ 1 เหรียญของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และในทิศทางเดียวกัน ก็ทำให้ปริมาณการซื้อรถที่มีประสิทธิภาพในการใ้ช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น 17% เช่นเดียวกัน

ข้อมูลของ Knittels ที่นำเสนอ ได้รับการยอมรับจากนักเศรษฐศาสตร์เป็นจำนวนมาก โดยมีนักเศรษฐศาสตร์อีกคน Kenneth Small ได้นำเสนอข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า ทุก 1 เหรียญของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่ลดจำนวนน้ำมันที่ต้องใช้ลงถึง 14% ซึ่งหมายความว่า ปริมาณการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลง คิดเป็นปริมาณถึง 2% ของปริมาณแก๊สทั้งหมด ที่สหรัฐปล่อยออกมาในปี 2006

ที่มา EurekAlert

Syndicate content